
"...อังกฤษสมัยนั้น สมัยเมื่อ 70 ปีก่อน เริ่มมี “โรงเรียนทางเลือกที่เหมาะกับเด็ก”อย่างโรงเรียนที่เราคนไทยรู้จักกันดีคือ โรงเรียน Summerhill ที่ A.S.Neill ตั้งขึ้นที่เมืองเหนือกรุงลอนดอน ประกาศว่าจะทำ ”โรงเรียนที่เหมาะกับเด็ก” หรือที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “โรงเรียนตามสบาย” ที่เน้น”เสรีภาพกับการปกครองตนเอง” โดยมีทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud กำกับ เพื่อปลดปล่อยจิตที่ถูกกระทำแบบผิดๆในวัยเด็กออกไป ได้มากเท่าไร ขบวนการเรียนรู้ของเด็กก็จะเต็มไปด้วยความสุขเท่านั้น..."
ที่กลุ่มเด็ก”นักเรียนเลว” ออกมาโวยวายเรียกร้อง โจมตีเครื่องแบบนักเรียนนั้น ก็ต้องการให้เกิดกระแสปรับปรุงโรงเรียนในหลายๆด้านตามมา
ถ้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจการจัดการศึกษาในโรงเรียนที่ตึกวังจันทรเกษม ไม่ติดท่าทีที่น่าหมั่นไส้ของเด็กๆ ก็จะได้คิดทำการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่
เด็กอาจะเสนอแก้ปัญหาโรงเรียน แก้ปัญหาการศึกษา ไม่เป็นไปทั้งระบบ เพียงแต่เสนอได้แค่เป็นประเด็นๆ ไป เป็นเรื่องๆไป ถ้าครูหรือผู้ใหญ่ ที่มองหาประเด็นที่ซ่อนอยู่ใน”วาทะกรรม”ของเด็กเจอ ก็จะไม่ออกมาประนามเด็กและแสดงท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
ที่จริงเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาในห้องเรียน ในโรงเรียน มีมาตั้งแต่พวกเราที่เป็นคนหนุ่มสาวยุค 14 ตุลา. 16 เมื่อ 40 กว่าปีก่อนโน้น แต่ไม่กล้าเท่า หรือไม่ก้าวร้าวเท่าเด็กยุคนี้
แต่ประเด็นเรื่องราวก็คล้ายกัน คือการศึกษาไทย หรือโรงเรียนไทย มีปัญหา
ผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นนักวิชาการ นักคิด เป็นผู้ทรงภูมิ เรื่องปฎิรูปการศึกษา เสนอปัญหานี้ต่อสังคมมานานกว่าครึ่งค่อนศตวรรษ กลับไม่มีพลังกระทบเท่าข้อเสนอของกลุ่ม”นักเรียนเลว”
ในช่วงระยะเพียง 5 เดือน ก็เกิด Chaos ไปทั่วแผ่นดินสยาม ถูกต่อต้านและสร้างความขัดแย้งไปเกือบทุกโรงเรียน
อย่ามองความขัดแย้งทางความคิด ว่าเป็นความแตกแยก
เพราะเมื่อครั้งพุทธกาล เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แสดงความขัดแย้งในความเชื่อเดิมของศาสนาฮินดูไปทั่วชมพูทวีป ในนามลัทธิพรหมจรรย์ ซึ่งพัฒนามาเป็นพุทธศาสนา เพราะความที่พระองค์ท่านอยู่ในวรรณกษัตริย์ จึงถูกโต้กลับในความขัดแย้งทางความเชื่อนั้นไม่รุนแรงเท่าพระเยซู ที่เป็นคนสามัญ จึงจบลงด้วยการถูกจับตรึงด้วยไม้กลางเขน
ผู้นำทางศาสนาใหญ่ๆในอดีต ต่างเป็นผู้นำที่สร้างความขัดแย้งในลัทธิความเชื่อดั้งเดิมทั้งสิ้น
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเทียบกลุ่มคณะ”นักเรียนเลว” เท่ากับผู้นำทางศาสนาต่างๆ เพียงแต่จะบอกว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆนั้น ย่อมเกิดจากการสร้างข้อขัดแย้งทางความคิดดั้งเดิมด้วยก่อนเสมอ
การเสนอ”ยกเลิกชุดนักเรียน” ให้แต่งชุดนักเรียนตามสบายได้นั้น ดูจะเป็นการไม่เคารพกฎเกณฑ์ใดๆที่มีมากว่า 100 ปีของระบบโรงเรียนบ้านเราและของโลก
วันนี้การท้าทายนี้จะไม่หยุดเฉพาะ”ชุดนักเรียน”เท่านั้น แต่มันจะพัฒนาไปสู่การปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ปฏิรูปโรงเรียนใหม่ โดยการทำ “โรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก”
แต่จริงๆแล้วไม่น่าจะหยุดที่โรงเรียนเท่านั้น น่าจะลงไปถึง “ทำบ้านให้เหมาะกับเด็ก” ด้วยซ้ำไป
ความรู้ยุคใหม่ ได้ลงไปถึง”บ้านหลังแรกที่เป็นมดลูก” ของเด็กทารกในครรภ์มารดาอาศัยก่อนออกมาชมโลกเสียด้วยซ้ำไป
ดังข้อเขียนอมตะของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ที่เริ่มต้นว่า
“เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก...”
ซึ่งเป็นความคิดเรื่องการพัฒนาเด็กที่ก้าวหน้าที่สุดในยุค 14 ตุลา. เมื่อ 46 ปีก่อน จนถึงวันนี้
มาถึงยุคสมัยนี้ ความคิดเรื่องการพัฒนาเด็กจากครรภ์มารดานั้นลงลึกไปถึงการจัดการเรื่องอารมณ์ของมารดาและบิดาด้วย ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมในบ้าน กับเสียงดนตรีที่พัฒนาสมอง อย่างที่ฟังอยู่ตอนเขียนบทความนี้ ด้วยเสียงเพลงของโมสาร์ท ที่สร้างพลังสมองในชุด”Music for Brain Power” ที่เรามักจะเปิดในรถ ในห้องนอน ในห้องนั่งเล่น ในห้องเรียน ให้เด็กอย่าง”เข้ม เย็นยิ่ง”ได้ฟังทุกๆจุด
“โรงเรียนที่เหมาะกับเด็ก” ก็น่าจะเป็นโรงเรียนที่เหมาะกับ “เข้ม เย็นยิ่ง” เด็กชายอายุ 3 ขวบ 3 เดือน ที่ผมกับแอ๊วนำมาเลี้ยงให้เป็นเด็กฉลาดคนหนึ่ง
จอน อึ๊งภากรณ์ เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยตัวเขาเป็นเด็กเล็ก ถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน อาจารย์ป๋วยผู้เป็นพ่อ พาจอนไปหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูก จอนเลือกโรงเรียนที่ประกาศว่า ”ไม่ตีเด็ก” ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำงานของพ่อ ทำให้พ่อต้องหาเช่าบ้านใหม่ที่ใกล้โรงเรียนที่จอนเลือก อาจารย์ป๋วยยอมเดินทางไกลเพื่อลูกจะได้โรงเรียนที่เหมาะ
นั่นคือหาโรงเรียนที่เหมาะกับเด็ก ตามความคิดยุคสมัยนี้นั่นเอง
อังกฤษสมัยนั้น สมัยเมื่อ 70 ปีก่อน เริ่มมี “โรงเรียนทางเลือกที่เหมาะกับเด็ก”อย่างโรงเรียนที่เราคนไทยรู้จักกันดีคือ โรงเรียน Summerhill ที่ A.S.Neill ตั้งขึ้นที่เมืองเหนือกรุงลอนดอน ประกาศว่าจะทำ ”โรงเรียนที่เหมาะกับเด็ก” หรือที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “โรงเรียนตามสบาย” ที่เน้น”เสรีภาพกับการปกครองตนเอง” โดยมีทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud กำกับ เพื่อปลดปล่อยจิตที่ถูกกระทำแบบผิดๆในวัยเด็กออกไป ได้มากเท่าไร ขบวนการเรียนรู้ของเด็กก็จะเต็มไปด้วยความสุขเท่านั้น
เด็กที่ประกาศตัวเป็นกลุ่ม ”นักเรียนเลว” นั้น มาจากโรงเรียนกระแสหลัก ในระบบที่เรียกว่า “Mail Stream Education” ที่ถูกควบคุมทั้งหลักสูตร หนังสือเรียน ระบบการสอบ และกฎเกณฑ์ต่างๆโดยกระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่คำนึงถึง ”ความสุข” ในการเรียนของเด็ก
แต่กับเด็กในโรงเรียนทางเลือก ที่เรียกว่า “Alternative Education” นั้นจะไม่มีความอึดอัดกับกฎระเบียบของโรงเรียน เพราะโรงเรียนทางเลือกทั้งหมดนั้น ต่าง ”ทำโรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก” โดยเด็กมีส่วนร่วมในโรงเรียนมากที่สุด
แต่ถ้ายังไม่มีโรงเรียนที่เหมาะกับเด็กมากพอ พ่อแม่ก็สามารถจัดการศึกษาที่เหมาะกับลูกของตนเองได้ ที่เรียกว่า “Home School” ที่เป็นระบบการศึกษาที่มีมาก่อนกำเนิดโรงเรียนมาตั้งแต่ยุคสมัยเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนสมัยพุทธกาล ที่พระราชบิดากำหนดหลักสูตรให้เจ้าชายเรียนเพื่อเติบโตเป็นจักรพรรดิ
และบุคคลที่ตระเวนสอนหนังสือไปทั่ว ก็มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ตั้งสาวกเป็นภิกษุสงฆ์ เดินเท้าเปล่าสั่งสอนไปทั้งทวีป
ในสมัยหลังจากนั้น พระเยซูก็เดินด้วยเท้าเปล่าสั่งสอนไปทั่วตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน
วันนี้เราฟังกลุ่มนักเรียนเลว เสนอปัญหาทางการศึกษาในโรงเรียน อะไรที่เป็นสาระ ก็นำไปแก้ไข อะไรที่ไม่เป็นสาระก็วางไว้ ตามคำสอนในพุทธศาสนา ไม่ใช่กราดเกรี้ยวเด็กๆไปทั่ว
เด็กๆต้องการ ”ความเป็นกัลยาณมิตร” และ ”ความเป็นผู้ใหญ่” ของผู้ใหญ่ทั้งหลาย
นั่นคือวิธีทำ ”โรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก” เมื่อนั้น โรงเรียนนั้นก็จะเหมาะกับเข้ม เย็นยิ่ง ลูกของผมที่หมู่บ้านเด็กด้วยเช่นกัน
มีตัวอย่างโรงเรียนแบบนี้ ในวันนี้ ที่เรียกว่า ”โรงเรียนทางเลือก - Alternative School” กระจายอยู่ทั่วไป และตัวอย่าง Home School ก็มีนับพันครอบครัว
มันเป็นยุคสมัยที่เปิดกว้างให้โรงเรียนเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาะกับเด็กกันแล้ว เพียงแต่ว่าโรงเรียนจะทำได้ไหมเท่านั้นแหละ
นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิรูปโรงเรียน ที่ถูกปลุกจากกลุ่ม “นักเรียนเลว”
แล้วเราจะไปทางไหนกัน ในขณะที่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพื่อทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ก็ยังเป็นลูกผีลูกคนอยู่ในสภาฯขณะนี้
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก freepik.com

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา