
กรมป่าไม้ สนธิกำลังกว่า 200 นาย โค่นต้นปาล์มทิ้งกว่า 5,000 ไร่ ในพื้นที่หมดสัญญาสัมปทานของเอกชน ที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เตรียมปลูกป่าไม้ทดแทน เจ้าของลานเทปาล์มยันรู้ดีว่าคนที่เขาไปตัดปาล์มในพื้นที่ได้มี ขรก. อยู่เบื้องหลัง ปิดตำนานขายปาล์มหลวงแปลงปลายพระยา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 ที่บริเวณข้างถนนคู่สายเซาเทริน์ กระบี่ -ขนอม ช่วงบริเวณสวนปาล์มเจียรวานิช ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ มีการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 200 นาย ติดอาวุธครบมือ พร้อมเครื่องจักรกลหนัก เป็นรถแบ็คโฮ จำนวน 2 คัน เพื่อเป็นปฎิบัติการบังคับใช้ มาตรา 25 พระราชบัญญัติป่าไม้ โดยตัดโค่นต้นไม้ที่บุกรุกทิ้ง เป้าหมาย คือ ตัดทำลายต้นปาล์มในพื้นที่จำนวน 5,000 ไร่ โดยมีนายสมชาย นุชนานนท์เทพ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 กระบี่ ได้เป็นประธานการปฎิบัติการในครั้งนี้
เจ้าของลานเทปาล์มรายหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอปลายพระยา กล่าวว่า ผลปาล์มน้ำมันแปลงหมดสัมปทานของบริษัทเจียรวานิช มหาชน เป็นรายได้หลักของตน เนื่องจากมีหลายหน่วยงานราชการนำผลปาล์มที่เข้าไปตัดมาขายที่ลานเทของตนมาเป็นเวลานาน ซึ่งผลปาล์มที่นำมาขายถูกเรียกว่าปาล์มหลวงแปลงปลายพระยา ทั้งนี้ประชาชนชาวปลายพระยาต่างรู้ดีว่า บุคคลที่สามารถเข้าไปตัดปาล์มในที่ดินแปลงหมดสัมปทานได้ต้องมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐอยู่เบื้องหลัง และมีเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลานานหลายปี เป็นรายได้หลักของหน่วยงานบางหน่วยหรืออาจจะหลาย ๆ หน่วย ในการที่มีนโยบายทำลายทิ้ง ตนรู้สึกเสียดายและเสียรายได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับสังคมโดยรวม หากมีการปลูกต้นไม้ทดแทนจริงก็จะเป็นเรื่องที่ดียิ่ง เนื่องจากบริเวณอ.ปลายพระยา และ อ่าวลึกเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดียวคือปาล์มน้ำมันจำนวนมาก หากมีการปลูกต้นไม้ยืนต้นทดแทนถือว่า เป็นเรื่องที่วิเศษมากจะได้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงขึ้น การตัดโค่นต้นปาล์มในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ถือว่า เป็นการปิดตำนานปาล์มหลวงแปลงปลายพระยา

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในปี 2567 สัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันของบริษัทเจียรวานิช มหาชน ในพื้นที่ของอ.ปลายพระยา และอ่าวลึก จ.กระบี่ จะหมดอายุลงอีกจำนวนหลายพันไร่ ซึ่งพื้นที่ที่บริษัทเจียรวานิช มหาชน เช่า มีทั้งพื้นที่ป่าไม้ และ พื้นที่ในสหกรณ์นิคมอ่าวลึก ซึ่งอยู่ในส่วนความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีการปฎิบัติการยึดคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยสนธิกำลังกัน ย้ายกลุ่มที่อ้างตัวว่าไม่มีที่ดินทำกินเข้าไปครอบครองพื้นที่
ปัจจุบัน จ.กระบี่ ได้จัดที่อยู่อาศัยที่โรงเรียนเก่าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่สัมปทานปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเชื่อว่าในปี 2567 ปัญหาการแย่งพื้นที่หมดสัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันจะรุนแรงอีกครั้ง



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา