
เลขาธิการ EEC ชี้อนาคตไฮสปีด 3 สนามบินอยู่ที่บอร์ด EEC ที่มีนายกฯเป็นประธานวาาจะเอาอย่างไรต่อ แนะควรเร่งพิจารณา เพราะเสียเวลามา 8 ปีแล้ว ขั้นตอนหลังส่อแววเลิก 'รฟท.-ซี.พี.' คุยเรื่องชดเชยเรียกค่าเสียหาย ในฐานะคู่สัญญา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายหลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุนนั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง
"เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างการรถไฟฯ กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี" นายจุฬากล่าว
@รฟท.-ซี.พี. ต้องคุยเรื่องชดเชยและค่าเสียหายกันเอง
ส่วนประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหายต่างๆ เลขาธิการ EEC กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง โดย สกพอ.ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้ พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือนการยุติความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อ ไม่ควรรอให้ข้อพิพาททั้งหมดแล้วเสร็จก่อน
@อนาคตไฮสปีด อยู่ที่บอร์ด EEC จะเอายังไง
สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ นายจุฬากล่าวว่า จะต้องหารือร่วมกับ รฟท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ว่าจะใช้แนวทางเดิม ปรับรูปแบบใหม่ หรือดำเนินการในลักษณะใด โดยเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี
"เรื่องดังกล่าวจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) หรือกพอ. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดของสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้ เนื่องจากต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรี" นายจุฬากล่าว
@ซี.พี.บอกแค่ใช้สิทธิ์ เป็นการเล่นคำ จริงๆคือเลิก
เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น นายจุฬากล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ ผมคิดว่าเราควรเดินหน้าเพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต เราก็ไม่ไปถึงอนาคต
ส่วนกรณีที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่าไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น เลขาธิการ EEC ระบุว่า มันคือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่าสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้รวมถึงสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา
@ยังไม่สรุป อะไรมาแทนไฮสปีด
สำหรับรูปแบบโครงการในอนาคต นายจุฬากล่าวว่า ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าจะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ ทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโครงการเดิมคือความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Feasibility) ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน หากโครงการไม่มีความคุ้มค่า ธนาคารก็ไม่สามารถสนับสนุนเงินกู้ได้ ทำให้การลงทุนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ดังนั้น การกำหนดรูปแบบใหม่จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ทั้งด้านการลงทุน ระยะเวลาดำเนินการ และการตอบโจทย์การพัฒนาเขต EEC ในระยะยาว
“เราจะให้นายกฯรับทราบว่าสัญญาสิ้นสุดแล้ว และหารือว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยหนึ่งในทางเลือกคือแนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับการรถไฟฯ เปรียบเทียบทุกทางเลือกเพราะเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ผมว่าถ้าเขาจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่เกี่ยวกับว่าโครงการมันล้ม แล้วที่ว่าบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีแลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้วเพราะไม่มีไฮสปีด เราไม่ได้บอกว่าเราไม่มีรถไฟแล้วนะ เรายังมีแค่ความเร็วมันลดลง” เลขาธิการ EEC กล่าวจบ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา