
‘เลขาฯกฤษฎีกา’ ชี้ ‘พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ปี 2516 ให้อำนาจ ‘นายกฯ’ กำหนดมาตรการป้องกันขาดแคลน ‘น้ำมันเชื้อเพลิง-ก๊าซ’ รับมือสถานการณ์การสู้รบใน 'ตะวันออกกลาง' ยืดเยื้อ
.........................................
จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก และอาจทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศไทยได้ หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อ นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่ชื่อว่า พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516
โดย พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ตามที่จำเป็น เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องออกกฎหมายด่วนๆ มาจัดการในเรื่องนี้แต่อย่างใด
“กฎหมายที่ว่านี้เป็น พ.ร.ก. ชื่อ พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่กำหนดให้อำนาจนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ตามที่จำเป็น เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันทั้งหลายที่ออกตามมาภายหลัง เขานิยามว่า น้ำมัน ให้หมายรวมถึงก๊าซธรรมชาติด้วย
ที่ต้องออกกฎหมายนี้มา เพราะอิสราเอลกับเพื่อนบ้านอาหรับทะเลาะกัน เกิดเป็นสงคราม Yom Kippur ในปี 1973 โดยสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล กลุ่ม OPEC ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นอาหรับ จึงห้ามการส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐ (Oil Embargo) และลดกำลังการผลิต ราคาน้ำมันจึงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เดือดร้อนกันทั้งโลก บ้านเราก็โดนด้วย ถึงขนาดน้ำมันไม่มีขาย ต้องปันส่วนน้ำมันกันทีเดียว
รัฐบาลขณะนั้น จึงตรา พ.ร.ก. ที่ว่าขึ้น เดิมว่าจะใช้ปีเดียว แต่วิกฤตการณ์ยุคอนาล็อก มันไม่จบง่ายๆ เกิดหลายรอบ ปี 1979 ก็เกิดเหตุอีก เลยขยายอายุกันหลายรอบ จนสุดท้ายเลยต้องเลิกกำหนดอายุไป กลายเป็นมาตรการถาวรมาจนปัจจุบัน เพราะทุกคนตระหนักแล้วว่า มันเกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้ ถ้ามันเกิดแล้วต้องออกกฎหมายบ่อยๆ มันคงไม่ทันกาล
ดังนั้น ถ้ามีใครบอกว่ารัฐต้องออกกฎหมายด่วนๆ มาจัดการนั้น ถือว่าเชยมาก ไม่ศึกษาข้อมูลก่อน กฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใหม่ๆ ชดเชยแหล่งที่ขาดหายไปด้วย ไม่ใช่แค่การสำรองเพิ่ม การห้ามส่งออก การค้าขายน้ำมัน รวมถึงมาตรการสุดท้ายที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดอีก อย่างการปันส่วนน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ ระบุด้วยว่า ในการดูแลราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้น มี พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งใช้เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพของระดับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนเกินไปในระหว่างการปรับตัวให้เข้าสู่โหมดน้ำมันแพง อย่างไรก็ดี การช่วยเหลือแบบยาวๆ คงไม่ได้ เพราะบิดเบือนกลไกตลาด และประเทศไม่มีเงินถุงเงินถัง ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัวให้รองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ยังมีกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ที่ใช้เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพของระดับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนเกินไปในระหว่างการปรับตัวให้เข้าสู่โหมดน้ำมันแพงด้วย จะช่วยยาวๆไม่ได้ มันบิดเบือนกลไกตลาด และเราไม่มีเงินถุงเงินถัง
ฝรั่งยังต้องปล่อยลอยตัวเลย แย่กว่าเราอีก ดูค่าไฟในยุโรปตอนนี้ ใช้ก๊าซผลิต เดิมซื้อจากรัสเซีย พอทะเลาะกัน เลยพึ่งพาก๊าซจากอ่าวอาหรับกับ US ต่อมาไม่ลงรอยกับ US เลยพึ่งพาอ่าวอาหรับเป็นหลัก พอมีการสู้รบ การปิดเส้นทางเดินเรือเท่านั้น จะเป็นง่อยเอา ราคาไฟฟ้าแพงลิบเลย กระทบต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอีก
ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัว เพราะน้ำมันเราต้องซื้อมากลั่น ก๊าซธรรมชาติเรามีในอ่าวก็จริง แต่ก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะใช้มานานแล้ว เราควบคุมสถานการณ์โลกไม่ได้ แต่เราปรับตัวเองให้รองรับกับสถานการณ์ได้ ถ้าจะอยู่เฉย ๆ ไม่ปรับตัวเลย ก็จะเหมือนไดโนเสาร์ คือ สูญพันธุ์ในที่สุด” นายปกรณ์ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา