
‘ครม.’ เห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบ ‘บริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ’ ชงยุบเลิก กรอบอัตรา 'ขรก.วิชาการปฏิบัติการ'-ตำแหน่ง ‘ขรก.วิชาการ-สายงานสนับสนุน’
.......................................
เมื่อวันที่ 11 ส.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสนอ พร้อมทั้งมอบหมายให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว
สำหรับแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ได้แก่
กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
1.พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2.ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3.ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด
6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ครม.ยังมีมติให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง
เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน”น.ส.รัชดากล่าว
@ ไม่ทำวันนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐตามนโยบายภาครัฐที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านการเงินการคลังในปัจจุบันประมาณร้อยละ 73 ของงบประมาณผ่านดินถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้งบลงทุนลดน้อยลง
นายปกรณ์กล่าวว่า ส่วนแรก เป็นข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คือ การบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ 1. การคงอัตรากำลัง โดยให้ถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่เวลานี้ เป็นอัตรากำลังสูงสุดเท่าที่มีได้ของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทั้งหมด 2. การยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เช่น ประเภทวิชาการ ประเภททั่วไป ทั้งนี้ ไม่กระทบกับตำแหน่งที่กำหนดไว้แล้ว 3. ยกเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นลง และ 4. การปรับบทบาทโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานใหม่ให้ทันสมัยและกะทัดรัดมากขึ้น เพิ่มประสิทธิโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
นายปกรณ์กล่าวว่า ส่วนที่สอง เป็นข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) คือ การยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค หมายถึง หน่วยงานส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และเป็นภาระงบประมาณสูงมาก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคได้
“สำนักงาน ก.พ.ร.จึงเสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดนับแต่นี้เป็นต้นไป ส่วนที่ตั้งมาแล้ว ส่วนที่มีอยู่ก็ให้ทบทวนและยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทีเดียวพรวด ยกเลิกเลย เพราะจะเป็นเกิดปัญหาในการให้บริการประชาชน”นายปกรณ์กล่าวว่า
นายปกรณ์กล่าวย้ำว่า สิ่งที่สำคัญจะค่อยๆ ทยอยยุบเลิกไป จากจำนวนที่คิดเป็นหมื่นหน่วยงาน จะลดลงเรื่อยๆ นับจากนี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้น อัตราส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ณ วันนี้ สูงสุดเท่าที่จะมีได้และจะทยอยลดลงเรื่อยๆ สำหรับผลกระทบต่องบประมาณจะส่งผลแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกัน จะไม่เห็นผลภายใน 1 ปี 2 ปี เพราะต้องใช้เวลา
“ถ้าเราไม่ทำวันนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเราต้องแก้ไข”นายปกรณ์กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา