
‘กคส.’ เปิดรับฟังความคิดเห็นฯ ‘ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล’ หากกระทำผิดฐาน ‘เลือกปฏิบัติ’-กลั่นแกล้ง คนยื่นคำร้อง-ฟ้องคดีต่อศาลฯ มีโทษอาญา
............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กคส.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นกลไกการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในทุกรูปแบบ และเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นฯถึงวันที่ 4 พ.ค.2569
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... มีสาระสำคัญแบ่งเป็น 5 หมวด 1 บทเฉพาะกาล รวม 48 มาตรา ดังนี้
1.หลักการ เหตุผล และความจำเป็นในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. ....
โดยที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ภาษา เพศ เพศสภาพ วิถีทางเพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือจิต สุขภาพ ผู้พ้นโทษ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่ออื่น การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง ความคิดเห็นอื่น อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้
2.ขอบเขตการใช้บังคับ (มาตรา 3)
กำหนดให้การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในเรื่องใดที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้หรือมีหลักเกณฑ์ที่ต่ำกว่าก็ให้นำบทบัญญัติแห่งร่าง พ.ร.บ.นี้ มาใช้บังคับ
3.การกำหนดบทนิยาม (มาตรา 4)
นิยามคำว่า “การเลือกปฏิบัติต่อบุคคล” “เหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล” “หน่วยงานของรัฐ” “คณะกรรมการ” “คณะอนุกรรมการวินิจฉัย” “สภาส่งเสริม” “กรม” “อธิบดี” “พนักงานเจ้าหน้าที่” และ “รัฐมนตรี” เป็นการกำหนดนิยาม เพื่อกำหนดถึงขอบเขตของการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางให้มีความชัดเจน ในการอ้างถึงเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.นี้
4.ผู้รักษาการ (มาตรา 5)
การกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รักษาการตามร่าง พ.ร.บ.นี้
5.บททั่วไป หมวด 1 (มาตรา 6)
กำหนดหลักการและความมุ่งหมายในการใช้บังคับร่าง พ.ร.บ.นี้ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา 27) โดยบุคคลทุกคนย่อมมีความเสมอภาคกันในกฎหมาย มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน และกำหนดให้ครอบคลุมกับบุคคลที่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงาน หรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ที่ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ยกเว้นเฉพาะกรณีที่มีข้อจำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย และจริยธรรม ตามมาตรา 27 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
6.มาตรการที่ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล (มาตรา 7)
กำหนดให้มาตรการเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนแสดงความคิดเห็นต่อการให้บริการของรัฐ หรือการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ หรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส หรือการดำเนินการหรือการกระทำการใดๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ
7.ขอบเขตของการกระทำที่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (มาตรา 8)
กำหนดให้การเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ตามขอบเขตของนิยามคำว่า “การเลือกปฏิบัติต่อบุคคล” และคำว่า “เหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล” หรือการงดเว้นการกระทำที่แม้จะมิได้มุ่งหมายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยตรง แต่ผลของการกระทำหรืองดเว้นการกระทำนั้น ทำให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิประโยชน์ หรืออาจเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับด้วย เป็นบทห้ามเด็ดขาดที่จะกระทำมิได้
8.แนวทางปฏิบัติเพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล (มาตรา 9)
กำหนดให้คณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเป็นผู้จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติ
9.คณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและสภาส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (หมวด 2)
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (มาตรา 10 ถึงมาตรา 18) ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธาน ข้าราชการประจำ และผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้องตัวแทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ส่วนที่ 2 สภาส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (มาตรา 19 ถึงมาตรา 21) ประกอบด้วย บุคคลที่คณะกรรมการแต่งตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนเป็นสมาชิกสภาส่งเสริมฯ ประกอบด้วย ตัวแทนของประชาชนในภูมิภาคและกลุ่มต่างๆที่หลากหลาย
10.การบริหารงาน (หมวด 3)
กำหนดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่จะดำเนินการ ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ในการบริหารเงินงบประมาณ (มาตรา 22)
11.การคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (หมวด 4) ได้กำหนดกลไกการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 การรับคำร้องและตรวจสอบการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล
1) การให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือหรือบรรเทาทุกข์เบื้องต้นได้ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้เสียหายโดยตรงและผู้แทน และรวมถึงบุคคลอื่นใดที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกเลือกปฏิบัติ (มาตรา 23)
2) การรับคำร้องและการพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับรายละเอียดคำร้องให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีหน้าที่พิจารณารายละเอียดของคำร้อง ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล (มาตรา 24)
3) การดำเนินการตรวจสอบคำร้องก่อนการพิจารณาวินิจฉัยกำหนดให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบคำร้องก่อนว่าผู้ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องต่อหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่เฉพาะด้วยหรือไม่ (มาตรา 25)
4) การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย กำหนดให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยสามารถแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยได้ (มาตรา 26)
5) การพิจารณาคำร้อง การตรวจสอบพยานหลักฐาน การวินิจฉัยคำร้องและการออกคำสั่ง กำหนดให้กระทำได้เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเห็นสมควรว่ามีการกระทำหรือไม่ กระทำการในทุกรูปแบบหรือเมื่อได้รับคำร้องและอยู่ในอำนาจที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยจะให้ความช่วยเหลือหรือบรรเทาทุกข์เบื้องต้นได้ (มาตรา 27)
6) การกำหนดมาตรการชั่วคราว คณะอนุกรรมการวินิจฉัยอาจกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลดังกล่าวเท่าที่จำเป็นและสมควรแก่กรณีก็ได้ (มาตรา 28)
7) ยื่นคำร้องขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท กำหนดให้ผู้กระทำและผู้ได้รับความเสียหายสามารถไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันได้ (มาตรา 29)
8) การรองรับอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยเหตุที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ให้ดำเนินการต่อไปได้ แม้ว่าจะมีการถอนคำร้อง หรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นที่ยุติ กำหนดให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีอำนาจที่จะพิจารณาและวินิจฉัยได้ว่า นโยบาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดมีลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือไม่ (มาตรา 30)
9) อำนาจสั่งการของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลกำหนดให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีอำนาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติงดเว้น ปรับปรุงแก้ไข ปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือชดเชยเยียวยาความเสียหายได้ (มาตรา 31)
10) อำนาจในการเสนอเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ในกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (มาตรา 32)
11) การคุ้มครองการดำเนินการ กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย คณะอนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 33 และมาตรา 34)
ส่วนที่ 2 การฟ้องคดี
1) การยื่นคำร้องต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคลผู้ได้รับความเสียหายในอันที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ (มาตรา 35) และได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา 36) โดยกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นว่าตนได้รับความเสียหาย (มาตรา 37) นอกจากนี้ ได้กำหนดข้อห้ามมิให้รับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดจากกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นพยานหลักฐานรับฟังในการดำเนินคดี (มาตรา 38)
2) การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ ไม่เกินสี่เท่าของความเสียหายที่ได้รับ (มาตรา 39)
12.มาตรการบังคับ (หมวด 5) ได้กำหนดมาตรการบังคับแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 การบังคับทางปกครอง
กำหนดให้มีมาตรการบังคับทางปกครองตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นหลักการที่มุ่งหมายให้มีการบังคับใช้มาตรการอย่างอื่นแทนการกำหนดโทษทางอาญา ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพเพียงพอที่จะให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายได้ (มาตรา 40)
ส่วนที่ 2 โทษทางอาญา กำหนดโทษอาญาไว้สำหรับการกระทำความผิดฐานเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในกรณี ดังนี้ความผิดที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และเป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้มาตรการอื่นใดเพื่อบังคับได้ (มาตรา 41) ความผิดการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ (มาตรา 42) ความผิดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ (มาตรา 43)
ความผิดกรณีการกลั่นแกล้ง หรือกระทำการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่ใช้สิทธิในการยื่นคำร้องต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย หรือฟ้องคดีต่อศาลฯ (มาตรา 44) ความผิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ ซึ่งผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล (มาตรา 45) โดยกำหนดให้การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้ว (มาตรา 46)
12.บทเฉพาะกาล
การกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในวาระเริ่มแรกก่อนมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา 47) และกำหนดบทเร่งรัดให้ดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบตาม พ.ร.บ.นี้ (มาตรา 48)
อ่านประกอบ : การรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. .... (ครั้งที่ 2)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา