
‘ชัชชาติ’ โต้ปชป. การจัดจ้างแบบเจาะจงทำได้ ไม่ผิด ชี้ระบุโครงการมาเลยดีกว่า ชี้ปัจจุบันเอาโครงการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นเว็บหลายโครงการแล้ว เตรียมเปิดให้สภาวิชาชีพต่างๆเข้ามาดู เปิดนโยบาย Orepn Bangkok ให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของเมืองได้มากขึ้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาธิปัติย์ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. โดยเฉพาะโครงการที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง และงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงวิธีประกวดราคา

@งานวงเงินต่ำกว่า 5 แสน จ้างเจาะจงได้ ซัดกลับโครงการไหนมีปัญหา พูดให้ชัด
นายชัชชาติกล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ดำเนินการตามระเบียบราชการและระเบียบกรมบัญชีกลาง โดยโครงการที่มีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ตามแนวปฏิบัติ ขณะที่การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง หากมีการทำจริงถือเป็นความผิดอยู่แล้ว หากฝ่ายการเมืองหรือผู้ตรวจสอบเห็นว่ามีโครงการใดผิดปกติ ควรระบุโครงการให้ชัดเจนเพื่อให้ตรวจสอบได้ตรงจุด ขณะเดียวกัน หากเห็นว่าระเบียบปัจจุบันมีช่องโหว่ ก็อาจต้องพิจารณาแก้กฎหมายหรือปรับเกณฑ์ในระบบต่อไป
ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทบางรายได้รับงานจำนวนมากนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดเป็นรายกรณี เพราะบางรายการอาจเป็นของใช้ทั่วไปที่ซื้อซ้ำได้ เช่น หมึกพิมพ์ กระดาษ หรือวัสดุสำนักงาน แต่หากมีประเด็นเรื่องล็อกสเปก ก็ต้องตรวจสอบผ่านกระบวนการที่เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนร่วมทักท้วงได้
“วิธีป้องกันการล็อกสเปกที่ดีที่สุด คือการทำให้ข้อมูล TOR และข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการในวงการหรือประชาชนที่เห็นความผิดปกติสามารถทักท้วงได้ และให้คณะกรรมการ TOR ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกำหนด เรื่องล็อกสเปก เราให้ความสำคัญนะ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือต้องให้ทุกคนสามารถมาทำประชาพิจารณ์ได้ สมมติว่าไปเขียนล็อกสเปกให้ใครรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ก็ต้องให้คนที่ยื่นไม่ได้มีสิทธิ์มายื่นคัดค้าน แล้วกรรมการ TOR ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ” นายชัชชาติกล่าว
@เอา TOR ขึ้นเว็บ สเตปต่อไปให้วิชาชีพเข้ามาช่วยดูกัน ‘ล็อกสเปก’
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้ปรับปรุงให้การค้นหา TOR และข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะในอดีตข้อมูลเหล่านี้อยู่ลึกในเว็บไซต์และค้นหายาก การเปิดข้อมูลให้เห็นชัดขึ้นจะช่วยให้สังคมเข้ามาร่วมตรวจสอบได้มากขึ้น
ทั้งนี้ นโยบายต่อไปในการป้องกันการล็อกสเปก คือการตรวจสอบเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการที่มีลักษณะเฉพาะ อาจส่ง TOR ให้หน่วยงานวิชาชีพ สภาวิชาชีพ หรือสมาคมที่เกี่ยวข้องช่วยให้ความเห็นตั้งแต่ต้น เพื่อดูว่ามีเงื่อนไขใดที่อาจเข้าข่ายล็อกสเปกหรือไม่ ซึ่งการเปิดให้ตรวจสอบมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงระบบราชการ เพราะหากพบจุดอ่อนก็สามารถนำไปแก้ไขเชิงนโยบายได้
“มาช่วยกันตรวจสอบ แล้วก็อาจจะตรวจสอบย้อนหลังไปด้วยว่า ที่ผ่านมามันเป็นอย่างไร รูปแบบเป็นอย่างไร เราก็ทำตามกฎหมาย ระเบียบของกรมบัญชีกลางทุกอย่าง เดี๋ยวก็รับไปดูรายละเอียดให้ เมื่อสักครู่ได้เรียนท่านจักกพันธุ์แล้วว่าให้ไปดูว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ตรงไหนที่จะเป็นช่องโหว่ที่เราจะต้องไปปรับปรุงเชิงนโยบายเพื่ออุดจุดอ่อนอันนี้” นายชัชชาติกล่าว
@ประสานกรมบัญชีกลาง ดึงข้อมูลออกมาให้ครบ
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ต้องเชื่อมกับระบบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านการดึงข้อมูล โดยอยู่ระหว่างการทำข้อตกลงเพื่อให้สามารถดึงข้อมูลซ้ำออกมาได้ครบถ้วนมากขึ้น หากทำได้จะช่วยเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างได้ 100% โดยไม่ต้องขอข้อมูลเป็นรอบ ๆ
นายชัชชาติกล่าวเสริมว่า กทม. มีความพยายามเปิดข้อมูลมาตลอดผ่านนโยบาย Open Bangkok ทั้ง Open Data, Open Contract, Open Project และ Open Policy เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของเมืองได้มากขึ้น แม้การเปลี่ยนระบบจากอนาล็อกไปสู่ดิจิทัลต้องใช้เวลา แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ควรเดินหน้าต่อ เพราะหากประเด็นจัดซื้อจัดจ้างสะท้อนปัญหาเชิงระบบของราชการไทย ก็ควรใช้โอกาสนี้ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงทั้งระบบเช่นกัน
“ผมเชื่อว่าปัญหาบางทีเป็นปัญหาใหญ่ของราชการไทยเลย ระเบียบต่าง ๆ ส่วนใหญ่เราก็ใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเหมือนกับกรมบัญชีกลาง ถ้าเกิดเป็นปัญหา ก็ไม่ใช่เฉพาะ กทม. เป็นปัญหาที่สะท้อนทั้งประเทศ ก็ดีนะ จะได้ไปผลักดันทั้งประเทศว่าตรงนี้มีจุดไหนที่ควรปรับปรุงไหม” นายชัชชาติกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา