
ผู้ร้องไม่มีอํานาจยื่น! ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องคดีทนายความ/ปชช. ยื่นขอให้ศาลมีคําสั่งกรณีพรรคประชาชน เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ‘เท่าพิภพ’ แทน ‘บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์’ ลาออกเหตุถูกจับคดีฟอกเงิน
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2569 ไม่รับยกคําร้อง คดี นายสุรชัย นิวาสพันธุ์ ผู้ร้องซึ่งเป็นทนายความและประชาชน ยื่นคําร้องว่า กรณีที่นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคประชาชนลาออกจากพรรคแล้วทางพรรคส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน ทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ไม่มีสิทธิมาถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 87 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 52 ขอให้มีศาลฎีกามีคําสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ผู้ร้องยื่นคําร้อง ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อํานาจศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอํานาจยื่นคําร้องนี้ต่อศาลฎีกา จึงสั่งยกคำร้อง
คำพิพากษารายละเอียดดังนี้
คําสั่งคดีหมายเลขดําที่ ลต สสข 12/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 10/2569 ศาลฎีกา วันที่ 24 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2569 ความ คดีเลือกตั้ง ระหว่าง นายสุรชัย นิวาสพันธุ์ ผู้ร้อง
เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ (สิทธิสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง)
ผู้ร้องยื่นคําร้องว่า ผู้ร้องเป็นทนายความและประชาชน กรณีที่นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคประชาชนลาออกจากพรรคแล้วทางพรรคส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน ทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ไม่มีสิทธิมาถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 87 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 52 ขอให้มีศาลฎีกามีคําสั่งตามที่เห็นสมควร
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยโดยไม่จําต้องไต่สวนพยานหลักฐาน ให้งดการไต่สวน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคําร้องหรือไม่
เห็นว่า ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ให้ศาลฎีกามีอํานาจวินิจฉัย 3 กรณี กล่าวคือ
กรณีผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้ง ไม่รับสมัครหรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัคร บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งเพิ่มชื่อ ได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ไม่รับสมัคร หรือนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อ ตามมาตรา 49
กรณีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใดยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้มีชื่อในประกาศรายชื่อ ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําวินิจฉัยให้ถอนการรับสมัคร ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ คําวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ถูกถอนการรับสมัคร ตามมาตรา 51 วรรคสอง
และกรณีก่อนวันเลือกตั้ง หากผู้อําานวยการการเลือกตั้งตรวจสอบพบว่า ผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามมาตรา 52
การที่ผู้ร้องยื่นคําร้องว่า กรณีที่นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคประชาชนลาออกจากพรรคแล้วทางพรรคส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกรลงสมัครรับเลือกตั้งแทน ทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 87 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 52 นั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อํานาจศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอํานาจยื่นคําร้องนี้ต่อศาลฎีกา
จึงมีคําสั่งให้ยกคําร้อง


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา