คณะกรรมการอัยการมีมติลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง ‘อัยการจังหวัด-พวก’งดเลื่อนขั้น 1 ปี-ว่ากล่าวตักเตือน ฟ้องผู้ต้องคดี ‘ลีโอ’พัทยา ยิงตำรวจบาดเจ็บสาหัสไม่ทัน ศาลต้องปล่อยตัวจบหลบหนีไปต่างประเทศ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา มีมติลงโทษทางวินัยข้าราชการอัยการสถานงดการเลื่อนชั้นหรือขั้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 1 ราย และมีมติงดโทษโดยให้ว่ากล่าวตักเตือน จำนวน 3 ราย
แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า การลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงพนักงานอัยการ 4 รายดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีอัยการจังหวัดพัทยาและอัยการผู้รับผิดชอบคดีฟ้องนาย จั๋ง หยาง หรือ ลีโอ ผู้ต้องหาชาวจีนกับพวกซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเปิดการเล่นพนันออนไลน์ในข้อหาอุกฉกรรจ์ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บไม่ทัน ภายในระยะเวลากำหนดฝากขัง 84 วัน ซึ่งทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นขอให้ศาลปล่อยตัวและหลบหนีไปต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ 18 พฤศจิกายน 2564 นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุดขณะนั้น ได้ลงนามใน คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1990/2564 เรื่องให้พนักงานอัยการช่วยราชการปฏิบัติราชการและรักษาการในตำแหน่งโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13, 15 และ 27 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ย้ายอัยการที่เกี่ยวข้องคดีดังกล่าว 4 คน
1.น.ส.วรรณทนีย์ สุดสัตย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการภาค 2 พ้นจากรักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดพัทยา และให้ช่วยราชการสำนักงานคดียาเสพติดปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดี
2.น.ส.วนิดา เศวตทิฆัมพร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดสำนักงานอัยการจังหวัดพัทยาช่วยราชการสำนักงานคดีอาญาปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5
3.นายจิรัฏฐ์ เสรีกุลอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยาช่วยราชการสำนักงานคดีอาญาปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา
4.นายธนกิจ โชติประดิษฐ์ รองอัยการจังหวัดพัทยาช่วยราชการสำนักงานคดียาเสพติดปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการประชุม ก.อ.เพื่อพิจารณาวาระดังกล่าวใช้เวลาเกือบชั่วโมงซึ่งจากการสอบสอบสวนข้อเท็จจริงและการสอบสวนทางวินัยสรุปความได้ว่า ไม่มีการทุจริตซึ่งในการพิจารณาสำนวคดีนาย จั๋ง หยาง หรือ ลีโอของอัยการเจ้าของสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องบางข้อหา สั่งไม่ฟ้องบางข้อหา และเสนอสำนวนให้อัยการจังหวัดพัทยาภายในระยะเวลาฝากขัง
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้เสนอคดี 3 สำนวนต่อพนักงานอัยการมาในระยะเวลาฝากขังครั้งสุดท้าย จึงเหลือเวลาพิจารณาสำนวนเพียง 7-8 วัน แต่อัยการจังหวัดไม่ได้ส่งฟ้องข้อหาที่ฟ้องได้ไปก่อน แต่ไปสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เป็นเหตุให้ฟ้องไม่ทันเมื่อครบกำหนดฝากขัง 84 วัน เป็นเหตุให้ศาลต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาและหลบหนีออกต่างประเทศตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่มีการเรียกร้ิองเงินหรือทุจริตที่ประชุม ก.อ.จึงเห็นว่า ไม่ผิดวินัยร้ายแรง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการพิจารณาลงโทษอัยการจังหวัดนั้น ก.อ.บางราย เสนองดบำเหน็จหรือลื่อนขั้น2 ปี บางรายเสนอ 1 ปี ส่วนพนักงานอัยการอีก 3 รายเสนอให้ว่ากว่า ตักเตือนซึ่งที่ประชุมเห็นลงมติให้งดบำเหน็จหรือลื่อนขั้น 1 ปี
แหล่งข่าวกล่าวว่า จากข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนพบว่า การเข้าจับกุม ‘ลีโอ’ของตำรวจ 8-9 คนมาจากต่างพื้นที่ แต่งกายนอกเครื่องแบบ ปีนบ้านผู้ต้องหาเข้าไปจับกุม ไม่ได้แสดงหมายค้น หมายจับจนเมื่อ เจ้าของบ้านยิงต่อสู้กับ ตำรวจเลยรุมยิงแล้ว จึงตะโกนว่าเป็นตำรวจในภายหลัง จนกระทั่งจึงจับกุมผู้ต้องหาได้
สำหรับการบุกเข้าจับกุมนาย จั๋ง หยาง หรือ ลีโอนั้น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบชุดปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ภาค 2 ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาตรวจค้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่า มีกลุ่มชาวจีนเข้ามาพักอาศัยและมีพฤติกรรมอันเป็นเหตุน่าสงสัยเรื่องการเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยจนร่ำรวยผิดปกติ แต่ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นเข้าไปภายในบ้านกลับถูกนาย จั๋ง หยาง อายุ 35 ปี ใช้ปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อกล็อก ยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนัด ทำให้ ร.ต.อ.พันธ์เทพ ศรีบุญนาค รอง สว.สส.สภ.เมืองพัทยา ถูกกระสุนปืนเข้าที่หน้าอก ไหล่ หน้าท้องจำนวน 3 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ต่อมามีข่าวว่า มีการคืนทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านให้แก่ผู้ต้องหาและศาลปล่อยตัวผู้ต้องจนกระทั่งหลบหนีไปต่างประเทศโดยที่ตำรวจตรวจค้นเข้าเมืองไม่ได้ดำเนินการใดๆ
ทำให้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วยพล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธ์ ผบช.สตม.และพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รองผบช.สตม. พล.ต.ต.ฐิติวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 ร่วมแถลงชี้แจงสรุปว่า ยืนยันว่าที่ต้องคืนทรัพย์สินของกลางที่ตรวจยึดได้ในบ้านให้ผู้ต้องหา ซึ่งประกอบด้วย เงินสด 27 ล้านบาท เช็คเงินสด 24 ล้านบาท และของกลางอื่นๆเนื่องจากผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีอาญา ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดเป็นของกลางได้ 84 วันประกอบกับของกลางจำนวนดังกล่าวยังไม่พบว่าได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงินเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นว่าสำนวนคดีอาญาส่งพนักงานอัยการรับไว้เรียบร้อยแล้วและพนักงานอัยการไม่มีประเด็นสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมจึงคืนทรัพย์สินของกลางให้กับผู้ต้องหาตามที่ทนายยื่นขอโดยมีน้องชายผู้ต้องหาและทนายความเป็นผู้รับมอบซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่างไม่ใช่แลกกับการไม่ดำเนินคดีปลอมแปลงบัตรเพราะคดีนี้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีหมดแล้ว
ขณะที่การเดินทางออกนอกประเทศว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีอาญาแต่ได้รับการประกันตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาถูกถอนวีซ่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)จึงได้ควบคุมตัวไว้ต่อมาทีมทนายได้ยื่นขอศาลขอให้เพิกถอนเงื่อนไขการเดินทางออกประเทศและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอน ทำให้ผู้ต้องหาสามารถเดินทางนอกประเทศได้ แต่ต้องมารายงานตัวตามกำหนดทุกๆเดือนแต่ผู้ต้องหาไม่มารายงานตัวจึงถูกรับเงินประกันจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากนี้หากผู้ต้องหาไม่มาฟังคำสั่งศาลก็จะมีขั้นตอนการติดตามตัวตามกฎหมายต่อไป
ส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับการพนักออนไลน์และการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหารายนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบยอมรับว่าคอมพิวเตอร์ของกลางฮาร์ดดิสก์ที่ยึดได้ 30กว่าเครื่องต้องใช้เวลาเพราะเป็นภาษาจีน หลักฐานต่างๆยังไม่เพียงพอเอาผิดฐานฟอกเงินได้ แต่ตำรวจมีเบาะแสว่าผู้ต้องมีการนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศกว่า 700-800 ล้านบาท ซึ่งขอเวลาในการตรวจสอบก่อน
อ่านประกอบ:

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา