
“…มาตรา 8 ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่นเป็นการตอบแทน ในการจัดการด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ…”
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ได้รับฟังความคิดเห็นต่อ ‘หลักการ’ ของ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ...
โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมาตรการดำเนินการทางปกครองและทางแพ่ง นั้น (อ่านประกอบ : ตัดสิทธิรับราชการ-ไล่ออก! ก.พ.เปิดรับฟัง ร่างพ.ร.บ.ความรับผิดฯทุจริตสอบบรรจุในหน่วยงานรัฐ)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2569 สำนักงาน ก.พ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ‘ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ....’ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงนำเสนอรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 2 หมวด รวม 20 มาตรา ดังนี้
@ครอบคลุมสอบบรรจุ‘ขรก.-พนง.-ลูกจ้าง-เจ้าหน้ารัฐ’
ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ....
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 29 มาตรา 37 และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอันเป็นกระบวนการคัดกรองบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้ง หรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกประเภทและทุกระดับเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรมและปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน เพื่อคัดกรองให้ได้คนเก่งและดีเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ อันจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ....”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
“การสอบบรรจุ” หมายความว่า การสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้หมายความรวมถึงการสอบวัดระดับความรู้ความสามารถ การสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม หรือการสอบวัดผลในหลักสูตรการฝึกอบรม อันมีผลโดยตรงต่อการบรรจุและแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่งหรือการได้รับเงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มพิเศษ ที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
“ผู้ให้บริการจัดสอบหรือรับจ้างจัดสอบ” ให้ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคลเอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้รับมอบหมายหรือเป็นคู่สัญญาในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสอบบรรจุ
มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจในการออกระเบียบหรือประกาศเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
@‘คนเรียกรับเงิน’ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี-‘คนจ่าย’คุก 5 ปี
หมวด 1 มาตรการทางอาญา
ส่วนที่ 1 โทษอาญา
มาตรา 5 ผู้ใดเข้าสอบบรรจุโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขในการสอบบรรจุ เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 6 ผู้ใดเข้าสอบบรรจุแทนผู้อื่น หรือยินยอมให้ผู้อื่นเข้าสอบบรรจุแทนตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 7 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้อื่นเป็นการตอบแทน ในการจัดการด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 8 ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้อื่นเป็นการตอบแทน ในการจัดการด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 9 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมร่วมดำเนินการใดๆ หรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ให้กลัวว่าเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 10 ผู้ใดเปิดเผย จำหน่าย หรือส่งมอบข้อสอบหรือคำตอบที่จัดทำขึ้นสำหรับใช้ในการสอบบรรจุครั้งใด เพื่อให้ผลการสอบบรรจุครั้งนั้นเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดแสวงหา ล่วงรู้ หรือรับไว้ซึ่งข้อสอบหรือคำตอบที่จัดทำขึ้นสำหรับใช้ในการสอบบรรจุครั้งใด เพื่อให้ผลการสอบบรรจุครั้งนั้นเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 11 ผู้ใดเปลี่ยนแปลง แก้ไข ดัดแปลง หรือทำลายข้อมูลการสอบบรรจุ หรือกระดาษคำตอบโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ผลการสอบบรรจุเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 12 ผู้ใดปลอมเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับการสอบบรรจุ เพื่อหลอกลวงหรือแสวงหาประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 13 กรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่รับผิดชอบในการสอบบรรจุครั้งนั้น ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 14 เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น
@ให้‘ป.ป.ช.-ป.ป.ท.-ปปง.’มีอำนาจ-หน้าที่สืบสวนสอบสวน
ส่วนที่ 2 การสืบสวนสอบสวน
มาตรา 15 ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
มาตรา 16 ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แล้วแต่กรณีดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว
เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีอำนาจสอบสวนแจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของหน่วยงานนั้นพิจารณาสั่งระงับหรือยกเลิกการสอบบรรจุทั้งหมดหรือบางส่วนตามพฤติการณ์ของการกระทำความผิด
มาตรา 17 ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจทางวินัย สั่งพักงาน โยกย้าย หรือกระทำการใดอันเป็นผลร้ายต่อผู้แจ้งเบาะแสหรือพยานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยเด็ดขาด และให้หน่วยงานรับผิดชอบตามมาตรา 16 มีอำนาจกำหนดมาตรการคุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแสได้ตามความจำเป็น
@ห้าม‘ผู้ทุจริต’สอบบรรจุฯ รับราชการ-ไม่ต้องรอผลคดีอาญา
หมวด 2 มาตรการทางปกครอง
มาตรา 18 การดำเนินการทางปกครองกับผู้ที่ทุจริตในการสอบบรรจุให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐนั้น ทั้งนี้ การดำเนินการต้องมีมาตรการไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้
(1) ต้องกำหนดให้มีกระบวนการพิจารณาเพื่อให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ทุจริตในการสอบบรรจุ อันเป็นลักษณะต้องห้ามในการรับราชการหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินการทางอาญา และจัดทำบัญชีผู้ทุจริตในการสอบบรรจุส่งให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบได้
(2) กรณีทุจริตในการสอบบรรจุก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐสั่งให้ผู้นั้นออกจากหน่วยงานของรัฐโดยพลัน ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ และให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นใดทั้งหมดที่ผู้นั้นได้รับไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สั่งให้ออกจากหน่วยงานของรัฐหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการทุจริต แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่พ้นจากหน่วยงานของรัฐในกรณีที่ผู้นั้นได้ออกจากหน่วยงานของรัฐไปแล้วโดยให้ใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
(3) กรณีทุจริตในการสอบบรรจุขณะปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการทางวินัยกับผู้นั้นฐานทุจริตในการสอบบรรจุ อันเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกสถานเดียว
ทั้งนี้ หากมีการพิจารณาให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ทุจริตในการสอบบรรจุตาม (1) แล้ว ให้ถือเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ แต่ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
มาตรา 19 ในกรณีที่ผู้ให้บริการจัดสอบหรือรับจ้างจัดสอบ มีส่วนร่วม หรือสนับสนุน การกระทำความผิด หรือจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้ให้บริการจัดสอบหรือรับจ้างจัดสอบดังกล่าวถูกตัดสิทธิและห้ามมิให้เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐเพื่อรับงานราชการเป็นระยะเวลาห้าปี ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดเก็บรายชื่อดังกล่าวเพื่อให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบได้
มาตรา 20 ในกรณีที่ผู้ให้บริการจัดสอบหรือรับจ้างจัดสอบ มีส่วนร่วม สนับสนุน หรือละเลยต่อหน้าที่ให้เกิดการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้บุคคลดังกล่าวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดจากการจัดสอบบรรจุใหม่ตามสัดส่วนความเสียหาย
เหล่านี้เป็นรายละเอียดของ ‘ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ....’ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้นำเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในครั้งนี้ และต้องติดตามว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ และอย่างไร?



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา