
“…จึงสมควรมีกลไกที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ โดยหลักการดังกล่าวเคยปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550 อันเป็นการสร้างสมดุลและความยึดโยงระหว่างองค์กรอิสระกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เว็บไซต์รัฐสภาไทย (https://www.parliament.go.th/view/7/nationalassembly/TH-TH) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ระหว่างวันที่ 2 มิ.ย.-1 ก.ค.2569 เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอโดยนายยุทธนา ศรีสวัสดิ์ กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 75,084 คน โดยกำหนดสาระสำคัญให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามหมวด 12 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกจากตำแหน่งได้ด้วยกลไกเดียวกับการเข้าชื่อถอดถอน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากพบว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ 1. ร่ำรวยผิดปกติ 2. ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ 3. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 4. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม 5. ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และ 6. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีประเด็นรับฟังความคิดเห็นดังต่อไปนี้
1. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่า กรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ร่างมาตรา 3 ถึงร่างมาตรา 6)
2. ท่านเห็นว่าการตรวจสอบการทุจริตและมาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมีความครอบคลุมหรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ โดยสามารถถอดถอนคณะกรรมการในองค์กรอิสระทุกองค์กร จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
สำหรับรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีทั้งหมด 5 มาตรา ดังต่อไปนี้
หลักการ
ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ เพื่อเสริมสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย
เหตุผล
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสมควรรับรองบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบและลงโทษบุคคลและองค์กรต่างๆอันกระทบกระเทือนต่อหลักนิติธรรม ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม จึงสมควรมีกลไกที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ โดยหลักการดังกล่าวเคยปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550 อันเป็นการสร้างสมดุลและความยึดโยงระหว่างองค์กรอิสระกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้
มาตรา 1 รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....”
มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 227/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
“มาตรา 227/1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า (140 คน) ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการการเลือกตั้งผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง โดยให้นำความในมาตรา 236 และมาตรา 237 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 231/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
“มาตรา 231/1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าซื้อกล่าวหาว่าผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง โดยให้นำความในมาตรา 236 และมาตรา 237 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 245/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
“มาตรา 245/1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าซื้อกล่าวหาว่ากรรมการตรวจเงินแผ่นดินผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง โดยให้นำความในมาตรา 236 และมาตรา 237 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 247/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
“มาตรา 247/1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าซื้อกล่าวหาว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง โดยให้นำความในมาตรา 236 และมาตรา 237 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายกรัฐมนตรี

ที่มาภาพ : https://tpchannel.org/

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา