
‘สำนักงาน ป.ป.ช.’ ส่งหนังสือถึง ‘เลขาธิการ กสทช.’ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงปมกล่าวหา ‘ประธาน กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ ภายใน 15 วัน ส่งผลให้บรรยากาศใน ‘องค์กร’ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ ปช 0022/0152 เรื่อง ขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน ลงวันที่ 1 เม.ย.2569 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) โดยมีเนื้อหาว่า
“ด้วยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุจริตต่อหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รวมถึงกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราะราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 สำนักงาน ป.ป.ช. มีกรณีจำเป็นต้องขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน ดังนี้
1.การตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ อยู่ในอำนาจหน้าที่หน่วยงานหรือบุคคลใด ตามระเบียบกฎหมายใด
2.เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร ตามระเบียบ กฎหมายใด
3.หากปรากฎข้อเท็จจริงว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการ อย่างไรตามระเบียบกฎหมายใด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดแจ้งข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000 ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ด้วย จักขอบคุณมาก”

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า หลังจาก สำนักงาน ป.ป.ช. ส่งหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้กล่าวหาว่ามีการละเว้นไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. เนื่องจากมีข้อสงสัยกรณีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อีกทั้งมีพ่วงประเด็นว่าอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ส่งผลให้บรรยากาศในองค์กร กสทช. เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง
“หนังสือฉบับนี้ไม่ได้ถามเชิงเทคนิค หรือถามแบบพิธีการ แต่กำลังพุ่งตรงไปที่โครงสร้างความรับผิดชอบ ว่า หากข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติเกิดขึ้นจริง ใครต้องเป็นคนชี้ ใครต้องเป็นคนขยับ และใครต้องรับผิด หากปล่อยให้เรื่องค้างอยู่โดยไม่มีการดำเนินการใดตามกฎหมาย” แหล่งข่าว กล่าวพร้อมระบุว่า “ป.ป.ช.ไม่ได้ถามลอยๆ แต่ถามเป็นข้อๆว่า ใครมีอำนาจ ใครมีหน้าที่ และหากพบปัญหาแล้ว ต้องทำอย่างไร”
นอกจากนี้ การที่หนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ระบุให้สำนักงาน กสทช. แจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องทุกแผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ภายใน 15 วัน นั้น สะท้อนว่าเรื่องนี้ถูกยกระดับจากข้อถกเถียงภายในฯไปสู่กระบวนการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ในชั้นนี้จะยังไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. กล่าวต่อว่า ภายหลังจากหนังสือของ ป.ป.ช. ได้มาถึงสำนักงาน กสทช. มีความพยายามที่จะไม่ให้นำหนังสือของ ป.ป.ช. ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. โดยมีการกล่าวอ้างว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้สั่งการนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ห้ามไม่ให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม หรือแจ้งให้กรรมการ กสทช.รายอื่นๆ รับทราบโดยเด็ดขาด
แหล่งข่าวรายนี้ ระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีการยืนยันเป็นการภายในฯสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับคุณสมบัติของ ประธาน กสทช. ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมาแล้ว โดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. และต่อมายังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่ควรตีความหรือดำเนินการใดนอกเหนือไปจากแนวทางเดิม
ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ.ไอซีที) ชุดที่แล้ว เคยเข้าไปตรวจสอบประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. นั้น พบว่า คณะกรรมาธิการฯชุดดังกล่าว ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ขาดเรื่องนี้ และต้องยึดแนวการตีความที่ว่า การตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ กสทช. เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวมีข้อสงสัยยังคงอยู่ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ ศ.คลินิก นพ.สรณ จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2565 อันถือเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐแล้ว ตามมาตรา 18 แต่ยังมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจและรักษาคนไข้ โดยได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 12 เม.ย.2565
นอกจากนี้ กรณีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ระบุว่าได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพก่อนเข้ารับตำแหน่ง กสทช. นั้น เป็นเพียงการประกาศลาออกทางหนังสือพิมพ์ หรือมีหนังสือแจ้งว่า ไม่ขอรับตำแหน่ง แต่ยังไม่ปรากฎว่ามีหนังสือแจ้งลาออกต่อบริษัทอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้สถานะการเป็นกรรมการฯสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาดแต่อย่างใด
“แม้จะมีการหยิบยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นมาประกอบ แต่กลับไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายที่เขียนไว้ชัดว่า หากเกิดกรณีประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามขึ้นมาภายหลังแล้ว ใครจะเป็นผู้มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริง และใครคือผู้มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในกรณีนี้” แหล่งข่าวระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับลำดับเหตุการณ์การเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ก่อนที่สำนักงาน ป.ป.ช.จะทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 มีดังนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2564 ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาฯ เป็น 1 ใน 7 ผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ,20 ธ.ค.2564 วุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน ซึ่งรวมถึง ศ.คลินิก นพ.สรณ
8 ม.ค.2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ,10 ม.ค.2565 เป็นกำหนดเวลาที่ผู้ได้รับความเห็นชอบเป็น กสทช. ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ต้องยื่นหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภา ก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล ตามมาตรา 18 ,12 เม.ย. 2565 มีข้อมูลอ้างว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังตรวจและรักษาคนไข้ โดยได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่องจนถึงวันดังกล่าว
13 เม.ย. 2565 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน อย่างเป็นทางการ และ 1 เม.ย. 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน พร้อมกำหนดส่งข้อมูลภายใน 15 วัน
อ่านประกอบ :
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา