
“…แต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก็ยังไม่เป็นการแน่ชัดว่า มีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจำนวนเท่าใด อีกทั้งโจทก์จะได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งแทนสมาชิกวุฒิสภาผู้ที่สิ้นสมาชิกภาพจากคำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่าสมาชิกวุฒิสภาผู้ที่สิ้นสมาชิกภาพนั้นจะต้องเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกันกับโจทก์ และมีจำนวนพอที่จะทำให้โจทก์ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งแทนบุคคคลนั้น ส่วนได้เสียของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่แน่นอน ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ในอนาคต กรณีไม่เข้าลักษณะตามคำนิยามของความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่แน่นอนและเกิดขึ้นแล้ว…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 185/2568 กรณีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล โจทก์ ฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน จำเลย กรณีจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 67 และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 177 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 164 โดยมีคำพิพากษา (ฉบับย่อ) ดังนี้
วันนี้ 20 เมษายน 2569 เวลา 9.30 นาฬิกา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 185/2568 ระหว่าง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล โจทก์ นายอิทธิพร บุญประคอง ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน จำเลย
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (บัญชีสำรอง) ในกลุ่ม 10 ลำดับที่ 3 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรรมญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 11 (10) ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนจำเลยที่ 8 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (นายแสวง บุญมี)
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จำเลยที่ 1 ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวันเลือกตั้ง และวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.1) ซึ่งกำหนดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาทั่วประเทศระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 และกำหนดวันเลือกสมาสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ระดับจังหวัดในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และระดับประเทศในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 โดยโจทก์ได้ยื่นขอสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย
ครั้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 โจทก์พบเห็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7
@ ขอให้ลงโทษ 7 กกต.-แสวง กระทำผิด กฎหมาย ป.ป.ช. - ประมวลกฎหมายอาญา
โดยเมื่อระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด หลังจากโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 8 ไม่เร่งรีบสั่งรับเรื่อง และแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวิวินิจฉัยขี้ขาด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 41 เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 8 ก็ยังไม่สั่งรับเรื่อง และไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน
ต่อมารองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งผลการสืบสวนว่า พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นขบวนการให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ แต่จำเลยที่ 8 ทำหนังสือโต้แย้งคัดค้านอำนาจรับเรื่องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 ทำให้ระยะเวลาใกล้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวิวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 92 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 8 มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่ส่วน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 41 วรรคสี่ ซึ่งเป็นระยะเวลากระชั้นชิดใกล้ครบกำหนดหนึ่งปี
ทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ใช้ดุลพินิจในการขยายระยะเวลาสืบสวนหรือไต่สวนออกไป ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 59 เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีมีมูลด้วยเสียงข้างมาก ว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คน เป็นผู้กระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และส่งสำนวนให้แก่จำเลยที่ 8 แล้วกลับขยายเวลาออกไปอีก
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลากลางวัน จำเลยทั้งแปดยังใช้อำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาคำร้องและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยในการดำเนินการของคณะอนุกรรมการดังกล่าวมีระยะเวลาเก้าสิบวัน ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 79 อันเป็นการสร้างขั้นตอนเกินความจำเป็น เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหา ส่งผลให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ล่าช้าเกินควร ทั้งที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาคำร้องและข้อโต้แย้งคณะที่ 1 ถึงคณะที่ 35 ย่อมสามารถทำหน้าที่กลั่นกรองทำความเห็นได้
และเมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งแปดไม่กำกับควบคุมสำนวนคดีที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่ส่วน ชุดที่ 26 ดำเนินการ แต่กลับมีบุคคลอื่นซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 8 ลักลอบคัดลอกหรือคัดถ่ายพยานหลักฐานในสำนวนและนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ระบบออนไลน์
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 177 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 164
@ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
พิเคราะห์คำฟ้องและพยานหลักฐานโจทก์แล้ว จำเลยทั้งแปดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งแปดหรือไม่ เห็นว่า
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 มาตรา 88 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ของสถานที่เลือก ให้ถือว่าผู้สมัครนั้นเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" และยังได้บัญญัติเกี่ยวกับบทกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไว้ในมาตรา 65 ถึงมาตรา 87 ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ล้วนแต่เป็นการกำหนดโทษแก่ผู้สมัคร กรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการดำเนินการเพื่อเลือกสมาชิกวุฒิสภา
มิใช่เป็นบทกำหนดโทษแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนหรือไต่สวนกรณีที่มีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันเป็นขั้นตอนซึ่งดำเนินการในภายหลังแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังกล่าวด้วย กรณีจึงไม่สามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 88 แห่งบทบัญญัติดังกล่าว ที่ให้ถือว่าผู้สมัครเป็นผู้เสียหายมาปรับใช้บังคับแก่การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้
ทั้งการเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยตนเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคแรก จะต้องปรากฎข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย
การที่โจทก์อ้างว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามฟ้องทำให้พ้นกำหนดระยะเวลาในการดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน นั้น จะเห็นได้ว่า หากผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) แล้ว โจทก์ในฐานะผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 88 ย่อมสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บุคคคลดังกล่าวได้ด้วยตนเอง โดยหาจำต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียก่อนแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายดังกล่าว
@ ส่วนได้เสียยังไม่แน่นอน
ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดทำให้โจทกในฐานะผู้สมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาและมีส่วนได้เสียไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายและได้รับความเสียหายนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภากลุ่มใดมีไม่ครบจำนวน ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้นขึ้นขึ้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแทนตามลำดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่" ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวจะส่งผลถึงโจทก์ก็ต่อเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาผู้นั้นสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
@ รับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง
แต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก็ยังไม่เป็นการแน่ชัดว่า มีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจำนวนเท่าใด อีกทั้งโจทก์จะได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งแทนสมาชิกวุฒิสภาผู้ที่สิ้นสมาชิกภาพจากคำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่าสมาชิกวุฒิสภาผู้ที่สิ้นสมาชิกภาพนั้นจะต้องเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกันกับโจทก์ และมีจำนวนพอที่จะทำให้โจทก์ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งแทนบุคคคลนั้น ส่วนได้เสียของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่แน่นอน ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ในอนาคต กรณี ไม่เข้าลักษณะตามคำนิยามของความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่แน่นอนและเกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งแปด
นอกจากนี้ที่โจทก์อ้างว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดทำให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระจำนวนหลายราย รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ พันจากวาระ ส่งผลทางอ้อมให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นที่มาของเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมากโดยเป็นสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาในจำนวน 138 คน ทำให้กระทบต่อทิศทางการเมืองการปกครองของประเทศ ทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 8 ฉวยโอกาสเอื้ออำนวย ขยายระยะเวลาเกินความจำเป็นกระทบต่อการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตและกระทบต่อประชาชนหมู่มาก ตลอดจนกระทำการเปิดเผยความลับของทางราชการนั้น
ซึ่งหากจะมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อรัฐโดยตรง รัฐจึงถือเป็นผู้เสียหาย หากจำเลยทั้งแปดกระทำความผิดดังกล่าวแล้วย่อมเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะต้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคแรก
เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคแรก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายกฟ้อง.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา