
'ณัฐพงษ์' ชำแหละ 5 คลัสเตอร์กุมอำนาจ จวกนโยบายเอื้อกลุ่มทุน เมินปัญหาประชาชน-'อภิสิทธิ์'จี้ถามจริยธรรม รมต. ปมทุนเทา-เขากระโดง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ภาพรวมนโยบายและที่มาของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและการขาดความเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาให้ประชาชน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เริ่มต้นการอภิปรายโดยระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูงจากการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเสถียรภาพที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอำนาจ 5 คลัสเตอร์ ที่มุ่งแบ่งสรรผลประโยชน์มากกว่าการผลักดันวาระเพื่อประชาชน ประกอบด้วย
-
มุ้งการเมืองย้ายค่าย กลุ่มการเมืองที่ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยจนกลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งในเชิงอำนาจต่อรอง
-
พรรคอันดับสองที่ถูกคุมเกม พรรคร่วมรัฐบาลหลักที่สูญเสียอำนาจต่อรอง เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเสียงจากฝ่ายค้านมาเสียบแทนได้ทุกเมื่อ
-
พรรคร่วมขนาดเล็ก กลุ่มเสียง 20 กว่าเสียงที่ใช้เป็นดุลอำนาจทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสอง
-
ไพ่โจ๊กเกอร์องค์กรอิสระ การใช้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือปกป้องพวกพ้องและโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่น กรณีคดี 44 สส. และการรับรองผลเลือกตั้งสุพรรณบุรีที่ยังมีข้อกังขา
-
ผู้ถือนามบัตรใบอนุญาตที่สอง กลุ่มคนที่คอยรักษาระเบียบเดิมและส่งสัญญาณคุ้มครองคนในเครือข่ายรัฐบาล
“การจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นจากดีลกลุ่มอำนาจ ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในสมการ นโยบายที่แถลงออกมาจึงไร้เจตจำนงร่วม และทำให้คนรู้สึกว่าประเทศไทยไม่มีอนาคต” นายณัฐพงษ์กล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเลือกปกป้องกลุ่มทุนใกล้ชิดมากกว่าประชาชน เห็นได้ชัดจากวิกฤตค่ากลั่นน้ำมันและปัญหาฝุ่น PM 2.5
ทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อภิปรายตอกย้ำถึงความล่องลอยของนโยบาย โดยระบุว่าเป็นเอกสารที่ "เขียนอีกก็ถูกอีก" เพราะมีแต่หลักการที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่กลับไม่มีความรูปธรรม ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่จะใช้ในการตรวจสอบ
นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตถึง "นโยบายที่หายไป" เช่น การประกันรายได้เกษตรกร และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่โครงการใหญ่อย่าง แลนด์บริดจ์ กลับไม่ถูกบรรจุในแถลงนโยบายต่อสภาฯ แต่ไปพูดในที่อื่นเพื่อเลี่ยงการตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบ
นอกจากนี้ ยังวิพากษ์วิจารณ์การบริหารที่ผิดพลาดจนกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 4 หมื่นล้านบาท และปัญหาทุนเทา-สแกมเมอร์ที่รัฐบาลตามหลังต่างชาติเสมอ จนสังคมสงสัยว่ามีบุคคลในแวดวงอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่
ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลยึดถือหลักนิติธรรมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกรณี เขากระโดง และการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว. รวมถึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรีบางรายที่ถูก DSI สอบสวน ซึ่งหากใช้มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม อาจมีรัฐมนตรีหลายคนไม่สามารถนั่งบนเก้าอี้ ครม. ได้
“หากท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม และเห็นจริยธรรมเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้ และประชาชนจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา