
“…แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ฟ้องคดี เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ฟ้องคดี แล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป…”
......................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2559 ซึ่งเป็นคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้อง คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง
โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน และศาลฯได้พิพากษายกฟ้องในคดีนี้
เนื่องจากศาลฯเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ชอบด้วยกฎหมาย และการขาดคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล นั้น (อ่านประกอบ : มีลักษณะต้องห้าม! ‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’)
ตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในประเด็นที่ว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจในการวินิจฉัยกรณี ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช. หรือไม่ (อ่านประกอบ : คำพิพากษา‘ศาลปค.’คดี‘สรณ’(1) ชี้‘คกก.สรรหาฯ’มีอำนาจวินิจฉัยปม‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม)
ในตอนสุดท้ายนี้ สำนักข่าวอิศรา จะขอนำเสนอคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ในประเด็นที่ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้
@เปิดโอกาสให้ชี้แจ้งแล้ว-มีเหตุอันควรพิจารณา‘โดยไม่ล่าช้า’
กรณีที่ผู้ฟ้องคดี (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) อ้างว่าในกระบวนพิจารณาทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) ไม่ได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน หรือไม่ให้ผู้ฟ้องคดีตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้
เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตน อันเป็นการละเมิดหลักสิทธิได้รับการรับฟังตามมาตรา 30 และมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับกระบวนการพิจารณาทางปกครองใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 37 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กระชั้นและแสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบอย่างผิดวิสัย นั้น
เห็นว่า…. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ฟ้องคดี เพื่อชี้แจงข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในประเด็นอันเป็นสาระสำคัญของข้อโต้แย้งและคัดค้าน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ตลอดจนแจ้งสิทธิ หน้าที่ และเชิญผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมประชุมกับผู้ถูกฟ้องคดี
โดยผู้ถูกฟ้องคดี ได้เชิญผู้ฟ้องคดีเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐาน ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สทร 1001/26846 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 แจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีมีภารกิจปฏิบัติงานและการประชุม ซึ่งได้นัดหมายไว้ล่างหน้า และเป็นภารกิจการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการ กสทช. จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับผู้ถูกฟ้องคดีได้
และมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29407 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ขอคัดคัดค้านความไม่เป็นกลางและอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี
จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดี ก็ได้มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สว (กสทช) 0008 (สว) 310 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ถึงผู้ฟ้องคดี ขอข้อมูลและเชิญเข้าร่วมประชุมเพื่อแจ้งรายละเอียดอีกครั้ง แต่กลับได้รับหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ขอคัดค้านโต้แย้ง และขอให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี
โดยมีข้อความระบุว่า “…ข้าพเจ้ามิได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสารที่ชี้แจงรายละเอียดถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยแยกช่วงเวลาสถานะของข้าพเจ้าไว้ดังนี้ (1) ช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
(2) ช่วงวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย..”
พร้อมทั้งได้แนบหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/30794 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ซึ่งปรากฏถ้อยคำว่า
“...ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเพียง “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระในวิชาชีพเวชกรรมและไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด…”
นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีหนังสือเพิ่มเติมไปยังนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขอให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดล
แต่ปรากฏว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลแจ้งว่า ไม่สามารถให้ข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจสอบและรับรองเอกสารหลักฐานใดๆ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีได้
กรณีจึงเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่กรณี ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย รวมถึงแสดงพยานหลักฐานต่อผู้ถูกฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว
ประกอบกับไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดี เคยยื่นคำร้องขอตรวจดูเอกสารกับผู้ถูกฟ้องคดี และกรณีนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาเอาไว้แต่อย่างใด
และเนื่องจากกรรมการสรรหา กสทช. บางคน กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ได้แก่ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2567 ด้วยเหตุครบวาระการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 239 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2561 ซึ่งมาตรา 21 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติให้กรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสรรหา
ดังนั้น นางยุพินฯ จึงยังคงเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหา กสทช. จนกว่าจะมีการสรรหากรรมการตรวจเงินแผ่นดินใหม่มาแทนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์
ส่วนนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา กสทช. ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานภาค 7 จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ประกอบกับกรรมการสรรหา กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ ได้แก่ นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ย่อมมีภาระหน้าที่สำคัญจำนวนมาก
เรื่องดังกล่าวมีลักษณะเป็นกรณีเกี่ยวเนื่องกับผู้มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาไว้ ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และจำเป็นต้องดำเนินการมิให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมันในการทำหน้าที่ของ กสทช.
จึงเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีเหตุผลอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยไม่ล่าช้าเกินสมควร ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้
@มีข้อตกลงแบ่ง‘ค่าตรวจ’-มีนิติสัมพันธ์‘หน่วยงานรัฐ’เชิงผลปย.
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดี (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช.
ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคนาคม พ.ศ.2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” มิได้เป็น “ลูกจ้าง” ของมหาวิทยาลัยมหิดลแต่อย่างใด นั้น
กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งถือเป็นการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… แม้ว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ไม่ได้นิยามคำว่า “พนักงานหรือลูกจ้าง” ไว้
แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้รับประโยชน์ส่วนบุคคล อันอาจขัดหรือแย้งกับประโยชน์ส่วนรวม หรือกระทบต่อความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
อันเป็นมาตรการเชิงป้องกัน มิให้เกิดสภาวการณ์ที่ประโยชน์ส่วนบุคคล อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ มิใช่จำต้องปรากฏว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเอง หรือเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะขึ้นแล้วเสียก่อน
อีกทั้ง ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ยังเกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติและมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องจำนวนมาก การพิจารณาว่า กรรมการ กสทช. ผู้ใดมีสถานะเป็น “พนักงานหรือลูกจ้าง” ของหน่วยงานของรัฐ อันมีลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
จึงต้องพิจารณาถึงสภาพและสาระสำคัญแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับหน่วยงานของรัฐ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏทั้งหมดว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดหรือมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนบุคคลที่อาจขัดหรือแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มิใช่พิจารณาแต่เพียงรูปแบบทางนิติสัมพันธ์ ชื่อเรียกของตำแหน่ง หรือรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นสำคัญ
หากแต่ต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งนิติสัมพันธ์และข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงานโดยรวมว่า บุคคลนั้นเข้ามาปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ ในลักษณะที่อยู่ภายใต้การจัดองค์กร การกำกับดูแล และระเบียบของหน่วยงาน ตลอดจนได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติงานนั้นหรือไม่
ซึ่งหากบุคคลนั้น ยังคงปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ และได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดจากความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้มีสถานะความสัมพันธ์และได้รับผลประโยชน์กับหน่วยงานของรัฐนั้น ก็ย่อมต้องนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) หรือไม่
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวในการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์และรักษาความเป็นกลางในการใช้อำนาจรัฐ
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ผู้ฟ้องคดียังมีสถานะเป็นพนักงานคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ (ตำแหน่งบริหาร-รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ) รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่พรีเมียม คลินิกศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม กลุ่มศูนย์สนับสนุนพันธกิจ
ต่อมา เมื่อผู้ฟ้องคดีลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ตามคำสั่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ ล.บค. 26/2565 เรื่อง อนุญาตให้พนักงานมหาวิทยาลัยลาออกจากงาน สั่ง ณ วันที่ 6 มกราคม 2565
ปรากฎว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง โดยตรวจผู้ป่วยที่พรีเมี่ยมคลินิกศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ประจำศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม กลุ่มศูนย์สนับสนุนพันธกิจคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
แม้จะมิได้มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง ทั้งมิได้รับเงินเดือนในลักษณะเดียวกับแพทย์ประจำก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดียังคงเข้าปฏิบัติงาน และได้รับประโยชน์ตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐภายใต้ระบบและการกำกับดูแลของหน่วยงาน ความสัมพันธ์ดังกล่าว จึงมิใช่กรณีที่ผู้ฟ้องคดีประกอบวิชาชีพแพทย์โดยอิสระจากหน่วยงานโดยสิ้นเชิง
แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า เป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ถือเป็นบุคลากรในสังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งไม่ใช่ลูกจ้าง เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างและคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีในฐานะแพทย์ประจำโรงพยาบาล
แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ฟ้องคดี เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ฟ้องคดี แล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป
ซึ่งปรากฎหลักฐานในแบบคำร้องของรหัสบุคคล/ต่อรหัสบุคคล (สำหรับบุคลากรที่มิได้สังกัดคณะ) ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่ผู้ฟ้องคดีได้เลือกในส่วนของประเภทการจ้าง เป็นพนักงานค่าตอบแทน (ชม.) และได้เลือกในช่อง “รับค่าตอบแทน”
อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าผูกพันตนตามระบบริหารงานบุคคลและระเบียบของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากรหัสบุคคล ถือเป็นเงื่อนไขและเครื่องมือสำคัญทางทะเบียนงานบริหารบุคคลของหน่วยงานรัฐ ที่ใช้ในการยืนยันตัวตนกำหนดสิทธิ และควบคุมการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค์กร
โดยในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยของผู้ฟ้องคดี มีการทำหัตการและให้บริการทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลรามาธิบดี มีการใช้สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน และทรัพยากรของโรงพยาบาล ซึ่งในการปฏิบัติงานย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบ และระบบบริหารจัดการของโรงพยาบาลรามาธิบดี
รวมทั้งได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าธรรมเนียมหัตถการ ที่ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550 และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติงานดังกล่าว ตลอดจนย่อมได้รับความคุ้มครองหรือการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในทางการแพทย์ตามกฎหมาย
แม้ค่าธรรมเนียมการแพทย์ที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือประโยชน์อื่นดังกล่าว จะมิได้เรียกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างในฐานะบุคลากรประจำของโรงพยาบาลก็ตาม แต่ก็ถือเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการให้บริการทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
และมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบการเรียกเก็บหรือการจัดสรรค่าธรรมเนียมของโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยผู้ป่วยของโรงพยาบาล สามารถนำไปเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางได้ ซึ่งหากเป็นวิชาชีพอิสระของเอกขนโดยแท้ ย่อมจะไม่สามารถเบิกจ่ายตรงจากงบประมาณแผ่นดินผ่านระบบโรงพยาบาลของรัฐได้
สำหรับในส่วนของรายงานภาษีที่โรงพยาบาลรามาธิบดีออกให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้จะปรากฏว่าเงินได้ของผู้ฟ้องคดีเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการจัดประเภทเงินได้ตามรูปแบบทางภาษี เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่กรมสรรพากรกำหนดเท่านั้น
จากข้อเท็จริงดังดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียังคงมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐทั้งในทางข้อเท็จจริงและในทางผลประโยชน์ กรณีจึงมิใช่เป็นเพียงการประกอบวิชาชีพอิสระโดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างสินเชิง
อีกทั้งการลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ในทางนิตินัย หาได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับโรงพยาบาลสิ้นสุดลงไม่
การพิจารณาแต่เพียงว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสัญญาจ้าง ในฐานะแพทย์ประจำ หรือมิได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ย่อมเป็นการยึดถือรูปแบบทางนิติสัมพันธ์ โดยมิได้พิจารณาถึงสภาพความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงดังกล่าว อันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้าม
และหลักการคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นสาระสำคัญ และอาจก่อให้เกิดข้อเคลือบแคลงเกี่ยวกับความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น
@คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’ให้‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’ชอบด้วยกม.
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรสสรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช.
ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ หรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
พิพากษายกฟ้อง
จากนี้ไป ศ.คลินิก นพ.สรณ มีเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง (ศาลชั้นต้น) ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน และยังคงต้องติดตามว่าบทสรุปสุดท้ายในคดีนี้จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางการประชุมบอร์ด กสทช. ที่จัดประชุมกันไม่ได้มาแล้ว 12 ครั้งในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา?
อ่านประกอบ :
คำพิพากษา‘ศาลปค.’คดี‘สรณ’(1) ชี้‘คกก.สรรหาฯ’มีอำนาจวินิจฉัยปม‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม
มีลักษณะต้องห้าม! ‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’
มีลักษณะต้องห้าม!‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’
‘ศาลปค.’นัดอ่านคำพิพากษาคดี‘สรณ’ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยคกก.สรรหาฯปมสละสิทธิ‘กสทช.’25 ก.ย.
ประชุมบอร์ด‘กสทช.’ล่มครั้งที่ 11 ‘สรณ’วอนเลิก‘ทิฐิ’-‘พิรงรอง’ถามทำไมลุกจากเก้าอี้ไม่ได้
‘3 กสทช.’ร่อนหนังสือนัด‘3 กรรมการ’ร่วมประชุม‘บอร์ด’ หาแนวทางผลักดันงาน-พิจารณา‘วาระค้าง’
ประชุม‘บอร์ด’ล่มครั้ง 10! ‘3 กสทช.’ย้ำพร้อมร่วมประชุมที่ชอบด้วยกม.-‘สรณ’นัดใหม่ 16 ก.ย.
ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มซ้ำซากครั้งที่ 9 ‘สรณ’นัดประชุมใหม่ 10 ก.ย.-วาระค้างพิจารณา 193 เรื่อง
‘ธนพันธุ์’จี้‘รักษาการเลขาฯ’จัดประชุมบอร์ดเฉพาะ 6‘กสทช.’หากเพิกเฉย-ส่อละเว้นปฏิบัติหน้าที่
'สำนักงาน กสทช.'แพร่ข่าว'ขออภัย'ให้ข้อมูลปม'ศาลปค.สูงสุด'สั่งรับฟ้องคดีสรณ'คลาดเคลื่อน'
‘ปกรณ์’ชี้‘คำสั่งทางปค.’มีผลอยู่ เว้นแต่มีการ’ทุเลาบังคับฯ’ หลัง‘ศาลฯ’รับฟ้องคดี‘สรณ’
ฝ่าฝืนกม.! ‘สำนักงานศาลฯ’ชี้‘สนง.กสทช.’แพร่ข่าวคำสั่งรับฟ้องคดี‘สรณ’ไม่ตรงความเป็นจริง
‘ปธ.’ติดภารกิจ-‘กก.’ไม่เข้า! ถก‘บอร์ด’ล่มครั้งที่ 8-‘3 กสทช.’ร่อนหนังสือฯขอประชุม 6 คน
‘สรณ’แถลงร้อง‘บอร์ด’ร่วมประชุม หลังศาลฯรับฟ้องคดีสละสิทธิ‘กสทช.’-‘ธนพันธ์ุ’ยันจุดยืนเดิม
‘คำวินิจฉัยฯ’เป็นเหตุให้‘พ้นตำแหน่ง’! ‘ศาลปค.สูงสุด’สั่งรับฟ้องคดี‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ค้างพิจารณา 171 วาระ! ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มครั้ง 7-ศาลฯงดอ่านคำสั่งคดี‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง
ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มครั้ง 6! ‘พิรงรอง’ย้ำพร้อมประชุมแบบชอบด้วยกม.-วาระค้างพิจารณา 136 เรื่อง
ประชุมบอร์ด‘กสทช.’ล่มรอบ 5! ‘สรณ’ย้ำไม่ได้ทำอะไรขัดกม.-‘พิรงรอง’ไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ
คำร้อง‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง(จบ) อ้างข้อเท็จจริงใหม่มิใช่‘พนักงานรัฐ’-ชี้ผลกระทบ 6 ประเด็น
คำร้อง‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง(1) ‘คำวินิจฉัย’สละสิทธิ‘กสทช.’ก่อเสียหาย-ไม่ต้องรอผล‘สุดท้าย’
'อนุทิน' เผย ทูลเกล้าฯ ขอให้โปรดเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' แล้ว-'ปกรณ์' ชี้ ไม่กระทบงานที่ทำไป
อุทธรณ์คำสั่ง‘ศาลฯ’!‘สรณ’โชว์หลักฐานใหม่‘ม.มหิดล’สู้คดีสละสิทธิ‘กสทช.’-ถกบอร์ดล่มรอบ 4
จับตา'บอร์ด'ถก 99 วาระ หลังศาลฯสั่งไม่รับฟ้องคดี'สรณ'ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยฯสละสิทธิ'กสทช.'
‘ศาลปค.’สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปม‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ถก‘บอร์ด’ล่มรอบสาม! -‘3 กสทช.’ไม่ร่วมประชุม-2 คนแจ้งลา ‘สรณ’ปัดหารือ‘นอกรอบ’ปมสละสิทธิฯ
ล่มรอบ2‘องค์ประชุม’ไม่ครบ! 4‘กสทช.’ไม่ร่วมถก‘บอร์ด’-‘สรณ’ชี้ไม่มีกม.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
'อนุทิน' ย้ำ ทูลเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' ทำตามกฎหมาย
ยังเป็น‘ปธ.กสทช.’! ‘สรณ’จ่อฟ้องศาลฯโต้แย้งอำนาจ‘คกก.สรรหาฯ’-ถกบอร์ดล่ม‘องค์ประชุม’ไม่ครบ
สมาคมทีวีฯ’ท้วง‘กสทช.’รอบคอบประชุมบอร์ด-ถกโรดแมปทีวีดิจิทัล หลัง‘สรณ’มีลักษณะต้องห้าม
'2 กูรู'กม.ภาครัฐ ชี้เป็นอำนาจ'นายกฯ'ดำเนินการต่อ หลัง'คกก.สรรหา'ชี้'สรณ'สละสิทธิ'กสทช.'
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(จบ)‘สรณ’เป็น‘ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ’ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา