
‘พรรคร่วมฝ่ายค้าน’ ยื่นคำร้อง ‘ประธานสภา’ ส่ง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 - ‘ณัฐพงษ์-กรณ์-ศิริกัญญา’ ประสานเสียง ไม่จำเป็น-ไม่เร่งด่วน-ไม่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย ร่วมลงชื่อยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยกฎหมายให้เวลาประธานสภาฯ ภายใน 3 วัน ในการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้า ปชน. กล่าวว่า อยากย้ำอีกครั้งว่า เป็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล ว่า มีความพยายามในการสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทหรือไม่ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านมองว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน โดยเอาเรื่องของเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันหรือไม่
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จะแสดงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสามารถทำโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน ฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินไว้อย่างไร หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูฐรับคำร้องไว้พิจารณา ในคำร้องได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งออกมาในเบื้องต้น เฉพาะหน้า ให้ระงับการเบิกจ่ายเงิน 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะถ้าหากรัฐบาลดำเนินการกู้เงินและใช้จ่ายเงินไปก่อนแล้วศาลฯ วินิจฉัยภายหลังว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นอาจจะมีผลตามว่า เงินที่ใช้ไปก่อนหน้านี้จะดำเนินการอย่างไร จะต้องเรียกคืนหรือไม่
เมื่อถามว่า ในคำร้องให้น้ำหนักการต่อสู้ในมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือว่า วรรคสองมากกว่ากัน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มาตรา 173 เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ร้องได้เฉพาะกรณีของวรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต้องสอดคล้องกับวรรคหนึ่งที่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการเขียนคำร้องต้องร้องตามวรรคหนึ่ง แต่เรื่องของเหตุผลประกอบที่ว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องกู้ 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ หรือ ควรต้องทำในระบบงบประมาณปกติ เพราะต้องใช้เวลาหลายปี และไม่ได้ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกิดความเสี่ยงแต่อย่างไร ซึ่งเป็นเหตุผลในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการคู่ขนานกันในสภา คือการเสนอญัตติให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทนี้ด้วย เพราะการการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะมีคณะกรรมการมากลั่นกรองเพียงแค่ไม่กี่ชั้น เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณในกระบวนการงบประมาณปกติ ที่มีการตั้งคำขอและการพิจารณาผ่านสภาหลายชั้น

@ เทียบวิกฤตต้มยำกุ้ง-โควิด เศรษฐกิจติดลบทุกกรณี
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า ปชป. กล่าวว่า อยากย้ำให้ประชาชนเข้าใจอีกครั้งว่า การกู้ยืมเงินมาใช้ของรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ กฎหมายเปิดช่องให้ทุกรัฐบาลขาดดุลงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน ตามกฎหมายหนี้สาธารณะ แต่การกู้นั้นมีข้อจำกัดให้กับทุกรัฐบาลเดียวกัน
“รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ยืดหยุ่นให้กับทุกรัฐบาลในกรณีพิเศษ กรณีมีวิกฤตทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งความเร่งด่วนนั้นต้องเป็นกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า จากการศึกษาข้อเสนอของรัฐบาล ประกอบสภาวการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เปรียบทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ฯ ในอดีต ซึ่งล้วนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทุกครั้ง
“จึงเกิดเป็นข้อสรุปว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนบาทในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 172”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวขยายความเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่า ผลกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นเงื่อนไขสำคัญ นอกจากนั้น คือ ความจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การมีบทบัญญัติไว้เช่นนั้น มีนัยยะและมีความหมายสำคัญ
“โดยเฉพาะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ปี 61 มาตรา 53 ซึ่งออกหลังรัฐธรรมนูญ ปี 60 ระบุชัดเจนเกี่ยวกับการออกพ.ร.ก. จะทำได้กรณีจำเป็นและเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน คือ ล้อข้อความเดียวกัน จึงมีนัยยะสำคัญ ซึ่งมีผลต่อทั้ง พ.ร.ก.”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า ต้องเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.ในอดีต เช่น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ปี 41 ช่วงต้มยำกุ้ง ปี 52 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจติดลบทุกกรณี ถ้าไม่มีการกู้เงินโดยเร็วจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนจะเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ เป็นวิจารณาณของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยต่อไป
นายกรณ์ ในฐานะอดีตรมว.คลัง สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ กล่าวว่า ในช่วงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพื่อดำเนินนโยบายไทยเข้มแข็ง มี 2 ส่วน ส่วนแรก เรียกว่า ปิดหีบ เพราะขณะนั้นรัฐบาลใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 51 มีการประมาณการรายได้รัฐบาลและประมาณการขาดดุล
“สิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากวิกฤตเข้ามาเฉียบพลันทำให้ช่วงว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกว้างกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้มีความเสี่ยงที่ขัดพ.ร.บ.หนี้สาธารณะในเรื่องของเพดานการกู้เงิน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินมาเติมในเงินคงคลังเพื่อไม่ให้ไปผิดกฎหมายพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่ง คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะตอนที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังพิจารณาจะออกพ.ร.ก.ฯ ไตรมาสนั้นจีดีพีติดลบ 7 % กว่า ปี 52 ทั้งปี จีดีพีติดลบ 2 % กว่า จึงมองว่า ต้องมีมาตรการกระตุ้นด้วย โดยเราอัดฉีดเข้าไปในโครงการที่มีความพร้อม จึงเป็นผสมกันระหว่างสองความจำเป็น
นายกรณ์กล่าวว่า ถ้ามองโดยรวม บริบทต่างกันกับวันนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตอนนั้นกำลังมีประเด็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ถามว่า วัดอย่างไร อย่างน้อยที่สุด จีดีพีต้องติดลบ อยากให้แยกระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กับเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ต่างกัน ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ถามว่า ถ้าไม่ทำตอนนี้เศรษฐกิจถึงกับมีปัญหาหรือไม่ ระบบเศรษฐกิจจะสะดุดหรือไม่ เช่น สมมติโครงการคนละครึ่ง รออีก 3-4 เดือน ไปทำตอนงบประมาณปี 70 ถามว่ามีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่ใช่ เศรษฐกิจอาจจะโตช้าลง
“นิยามคำว่า ความมั่นคงมันมีนัยยะ ไม่เช่นนั้น ถ้าประเมินว่า เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจะกู้เมื่อไหร่ก็กู้ได้ แล้วเพดานหนี้สาธารณะมีไว้ทำไม เพราะอะไรต้องมีมาตรา 172 ในรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้น จะเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลในอนาคตอ้างทุกสถานการณ์เพื่อออกพ.ร.ก.เท่าไหร่ก็ได้”นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า ตนเองได้ไปย้อนดูบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีความชัดเจน ถ้าไม่ใช้เงินตอนนี้ จะเกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ถามว่า ไม่ออกคนละครึ่งตอนนี้ถึงกับมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. กล่าวย้ำว่า ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน หากดูปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้า 69 % มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (ก๊าซและถ่านหิน) โดยที่เกือบ 100 % ของ 69 % ติดสัญญาสัมปทานทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการใช้เงินอยากจะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างไร ในเมื่อยังติดสัญญาสัมปทานอยู่ แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน (PDP)ไม่ใช่เพิ่งมาคุยกันวันนี้ คุยกันมานานแล้ว ดังนั้น จึงเป็นนโยบายสาธารณะระยะยาว ไม่ใช่มาทำปีเดียวจบ


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา