ครม.มอบ ‘สลค.-กฤษฎีกา-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง’ ทบทวนแนวปฏิบัติหลัง‘ยุบสภา’ หลังเกิดความไม่ชัดเจน ยกประเด็น ‘ออกกม.เก็บภาษีซื้อขายทอง-แต่งตั้ง‘ผอ.ออมสิน’-ใช้มาตรการภาษีเยียวยา ปชช.’ ทำได้หรือไม่
..........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร)
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้นำเสนอ ครม. โดยด่วนต่อไป
นอกจากนี้ ครม.ยังมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับเรื่องกรณีที่รัฐมนตรีเป็นประธานในการมอบรางวัลในโอกาสต่างๆ เช่น การมอบเงินรางวัลแก่นักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกรณีตามมาตรา 169(4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการต่อไป
“ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ม.ค.2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขในมาตรา 169 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติต่อไปแล้ว นั้น โดยใช้แนวทางปฏิบัติเดิมในปี 2566 เป็นหลัก
โดยที่ข้อเท็จจริงและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2568 แตกต่างจากปี 2566 ในหลายกรณีจนเกิดประเด็นคำถามและความไม่ชัดเจนว่า จะสามารถกระทำได้หรือไม่ ประการใด โดยไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
1.กรณีปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ อันเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกมาตรการภาษีในการช่วยเหลือ เยียวยา หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ประกอบการ
โดยการยกเว้นหรือลดภาษีอากรตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 อันมีลักษณะเป็นงานปกติ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนและโดยมิได้เอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด มิฉะนั้น จะส่งผลเสียต่อประชาชนและการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
2.กรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ และมีลักษณะเป็นงานปกติประจำและจำเป็นต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้
เช่น การยกเว้นหรือลดภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) การนำเข้าสินค้าเกษตรตามพันธกรณีและข้อผูกพันภายใต้ WTO (เช่น กากถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลือง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง) ซึ่งหากไม่ดำเนินการจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการบริโภคของประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งจะส่งผลกระทบโดยรวมต่อความเชื่อมั่นของการลงทุนในประเทศด้วย
3.กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการยกเว้นหรือลดภาษีอากร แต่เป็นการทำให้เกิดรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้น เช่น การออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีอากรในการซื้อขายทองคำ
4.กรณีการอนุมัติให้ดำเนินการโครงการที่ได้รับงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และที่บรรจุไว้แล้วในแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่ ครม.อนุมัติไว้แล้ว ก่อนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เช่น โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า โดยเปลี่ยน HRSG และ Steam Turbine เครื่องใหม่ทดแทนเครื่องเดิม (Revamp Project) ของกระทรวงพลังงาน
5.กรณีการใช้อำนาจของรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้บริหารของหน่วยงาน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตามกฎหมายแล้ว เช่น การแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
6.กรณีการเดินทางไปราชการต่างประเทศของรัฐมนตรีตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนงานหรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว เช่น การเดินทางไปร่วมการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569
7.กรณีที่รัฐมนตรีเป็นประธานในการมอบรางวัลในโอกาสต่างๆ เช่น การมอบเงินรางวัลแก่นักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2025
ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ ดังนี้
(1) มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) ตามกรณีตัวอย่างในข้อ 1-7 เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้องชัดเจน และเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีโดยด่วนต่อไป
(2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารับเรื่องตามกรณีตัวอย่างในข้อ 7 ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกรณีตามมาตรา 169 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการต่อไป” หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุดที่ นร 0503/ ว(ล) 769 เรื่อง การทบทวนแนวทางปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติ อันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) ลงวันที่ 14 ม.ค.2569 ส่งไปถึงหน่วยงานต่างๆระบุ
อ่านประกอบ :
เปิดบันทึก‘กฤษฎีกา’ตีความอำนาจ‘ครม.’อนุมัติคำขอ‘งบรายจ่ายปี 70-ก่อหนี้ผูกพัน’หลังยุบสภา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา