‘นายกฯ’ ใช้อำนาจตาม ‘พ.ร.ก.’ ปี 16 ระงับส่งออก ‘น้ำมัน-ก๊าซปิโตรเลียมเหลว’ ไป ‘นอกราชอาณาจักร’ ยกเว้น ‘เมียนมา-ลาว’ สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7’ เพิ่มปริมาณการสำรอง 'น้ำมันสำเร็จรูป' เป็น 3% ตั้งแต่ 30 เม.ย.69
........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเนื้อหาว่า โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่านได้ทวีความตึงเครียดและนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงโดยการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่งในตะวันออกกลาง
ตลอดจนการยกระดับการจำกัดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุปทานด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย อีกทั้งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะยุติเมื่อใด
เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นายกรัฐมนตรี จึงออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
(1) น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่
(ก) น้ำมันเบนซิน
(ข) น้ำมันแก๊สโซฮอล์/น้ำมันเบนซินพื้นฐาน
(ค) น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว
(ง) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1
(2) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
ข้อ 3 คำสั่งนี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การส่งออกไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
(2) น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อส่งออกที่เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
(3) น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้
ข้อ 4 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 (1) ที่ผลิตในราชอาณาจักร ในอัตราร้อยละ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569 และในอัตราร้อยละ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.2569
การคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความเห็นชอบสถานที่ที่ใช้เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และเงื่อนไขที่ผู้ได้รับความเห็นชอบต้องปฏิบัติ การมอบหมายให้บุคคอื่นเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงแทนและการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 5 ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แสดงหลักฐานเป็นหนังสืออันฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไม่อาจสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่กำหนดในข้อ 4 ได้ หรือการสำรองนั้นจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องได้รับความเสียหายเกินสมควร ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจออกคำสั่งผ่อนผันเป็นการชั่วคราวมิให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือให้ลดบริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองได้ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร ในการนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะกำหนดเงื่อนไขในการผ่อนผันไว้ด้วยก็ได้
สั่ง ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2569
สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ได้ดำเนินการสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันฯ เพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สำหรับมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน จะยกเว้นให้กับ สปป.ลาว และเมียนมาเท่านั้น เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาพลังงานระหว่างกัน ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และจะมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง
อ่านประกอบ :
‘เลขาฯกฤษฎีกา’ชี้ช่อง‘พ.ร.ก.’ปี 16 ให้อำนาจ‘นายกฯ’ออกมาตรการป้องกันขาดแคลน‘น้ำมัน-ก๊าซ’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา