‘ทวี’ ยก ‘รัฐธรรมนูญ-กฎหมาย’ ยันที่ดิน ‘เขากระโดง’ บุรีรัมย์ เป็นที่ดิน ‘หวงห้าม’ ห้ามออกเอกสารสิทธิฯ จี้ ‘อธิบดีกรมที่ดิน’ เพิกถอนโฉนด
................................................
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยถึงกรณีกรมที่ดินยืนยันว่า กรณีที่ดินเขากระโดงนั้น กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลและยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงกรณีที่ทีมกฎหมายของพรรครัฐบาล ระบุว่า ‘การรถไฟแห่งประเทศไทยบุกรุกที่ดินของประชาชน’ ว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ นั้น ตนไม่เห็นด้วยกับกรมที่ดินและทีมกฎหมายของพรรครัฐบาลในเรื่องดังกล่าว
“ในประเด็นนี้ ผมเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และรมว.คมนาคม พร้อมทั้งยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบไต่สวนฯกรณีที่ดินเขากระโดงมาแล้วเมื่อราวเดือน มี.ค.564 ซึ่งผมขอยืนยันเฉพาะหลักการทางกฎหมายและหลักนิติธรรม ว่า กรมที่ดินและประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะออกเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินหรือสิทธิใดๆบนเนื้อที่ดินรถไฟเขากระโดง จำนวน 5,083 ไร่เศษได้เลย เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐมาแต่โบราณ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายที่ดิน
ในขณะที่ พ.ร.บ.บัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 10 ก็ได้บัญญัติรับรองสถานะความเด็ดขาดไว้แล้วว่า “ที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้... หรือตามกฎหมายอื่น อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้คงเป็นที่หวงห้ามต่อไป” ดังนั้น ที่ดินเขากระโดง จึงอยู่นอกเหนือเขตอำนาจหน้าที่ของกฎหมายที่ดินและกรมที่ดินอย่างสิ้นเชิง เพราะมีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ชัดเจน จึงเป็นคนละประเด็นกับสิ่งที่กรมที่ดินและฝ่ายกฎหมายฯ ออกแถลงการณ์ จึงขอสังคมอย่าหลงประเด็น” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี ยังระบุด้วยว่า รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 53 อย่างชัดแจ้งว่า รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น และเมื่อกฎหมายหลักอย่างมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินที่รับรองว่าที่ดินที่หวงห้ามมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้คงเป็นที่หวงห้ามต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลก็ได้การรับรองข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายว่า ที่ดินเขากระโดงมีสถานะเป็นที่ดินหวงห้ามของรัฐมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 และกระบวนการกันเขตทำแผนที่ได้เสร็จสมบูรณ์เด็ดขาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.246
“คดีนี้ ทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองกลางต่างพิพากษาถึงที่สุดชี้ขาดแล้วว่า ดินแดนเขากระโดงเนื้อที่ 5,083 ไร่เศษนี้เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศได้หวงห้ามไว้ ตามกฎหมาย พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟ 2464 และต่อมา พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 รับโอนมา ซึ่งเป็นการหวงห้ามก่อนปี 2497 ทั้งสิ้น ดังนั้น เอกสารสิทธิโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใดที่ออกโดยกฎหมายที่ดินจะกระทำไม่ได้เลย ถ้าทำไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
อธิบดีกรมที่ดิน จึงมีอำนาจเต็ม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย รมว.มหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมีหน้าที่ต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องออกคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิโฉนดที่ดิน และหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใด บนที่ดินเขากระโดงหมด เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 หน้า 30 ว่า “...เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) ที่จะมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใด โดยไม่จำเป็นให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลเสียก่อน...” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี ย้ำด้วยว่า โดยสรุปแล้ว กรณีที่ดินเขากระโดงนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
ก่อหน้านี้ กรมที่ดินเผยแพร่เอกสารข่าว ยืนยันกรณีที่ดินเขากระโดง ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่า กรณีที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล นั้น
กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้
1.ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้น กรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 4 ฉบับ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาดังกล่าวไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง
2.สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มี.ค.2566 ศาลได้พิพากษาว่า
“ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้”
เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ
ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่ 1 ก.ค.2568 เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษา
3.กรณีการรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2568 ขอให้
(1) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
(2) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ
ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใด กรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
“กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อีกทั้งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์
พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมกันทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของศาล โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป” กรมที่ดินระบุ
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเร็วๆนี้ โดยแสดงความเห็นว่า กรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ นั้น ไม่ใช่กรณีที่ประชาชนเข้าไปรุกล้ำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามที่สังคมเข้าใจกัน แต่กลับมองว่าเป็นกรณีที่การรถไฟเข้าไปอ้างสิทธิในพื้นที่ที่ประชาชนถือครองอยู่เดิม เนื่องจากที่ผ่านมา รฟท.ไม่เคยได้รับที่ดินแปลงดังกล่าวผ่านพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน และอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดวางการรถไฟและทางหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ.2465

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา