
“…หลักการดังกล่าวเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ทักท้วงหรือโต้แย้งคำสั่งที่มิชอบ หากยังให้ต้องรับผิดทางวินัยอยู่อีก จะทำให้ไม่มีผู้กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้น การทักท้วงโต้แย้งดังกล่าวย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการนำผู้บังคับบัญชาระดับสูง ในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุงและในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมาดำเนินคดี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตได้…”
......................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เผยแพร่ บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย กรณีข้าราชการกระทำความผิด เพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำ โดยได้ทำหนังสือทักท้วงให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 952/2569)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘ความเห็น’ ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กรณีการเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย ในกรณีข้าราชการกระทำความผิดเพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำ โดยได้ทำหนังสือทักท้วงให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งแล้ว มีรายละเอียด ดังนี้
@หารือทบทวนคำสั่งลงโทษวินัย ‘ขรก.’ถูก‘ป.ป.ช.’กันเป็นพยาน
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีหนังสือที่ พม 0601.07/549 ลงวันที่ 21 เมษายน 2569 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ ดังนี้
1.กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมีหนังสือ ลับ ที่ พม 0601.07.07/1736 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2567 หารือสำนักงาน ก.พ. ในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยข้าราชการในสังกัด กรณีถูกกันเป็นพยานตามมาตรา 135 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการในสังกัด จำนวน 3 ราย โดยมีคำสั่งลงโทษลดเงินเดือนในอัตราร้อยละ 4 และ อ.ก.พ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการดังกล่าว โดยมีมติเห็นชอบการดำเนินการทางวินัยแล้ว
ต่อมา ในเรื่องเดียวกันนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้กันข้าราชการทั้ง 3 ราย ไว้เป็นพยาน ข้าราชการดังกล่าว จึงขอให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พิจารณาทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย และพิจารณาทบทวนประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นด้วย
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงหารือสำนักงาน ก.พ. ว่าจะต้องยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งจะต้องดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการทั้ง 3 ราย อย่างไร
2.สำนักงาน ก.พ. มีหนังสือ ที่ นร 1011/21 ลงวันที่ 23 มกราคม 2569 ตอบข้อหารือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สรุปได้ดังนี้
(1) สำนักงาน ก.พ. เห็นว่า เมื่อกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคำสั่งลงโทษลดเงินเดือนข้าราชการในอัตราร้อยละ 4 และ อ.ก.พ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตรวจสอบรายงานการดำเนินการทางวินัยตามมาตรา 103 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้วมีมติเห็นชอบกับการสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว
คำสั่งลงโทษจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ถูกลงโทษทั้ง 3 ราย ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว การดำเนินการทางวินัยจึงเป็นที่สุด
(2) กรณีที่ข้าราชการดังกล่าว ขอให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการพิจารณาทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย และพิจารณาทบทวนประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นด้วยนั้น จะต้องพิจารณาว่าการดำเนินการทางวินัยที่ถึงที่สุดแล้ว จะถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่อาจเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่
หากกรณีนี้ ไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยได้ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันข้าราชการทั้ง 3 ราย เป็นพยาน จะเป็นกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ หรือกรณีมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันจะเป็นเหตุให้ขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (1) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้หรือไม่
ทั้งนี้ โดยที่การพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ตามมาตรา 11 (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
สำนักงาน ก.พ. จึงเห็นว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการอาจนำประเด็นดังกล่าวหารือไปยังคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
3.เพื่อให้การพิจารณาทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัยและการพิจารณาทบทวนประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นของข้าราชการทั้ง 3 ราย ดังกล่าว เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนด
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงขอหารือคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในประเด็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง การดำเนินการทางวินัยที่ถึงที่สุดแล้วดังกล่าว ถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่อาจเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้หรือไม่ อย่างไร
ประเด็นที่สอง หากกรณีนี้ไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยได้ การที่ผู้ถูกสั่งลงโทษขอให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันข้าราชการทั้ง 3 ราย เป็นพยาน จะถือเป็นกรณีมีพยานหลักฐานใหม่
หรือกรณีมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ในทางที่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันจะเป็นเหตุให้ข้อพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (1) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้หรือไม่ อย่างไร
@มองทักท้วงคำสั่ง แต่ยังมีการ‘กระทำผิด’ ถือว่ากระทำผิดวินัย
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้พิจารณาข้อหารือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงาน ก.พ.) ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) และผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้
1.ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า การที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการทั้ง 3 ราย สืบเนื่องมาจากข้าราชการทั้ง 3 ราย กระทำความผิดเกี่ยวกับเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง โดยการกระทำความผิดเกิดขึ้น จากการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้รับการสั่งการมาจากผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
และข้าราชการทั้ง 3 ราย มีหนังสือทักท้วงขอให้ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ทบทวนการดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่าการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์ฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเห็นว่า การที่ข้าราชการทั้ง 3 ราย มีหนังสือทักท้วง โดยเห็นว่าการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์ฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่เมื่อทักท้วงไปแล้ว และผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้รับทราบ และสั่งการให้ดำเนินการตามแนวทางที่สั่งการ ข้าราชการทั้ง 3 ราย ยังคงดำเนินการ ซึ่งเป็นความผิดอยู่ต่อไปหลังจากที่มีการทักท้วงแล้ว
การกระทำของข้าราชการทั้ง 3 ราย จึงยังคงมีความผิด แต่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม และฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา 82 (1) และ (2) ประกอบกับ มาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
ทั้งนี้ กรณีที่จะไม่มีความผิดจะต้องเป็นกรณีที่มีการทักท้วงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว และไม่มีการกระทำความผิดตามคำสั่งนั้นเกิดขึ้นอีก แต่หากมีการทักท้วงไปแล้ว ยังคงมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อไป จะถือว่ามีการกระทำผิดวินัย
2.ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ชี้แจงในแนวทางเดียวกับผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่า การที่ข้าราชการทั้ง 3 ราย ได้ทักท้วงไปแล้ว แต่ยังคงมีการดำเนินการซึ่งเป็นความผิดอยู่ต่อไปหลังจากที่มีการทักท้วง การกระทำของข้าราชการทั้ง 3 ราย จึงยังคงมีความผิด
และชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า การลงโทษทางวินัยข้าราชการทั้ง 3 รายนี้ ไม่ได้มีเหตุมาจากการดำเนินการตามคำสั่งของผู้อำนวยการศูนย์ฯ แต่มาจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
เช่น มีผู้ประสบปัญหาทางสังคมบางรายเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2552 ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติตามระเบียบดังกล่าว หรือกรณีที่ได้รับเช็คเงินสงเคราะห์มาแล้ว ไม่มีการนำไปจ่ายให้กับผู้มีสิทธิได้รับเงิน
ทั้งนี้ พฤติการณ์ดังกล่าว เป็นเพียงการไม่ดำเนินการตามระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยไม่ได้มีเจตนาทุจริต จึงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามมาตรา 82 (1) และ (2) ประกอบกับมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ
@‘3 ขรก.’ทักท้วง‘ผอ.ศูนย์ฯ’สั่งเบิกเงินสงเคราะห์ฯ‘ขัดระเบียบ’
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พิจารณาข้อหารือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ประกอบกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และพิจารณาคำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการทั้ง 3 ราย ซึ่งมีการระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปได้ว่า
(1) มีการลงลายมือชื่อ ในฐานะเป็นผู้วินิจฉัยการให้ความช่วยเหลือในแบบบันทึกข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคม และแบบบันทึกข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคมที่เครือข่าย ผู้นำชุมชน หรือประธานกลุ่มเป็นผู้กรอกรายละเอียด โดยไม่มีการเยี่ยมบ้านผู้ประสบปัญหาทางสังคมเพิ่มเติม
และมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมบางราย เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2552 จึงทำให้เชื่อว่า ไม่ได้วินิจฉัยการให้ความช่วยเหลือตามสภาพปัญหาที่แท้จริงของผู้ขอรับการช่วยเหลือแต่ละรายอย่างเหมาะสม จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการดังกล่าว และ
(2) ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ฯ แทนเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง โดยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเช็คเงินสงเคราะห์ฯ ซึ่งเมื่อเบิกเงินแล้วต้องนำเงินไปจ่ายให้แก่ราษฎรผู้มีสิทธิรับเงินตามที่ได้รับอนุมัติ และลงลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ฯ ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ
แต่เมื่อได้รับเช็คแล้ว กลับสลักหลังมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีนำไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง หรือมอบเงินสดให้ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
และผู้อำนวยการศูนย์ฯ กลับนำเงินมาแบ่งส่วนระหว่างส่งคืนผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และจ่ายให้แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม เพื่อบริหารจัดการและมอบให้แก่กลุ่มอาชีพและกลุ่มเป้าหมายด้วยตนเอง ทำให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ได้รับเงินไม่ครบถ้วน
ทั้งนี้ คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว ระบุข้อเท็จจริงด้วยว่า พฤติการณ์ของข้าราชการทั้ง 3 ราย ตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นจากการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์ฯ ในขณะนั้น ซึ่งได้รับการสั่งการมาจากผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้นให้กระทำผิดด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้น ความตามหนังสือทักท้วงของข้าราชการทั้ง 3 ราย ที่มีถึงผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง สรุปได้ว่า
1.ข้าราชการรายที่ 1 และรายที่ 2 ทักท้วงว่า ผู้อำนวยการศูนย์ฯ สั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร และลงลายมือชื่อเยี่ยมบ้านในแบบสำรวจข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคม และจัดทำเอกสารประกอบ เพื่อขอขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน โดยสั่งให้ดำเนินการเกี่ยวกับเอกสาร ดังนี้
(1) ให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อในแบบใบสำคัญรับเงินมาก่อน และสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการจ่ายเงินลงลายมือชื่อในช่องผู้จ่ายเงินให้เรียบร้อยก่อนส่งเอกสารไปเบิกเงินยังหน่วยเบิก ซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง เนื่องจากแบบใบสำคัญรับเงินดังกล่าว ผู้รับเงินและผู้จ่ายเงินต้องลงลายมือชื่อเมื่อมีการจ่ายเงินแล้ว
(2) มีการลงวันที่ในแบบใบสำคัญรับเงินมาก่อน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะต้องลงวันที่วันเดียวกับวันที่จ่ายเงิน โดยต้องส่งกลับคืนไปให้เจ้าของเรื่องแก้ไขและส่งกลับมาใหม่ แต่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้สั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดำเนินการแก้ไขเอกสารให้ถูกต้อง และรีบส่งเอกสารเพื่อเบิกจ่ายเงิน
(3) เอกสารบางชุดที่ส่งมาขอรับการสนับสนุน ไม่มีการลงลายมือชื่อในเอกสาร หรือมีการลงลายมือชื่อ แต่ไม่ครบถ้วน ซึ่งผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้สั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบลงชื่อในเอกสารให้ถูกต้อง และรีบส่งเอกสารเพื่อเบิกจ่ายเงิน
(4) มีการเบิกและจ่ายเงินอุดหนุนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบ และได้มีการโต้แย้งด้วยวาจาแล้วว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ แต่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ยังคงยืนยันให้ดำเนินการต่อไป ซึ่งการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายสำหรับเรื่องนั้นๆ จะส่งผลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติต้องรับผิดตามกฎหมายได้
2.ข้าราชการรายที่ 3 ทักท้วงว่า ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้สั่งการกรณีการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยให้ข้าราชการดำเนินการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้าราชการพิจารณาแล้วว่า เป็นการปฏิบัติงานตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย และจะส่งผลให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและส่อไปในทางทุจริตผิดระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือน จึงของดการปฏิบัติตามคำสั่งโดยมิชอบนี้
ทั้งนี้ ปรากฏในหนังสือทักท้วงของข้าราชการทั้ง 3 ราย ว่า ผู้อำนวยการศูนย์ฯได้รับทราบ และสั่งการให้ข้าราชการทั้ง 3 ราย ดำเนินการตามคำสั่งต่อไป
@เพิกถอนคำสั่งลงโทษวินัย 'ขรก.'ทักท้วงการกระทำผิด
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำสั่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ลงโทษทางวินัย โดยการลดเงินเดือนข้าราชการทั้ง 3 ราย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบกับข้อ 67 (3) แห่งกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556
เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามบทนิยามคำว่า “คำสั่งทางปกครอง” ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
และเมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ แล้ว ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ หรือการขอให้พิจารณาใหม่ไว้เป็นการเฉพาะ
กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งและการขอให้พิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายกลาง ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง การดำเนินการทางวินัยที่ถึงที่สุดแล้วดังกล่าว ถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่อาจเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้หรือไม่ อย่างไร
เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่สรุปมาข้างต้น ข้อหารือในประเด็นที่หนึ่งนี้ หน่วยงานฯสรุปว่า เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและหารือการเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษทางวินัยเสียก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ข้าราชการผู้ถูกลงโทษทางวินัยทั้ง 3 ราย และเป็นไปตามหลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากคำสั่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่ลงโทษทางวินัย โดยการลดเงินเดือนข้าราชการทั้ง 3 ราย มีการระบุข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของข้าราชการทั้ง 3 ราย เกิดขึ้นจากการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัดพัทลุง ซึ่งได้รับการสั่งการมาจากผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการให้กระทำความผิด
โดยข้าราชการทั้ง 3 ราย ได้ทักท้วง ทั้งด้วยวาจาและเป็นหนังสือ ขอให้ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ทบทวนการดำเนินการ แต่ยังคงได้รับการยืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป ข้าราชการทั้ง 3 ราย จึงต้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว
การที่ข้าราชการทั้ง 3 ราย กระทำความผิด เนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยทำหนังสือทักท้วงให้ทบทวนคำสั่งที่ให้กระทำความผิดแล้วนั้น
มาตรา 134 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 บัญญัติให้เจ้าพนักงานของรัฐไม่ต้องรับโทษในกรณีนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำความผิด เพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำ และได้มีหนังสือโต้แย้งหรือให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งหรือให้ยืนยันคำสั่งแล้ว
ประกอบกับต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 28/2567 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ให้กันข้าราชการทั้ง 3 รายนี้ ไว้เป็นพยานตามมาตรา 135 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมีผลให้ข้าราชการทั้ง 3 รายนี้ ได้รับความคุ้มครองตามความในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 135
ที่บัญญัติให้เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันบุคคลไว้เป็นพยานแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยกับบุคคล ซึ่งถูกกันไว้เป็นพยานนั้น รวมทั้งได้รับความคุ้มครอง ทั้งตำแหน่งของพยานที่ดำรงอยู่และการเลื่อนขั้นเงินเดือน รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นด้วย
ดังนั้น การที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการทั้ง 3 ราย โดยการลดเงินเดือน ทั้งที่ข้าราชการทั้ง 3 ราย จะต้องไม่ได้รับโทษ จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 134 และมาตรา 135 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองที่จะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณี ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่
โดยอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน และจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้ โดยเป็นไปตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ดังนั้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงสมควรพิจารณาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ แม้คำสั่งนั้นจะเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งเพื่อคืนเงินเตือนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ข้าราชการทั้ง 3 รายนี้
อนึ่ง คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้พิจารณามาตรา 82 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ ซึ่งบัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญ
“ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการ โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม”
อีกทั้ง หลักการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง นอกจากที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 82 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ และมาตรา 134 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ แล้ว ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 144 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ว่า
“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณ โดยรู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ ให้พ้นจากความรับผิด”
อันแสดงให้เห็นว่า หลักการดังกล่าวเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ทักท้วงหรือโต้แย้งคำสั่งที่มิชอบ หากยังให้ต้องรับผิดทางวินัยอยู่อีก จะทำให้ไม่มีผู้กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนั้น การทักท้วงโต้แย้งดังกล่าวย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการนำผู้บังคับบัญชาระดับสูง ในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุงและในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมาดำเนินคดี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตได้
ประเด็นที่สอง หากกรณีนี้ไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยได้ การที่ผู้ถูกสั่งลงโทษขอให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย
เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้กันข้าราชการทั้ง 3 ราย เป็นพยาน จะถือเป็นกรณีมีพยานหลักฐานใหม่หรือกรณีมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันจะเป็นเหตุให้ขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (1) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้หรือไม่ อย่างไร
เห็นว่า เมื่อได้ให้ความเห็นในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการสมควรพิจารณาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
จึงไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นการขอให้พิจารณาใหม่ของข้าราชการทั้ง 3 รายนี้อีก









Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา