‘กสม.’ ชี้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ‘เจ้าหน้าที่ศาลฯ’ ควบคุมตัว ‘จำเลย’ ที่ไม่ต้องโทษ ‘ขัง’ ระหว่างรอจ่าย ‘ค่าปรับ’ ตามคำพิพากษา แนะ ‘สำนักงานศาลยุติธรรม’ ทบทวนแนวทางบังคับ
..........................................
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า เมื่อเดือน ธ.ค.2567 ผู้ร้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของญาติ (ผู้เสียหาย) ณ ศาลจังหวัดพิษณุโลก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 โดยศาลพิพากษาลงโทษผู้เสียหาย จำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ
เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลนำตัวผู้เสียหายออกจากห้องพิจารณาคดี โดยใช้ช่องทางเดียวกับจำเลยอื่น และผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ ผู้เสียหายถูกนำตัวไปไว้ที่ห้องรอชำระค่าปรับชั้นล่างของศาล เพื่อรอให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าปรับแทนผู้เสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด (ผู้ถูกร้อง) ได้ยึดกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย และล็อกประตูห้องรอชำระค่าปรับ ซึ่งภายในห้องมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยง
ผู้ร้องสอบถามผู้ถูกร้องว่าเหตุใดจึงรอชำระค่าปรับนาน เนื่องจากไม่เห็นมีผู้ใช้บริการคนอื่น ผู้ถูกร้องแจ้งว่าต้องรอสำนวนของผู้เสียหายออกเลขแดงเสียก่อน เมื่อผู้ร้องชำระค่าปรับเสร็จแล้วจึงนำใบเสร็จไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลที่หน้าห้องรอชำระค่าปรับผู้เสียหาย จึงได้รับการปล่อยตัว ผู้ร้องเห็นว่าการควบคุมตัวจำเลยระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เป็นการจำกัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเกินสมควรและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด นำตัวผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอให้ผู้ร้องไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำไปภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดไว้หรือไม่
กล่าวคือ การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้ โดยมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่เป็นมาตรฐานกลางที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวบุคคลที่รอชำระค่าปรับไว้ มีเพียงระเบียบศาลจังหวัดพิษณุโลกว่าด้วยการควบคุม การเยี่ยม และการฝากสิ่งของให้ผู้ต้องขัง และผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ.2564
และประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.2564 ที่กำหนดเพื่อให้การปฏิบัติราชการของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
เมื่อพิจารณาจากคำนิยาม “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบและประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก ไม่ได้หมายความรวมถึง “ผู้เสียหาย” ซึ่งเป็นจำเลยที่ไม่ได้ถูกต้องขังตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้ถูกร้องควบคุมตัวผู้เสียหายไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ การกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกร้อง จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR กำหนดไว้
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมถึงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายมีโทษเพียงชำระค่าปรับเท่านั้น ซึ่งความมุ่งหมายตามคำพิพากษา คือ ประสงค์ที่จะบังคับต่อทรัพย์ของผู้เสียหายในฐานะจำเลยมากกว่าบังคับกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หรืออิสรภาพ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติให้จำเลยสามารถชำระค่าปรับตามคำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน
ดังนั้น การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ก่อน เพื่อรอให้ผู้ร้องหรือญาติของผู้เสียหายไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการบังคับตามคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยมีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกด้วยแต่ให้รอการลงโทษ โดยไม่ให้ควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ และหากจำเลยมีความสามารถที่จะชำระค่าปรับได้ภายในวันเดียวกันนั้น ให้นำตัวจำเลยไปรอชำระค่าปรับที่บริเวณหน้าห้องการเงินของศาลแทน โดยไม่ต้องควบคุมตัว
นอกจากนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยตัดตอนท้ายของวรรคแรกที่ระบุว่า “หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” ออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลย
@แนะ‘มท.’ทบทวนแนวปฏิบัติโครงการ‘มหาดไทยสีขาว’ให้รัดกุม
นายวสันต์ กล่าวต่อว่า กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือน ก.ย.2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู (อบต.สีชมพู) โดยในการประชุมบุคลากรของ อบต.สีชมพู เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2568 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 2) แจ้งว่า
นายอำเภอสีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีนโยบายให้บุคลากรทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด หากบุคคลใดไม่เข้ารับการตรวจจะมีผลกับการจ้างงานในอนาคต ผู้ร้องจึงต้องจำยอมเข้ารับการตรวจหาสารเสพติด และปรากฏว่าผลการตรวจปัสสาวะของผู้ร้องเป็นบวก
ผู้ร้องเห็นว่า การที่นายอำเภอสีชมพูตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และบังคับให้ผู้ร้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ยินยอม อีกทั้งเมื่อผลการตรวจเป็นบวกแล้ว นายก อบต. สีชมพูยังบีบบังคับให้ผู้ร้องเขียนใบลาออก จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการที่กระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 115 (3) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นเสพยาเสพติด
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมตามคำร้องนี้ เป็นการดำเนินการตามโครงการมหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น เพื่อสอดส่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน
อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้เหตุผลดังกล่าวจะพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะดำเนินการได้ตามที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติ
ดังนั้น การที่นายอำเภอสีชมพูไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ ประกอบกับแจ้งว่าหากบุคคลใดไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจจะแจ้งหัวหน้าของหน่วยงานนั้นทราบเพื่อให้มาตรวจจนครบทุกคน
จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับและใช้มาตรการกดดันผู้ร้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวที่ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจยินยอมและสมัครใจโดยปราศจากการบังคับ รวมถึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการให้ความยินยอมจากผู้เข้ารับการตรวจ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ในชั้นนี้
จึงรับฟังได้ว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม โดยไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนตามคำร้องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมยังเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นในภายหลัง กล่าวคือ หากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกายก็ต้องแสดงความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย
แต่ในกรณีไม่เข้ารับการบำบัดรักษาและหากเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป กระทรวงมหาดไทยมีแนวปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย
ประเด็นร้องเรียนว่านายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 บังคับให้ผู้ร้องลาออกจากการเป็นพนักงานจ้าง หลังปรากฏผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาเมื่อเดือนมี.ค.2568 ซึ่งเป็นการยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนตรวจหาสารเสพติด 2 วัน
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า การลาออกจากงานของผู้ร้องมีสาเหตุมาจากการบีบบังคับของนายก อบต.สีชมพู โดยตรง หรือเป็นเจตนาของผู้ร้องเอง เพื่อที่จะไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน
กสม. ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาว่า นายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมการปกครองให้ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวในทางปฏิบัติให้รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น พร้อมทั้งให้กำหนดรูปแบบการให้ความยินยอมในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีถ้อยคำไม่กำกวม ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย
และผู้ให้ความยินยอมสามารถยกเลิกความยินยอมได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความยินยอมโดยอิสระและปราศจากการบังคับเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงแจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้อำนาจหรือมาตรการทางสังคมกดดันให้ผู้เข้ารับการตรวจลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดด้วย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา