
‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะถกรับมือผลกระทบการสู้รบใน ‘ตะวันออกกลาง’ ยันไทยไม่ขาดแคลน ‘พลังงาน-น้ำมัน’ ด้าน ‘สภาพัฒน์’ ประเมินความเป็นไปได้ 2 ฉากทัศน์ ดัน ‘ราคาน้ำมัน’ พุ่ง ฉุดจีดีพีปีนี้โตเหลือ 1.3-1.6% จาก 2% ขณะที่ ‘เอกนิติ’ รับการบ้าน ‘นายกฯ’ มองหาโอกาสทางเศรษฐกิจ
............................................
เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า แม้ว่า ณ ขณะนี้ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือและแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงได้ โดยเราจะพยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะสร้างโอกาสสำหรับประเทศไทย
“ในทุกวิกฤต มีโอกาส เราพยายามสร้างโอกาสเหล่านั้น ให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด ซึ่งผมได้แจ้งให้ตัวแทนภาคเอกชน เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ประธานสภาหอการค้าไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น ข้อชี้แนะ และแนวทางที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยดำเนินการสนับสนุน” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ระบุว่า ก่อนการประชุมฯ ได้หารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่ และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งสินค้า จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการผลิตน้ำมันส่วนเกินยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะมีผลกระทบในเรื่องราคาน้ำมันอยู่บ้าง แต่คงไม่มากนัก
“เราได้รับทราบมาว่า กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน OPEC ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นมา ฉะนั้น ในด้านความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ เรามีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมีไม่มากนัก” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ระบุว่า ในส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย นั้น กระทรวงการต่างประเทศประสานและมอบหมายสถานทูตฯในแต่ละประเทศ ให้อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในอิหร่าน ซึ่งมีความต้องการจะเดินทางกลับเข้าประเทศ ให้สามารถเดินทางกลับสู่ประเทศไทยได้ และหากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการอพยพฯ กองทัพและกระทรวงคมนาคม จะจัดอากาศยานไปรับตัวพี่น้องประชาชนกลับประเทศ
ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย ว่า สศช.ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งฯดังกล่าว ซึ่งจะส่งให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เป็น 4 สถานการณ์ โดยมีสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด 2 สถานการณ์ และจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวที่ประมาณ 1.3-1.6% จากกรณีฐานที่คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวที่ 2%
“ตอนนี้ สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด มี 2 สถานการณ์ คือ สถานการณ์ที่ 1 สงครามกระจายตัวอยู่ในภูมิตะวันออกกลาง และสิ้นสุดภายใน 1 เดือน ตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้บอกไว้ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง มีผลกระทบระยะสั้น ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 เหรียญ/บาร์เรล
ส่วนสถานการณ์ที่ 2 คือ กรณีสงครามมีความยืดเยื้อ และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขนส่งไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น global supply chain จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันจะไปอยู่ที่ 115-125 เหรียญ/บาร์เรล
จาก 2 สถานการณ์นี้ ผลกระทบต่อตัวจีดีพีจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้จีดีพีปีนี้อยู่ระหว่าง 1.3-1.6% จากกรณีฐาน 2% ในปี 2569 โดยทั้ง 2 กรณีนี้ จะทำให้จีดีพีลดลงมากที่สุด คือ 1.3% ในสถานการณ์ที่ 2 แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ที่ 1 คือ สิ้นสุดใน 1 เดือน จีดีพีก็จะกระทบและโตอยู่ประมาณ 1.6%” นายดนุชา กล่าว
@ประเมินผลกระทบ‘ความขัดแย้ง’ต่อ‘ไทย’ใน 5 ช่องทาง
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมฯได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในทุกมิติ และพบว่าจะมีผลกระทบใน 5 ช่องทาง โดยผลกระทบที่เห็นชัดที่สุด คือ ช่องทางที่ 1 ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการขนส่งน้ำมันคิดเป็น 20% ของโลก อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% ก่อนปรับลดลงมา ส่งผลให้เน็ตแล้วราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 5% ในขณะนี้
“ตลาดน้ำมันมีอุปทานส่วนเกินอยู่เยอะ ฉะนั้น ราคาน้ำมันจึงสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้สูงขึ้นมากอย่างที่คิด ซึ่งเราได้เตรียมมาตรการรองรับและมีกลไกหลายอย่างเข้ามาดูแล โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่จะเข้ามาดูแลผลกระทบราคาน้ำมันในระยะสั้นได้ และเรามีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน ดังนั้น ในระยะสั้นเราจึงดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนได้แน่นอน และเรามีเวลาเพียงพอที่จะไปหาตลาดใหม่ที่จะมาดูแลในเรื่องน้ำมัน” นายเอกนิติ กล่าว
ผลกระทบช่องทางที่ 2 คือ เรื่องการค้า ซึ่งแบ่งเป็นสินค้าและบริการ โดยในด้านสินค้านั้น ผลกระทบทางตรงมีไม่มากนัก เพราะไทยส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้า 8% ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน ดังนั้น ผลกระทบทางตรงจะมีไม่มาก แต่จะมีผลกระทบอ้อม คือ ค่าระวางเรือ ค่าพรีเมียมต่างๆที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีสถานการณ์สงคราม ตรงนี้จะไปส่งผลกระทบต่อการขนส่ง นายกฯจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หรือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมรองรับในส่วนนี้
สำหรับผลกระทบช่องทางที่ 3 คือ เรื่องการท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงมีไม่มากเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีเพียง 4% เท่านั้น และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยด้วย โดยเฉพาะในเรื่องสายการบิน เนื่องจากศูนย์กลางทางการบินในตะวันออกกลางจะอยู่ในภาวะลำบาก และมีโอกาสที่ศูนย์กลางการบินและภาคท่องเที่ยว จะย้ายกลับมามาอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย
ส่วนผลกระทบในช่องทางที่ 4 คือ เรื่องตลาดเงินตลาดทุน เมื่อมีสงคราม สิ่งที่เกิด คือ ทุกคนจะวิ่งหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย คือ ทองคำ และเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 17% แต่วันนี้ดัชนีฯตกไป 2% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดทุนเรามีเสถียรภาพมาก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) รายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย มีสูงมากเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์ก็เข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมีค่อนข้างมาก
และผลกระทบช่องทางสุดท้าย คือ ผลกระทบเรื่องแรงงาน นายกฯได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลแรงงานที่อยู่ในตะวันออกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบในส่วนนี้
“เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลก ตรงนี้เราจะคว้าโอกาสได้อย่างไร ท่านนายกฯให้ไปทำการบ้าน ทั้งในแง่การลงทุนที่จะย้ายมาสู่ภูมิเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมืองไทย เรื่องการแพทย์ ซึ่งชัดเจนว่าเราสามารถคว้าโอกาสตรงนั้นได้ เรื่องอาหาร โดยเฉพาะความมั่งด้านอาหาร รวมทั้งใช้โอกาสที่เรามีความเป็นกลาง เราต้องวางตัวให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เราคว้าโอกาสในทางเศรษฐกิจได้” นายเอกนิติ กล่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคและโลก รวมทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก สิ่งที่เราต้องการ คือ ต้องการเห็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และการเจรจาทางการทูต ต้องการเห็นความสงบกลับมาสู่ภูมิภาค ขณะที่นายกฯให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในตะวันออกกลางประมาณ 1 แสนคน
“เรามีแผนดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือคนไทยกลับมาประเทศไทย และถ้ามีความจำเป็นที่ต้องมีการอพยพคนไทยจากที่ต่างๆ ก็จะดำเนินการ โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยประมาณ 200-300 คน เรามีการประสานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยที่อยู่ในอิหร่านว่าใครมีความประสงค์จะให้ทางสถานทูตฯอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับมาบ้าง ซึ่งในขั้นนี้มีประมาณ 40 กว่าคน” นายสีหศักดิ์ กล่าว
ส่วน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งฯที่ส่งผลกระทบในมุมการค้านั้น ในกลุ่มประเทศที่ขัดแย้งกันโดยตรง คือ อิหร่านและอิสราเอล ผลกระทบโดยตรงยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกและนำเข้ามีไม่มากนัก อย่างอิสราเอลมีสัดส่วนอยู่ที่ 0.2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และอิหร่านมีสัดส่วน 0.02% แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังและมีมาตรการในการเฝ้าระวังเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
“เรามีมูลค่าการค้ากับตลาดตะวันออกกลาง 4-5% ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ควรระวัง ส่วนผลกระทบทางอ้อมที่ต้องระวัง คือ ผลกระทบเรื่องการขนส่งและโลจีสติกส์ โดยเฉพาะการส่งออกไปยุโรป ซึ่งจะมีค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น และระยะทางอาจจะต้องอ้อมจากจุดที่มีการปิดการขนส่ง ซึ่งกระทรวงฯมีมาตรการดูแลและติดตามใน 6 เรื่องหลัก โดยเฉพาะการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา” นางศุภจี กล่าว
ขณะที่ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันนี้ (2 มี.ค.2569) เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ก.ล.ต.ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ ผ่านการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ศูนย์ติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยพร้อมนำเครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์มาปรับใช้เท่าที่จำเป็นและอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดทุนไทย
"ก.ล.ต.ได้ติดตามและกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ยังเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปกติในวันทำการ
รวมทั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDX) ที่เปิดทำการซื้อขายปกติทุกวัน ตลอดจนผู้ให้บริการในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ในช่วงเวลานี้ ก.ล.ต. ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน" นางพรอนงค์ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา