“…คณะกรรมการสรรหา ได้เคยมีหนังสือเชิญเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหา โดยให้โอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนเป็นเวลากว่า 30 วันแล้ว แต่ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ไม่ใช้สิทธิที่จะโต้แย้งประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว และไม่แสดงพยามหลักฐานของตนแต่อย่างใด…”
..............................................
จากกรณีเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 และต่อมาวันที่ 21 ก.ค.2569 คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเห็นชอบคำวินิจฉัยฯในกรณีดังกล่าว นั้น (อ่านประกอบ : เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. จำนวน 19 หน้า โดยแบ่งการนำเสนอเป็น 2 ตอน โดยในตอนแรกนี้ จะเป็นนำเสนอคำวินิจฉัยในส่วนของ ‘อำนาจ’ ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่จะวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ได้หรือไม่ ดังนี้
@ปรากฎข้อเท็จจริง‘สรณ’ยังทำหน้ารักษา‘ผู้ป่วย’ถึง 12 เม.ย.65
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ด้วย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0405/ล2029 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2569 เรียน เลขาธิการวุฒิสภา เรื่อง ขอให้พิจารณาดำเนินการกรณีปัญหาคุณสมบัติของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธานกรรมการ กสทช.)
โดยสรุปข้อเท็จจริงตามหนังสือและสิ่งที่ส่งมาด้วย (สำเนาหนังสือสำนักงกงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ ด่วนที่สุด ที่ นร 0909/131 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568) ได้ว่า
คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช.
โดยอ้างอิงอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
เนื่องจากประเด็นดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า หน่วยงานหรือบุคคลใดมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้
ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือไปยังเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่ได้พิจารณาและมีความเห็นในประเด็นดังกล่าว ตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช.
โดยเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
บัญญัติให้ผู้ใด้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่า ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้น ต่อประธานวุฒิสภา ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และให้นำความในมาตรา 16 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ดังนั้น แม้ศาสตราจารย์คลินิก ส. จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 อันเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 18 บัญญัติไว้แล้ว ส่วนหนึ่ง
แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ศาสตราจารย์คลินิก ส. ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมา จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567
ซึ่งแม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่า ยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด
จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่า สละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย ตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่ จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิม ซึ่งจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 16 วรรคห้า ประกอบมาตรา 18 ต่อไป
และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไป ตามนัยมาตรา 15/1
ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นำผลการพิจารณาดังกล่าวข้างต้น กราบเรียนนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ส่งเรื่องให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
@วินิจฉัยองค์ประกอบ‘คกก.สรรหาฯ’เหลือ 5 คน-เกินกึ่งหนึ่ง
โดยที่มาตรา 14 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ได้กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้รับทราบความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1)
จากนั้นประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงได้มีดำริให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานัดประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เพื่อทราบและพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่มีความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวข้างต้นเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) ที่ต้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
ในคราวประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีกรรมการสรรหามาประชุมจำนวน 5 คน ประกอบด้วย (1) นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา (2) นายนภดล เทพพิทักษ์ กรรมการสรรหา (3) นางยุพินา ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหา
(4) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายวิทัย รัตนากร) กรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง (5) นายวิษณุ วรัญญากรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหา
ทั้งนี้ ก่อนที่จะพิจารณาประเด็นตามหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กลทช. (ชุดเดิม) จำนวน 7 คน ประกอบด้วย
1.นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ประธานกรรมการสรรหา
2.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน รองประธานกรรมการสรรหา
3.นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหา
4.นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสรรหา
5.นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสรรหา
6.ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ) กรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง
7.นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหา
โดยมีข้อพิจารณากรณี นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหา ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม)
ที่ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ด้วยเหตุครบวาระการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 233 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
และ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสรรหาในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ด้วยเหตุมีอายุเกิน 70 ปี
จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 216 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 และเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560
รวมทั้งกรณี นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยตำแหน่ง ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 ด้วยเหตุดำรงตำแหน่งครบวาระห้าปี
ตามมาตรา 28/18 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 จากนั้น ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แทนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพฒิ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
จึงมีประเด็นว่า กรรมการสรรรหากรรมการ กสทช. ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) จำนวน 3 คนดังกล่าว คือ นายณรงค์ รัฐอมฤต นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต และนายวิทัย รัตนากร จะมีสถานะหรือมีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) ตามมาตรา 14 ววรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่
อาศัยอำนาจตามมาตรา 15/1 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด แต่กรรมการสรรหาที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จะอยู่ในที่ประชุมในขณะพิจารณาและวินิจฉัยมิได้
ดังนั้น ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้เชิญนายวิทัย รัตนากร ที่มาเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในวันดังกล่าว ให้ออกจากห้องประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ก่อนการพิจารณา
จากนั้น ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่จำนวน 4 คน ประกอบด้วย (1) นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา (2) นายนภดล เทพพิทักษ์ กรรมการสรรหา (3) นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหา และ (4) นายวิษณุ วรัญญู กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหา ได้พิจารณาสถานะการเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเติม) ดังกล่าว ซึ่งปรากฎผลการลงมติ ดังนี้
1.การพิจารณาสถานะการเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) ของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 1 เสียง (เสียงข้างมาก ประกอบด้วย นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายวิษณุ วรัญญู เสียงข้างน้อย คือ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์) วินิจฉัยว่า
นายวิทัย รัตนากร มีสถานะเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) นี้ เนื่องจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยตำแหน่ง ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560
จากนั้น ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้เชิญนายวิทัย รัตนากร กลับเข้ามาในห้องประชุม จึงทำให้มีกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีจำนวน 5 คน
2.การพิจารณาคุณสมบัติการเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) ของนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน
ซึ่งคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เสียง (เสียงข้างมาก ประกอบด้วย นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล นายนภดล เทพพิทักษ์ นายวิทัย รัตนากร และนายวิษณุ วรัญญู เสียงข้างน้อย คือ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์) วินิจฉัยว่า
นายณรงค์ รัฐอมฤต ไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ตามนัยมติของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 1 (ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) เมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 ที่เคยมีมติในการพิจารณาสถานะของกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. รายนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะกรรมการสรรหา ว่า
หากนายณรงค์พ้นจากตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ด้วย โดยให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ประกอบด้วย กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่
ดังนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) จึงประกอบด้วย กรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จำนวน 5 คน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 14 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560
ที่กำหนดให้กรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาในตำแหน่งใดหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการสรรหาที่เหลืออยู่นั้น มีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่
@มติ 4 ต่อ 1 ‘คกก.สรรหา’มีอำนาจวินิจฉัยลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
ประเด็นที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนตามนัยมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๔ ของประธานกรรมการ กสทช. หรือไม่
คณะกรรมการสรรหา เห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาปัญหาการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด ตามควานมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๕๕๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2565
ประกอบกับบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 ที่มีความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไป ตามนัยมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงเห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนตามนัยมาตรา 15/1 ด้วยมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เสียง (เสียงข้างมาก ประกอบด้วย นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล นายนภดล เทพพิทักษ์ นายวิทัย รัตนากร และนายวิษณุ วรัญญู เสียงข้างน้อย คือ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์)
โดย นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย เห็นว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 วางหลักให้กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
โดยเห็นว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวสิ้นสุดลง เมื่อบุคคลนั้นได้รับการคัดเลือกซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. แม้ต่อมาปรากฏว่ามีกรณีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน
ก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งอีกเพราะพยานหลักฐานการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ไม่ได้ปรากฏอยู่ในขณะที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. คัดเลือก
ประกอบกับคณะกรรมการกรรมการ กสทช. มีลักษณะเป็นการชั่วคราว เมื่อได้สรรหากรรมการ กสทช. ครบถ้วนแล้ว การทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นอันยุติลง และเมื่อมีลักษณะเป็นการชั่วคราวแล้ว ก็ย่อมไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะใช้ในการแสวงหาหลักฐานเพื่อจะพิจารณาว่าผู้ได้รับการคัดเลือกผู้นั้นปกปิดหรือมีการกระทำ ซึ่งเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
@ไม่มี‘กก.สรรหาฯ’เป็นคู่กรณี‘สรณ’-ยกเว้น‘ยุพิน’ไม่กรอกข้อมูล
จากนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานสำหรับประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จำนวน 11 หน่วยงาน
ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และสำนักงาน กสทช.
รวมทั้งมีหนังสือเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จำนวน 2 คน ได้แก่ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
ในคราวประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ได้แถลงต่อที่ประชุมว่า ไม่สามารถร่วมประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) เพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ ต่อไปได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม)
ประกอบกับยังไม่มีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการของผู้มีหน้าที่และอำนาจว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) นี้ มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งของผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. หรือไม่ นางยุพิน จึงได้ขอออกจากที่ประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
จากนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน ได้พิจารณากรณีความไม่เป็นกลาง ซึ่งจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539เพื่อมิให้เกิดข้อครหาหรือความเคลือบแคลงสงสัยว่า การพิจารณาอาจกระทำโดยไม่เป็นกลาง และเป็นหลักประกันว่าการพิจารณาดำเนินการจะเป็นด้วยความเป็นธรรม
เนื่องจากเห็นว่า การพิจารณาวินิจฉัยหรือการมีคำสั่งใดๆ ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็น “เจ้าหน้าที่” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ผลการพิจารณาปรากฏว่า ไม่มีกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. คนใด เป็นคู่กรณีหรือมีความสัมพันธ์กับศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อันจะมีผลให้ไม่สามารถพิจารณาทางปกครองได้ ยกเว้นนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการสรรหา ที่ยังไม่ได้กรอกแบบแสดงความสัมพันธ์
@‘สรณ’แย้ง 4 ประเด็นชี้‘คกก.สรรหาฯ’ไม่มีอำนาจวินิจฉัยปมคุณสมบัติ
ในคราวประชุมเดียวกันนี้ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ได้รับจากหน่วยงานและบุคคลตามที่ได้เคยมีหนังสือขอข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน สำหรับประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา
รวมทั้งได้พิจารณาหนังสือแจ้งข้อมูล ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสรรหาได้รับจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกลุ่มบุคคลต่างๆ รวมจำนวน 4 กลุ่ม ซึ่งแสดงความประสงค์จะขอเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจจริง และสรรพเอกสาร โดยคณะกรรมการสรรหาได้อนุญาตให้กลุ่มบุคคลทั้ง 4 กลุ่มดังกล่าว เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ด้วย
นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เห็นว่า การพิจารณาจัดทำคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช เพื่อวินิจภัยว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่เห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงได้มีหนังสือไปยังหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สภามหาวิทยาลัยมหิดล และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อขอความอนุเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง
รวมถึงการขอให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจัดส่งเอกสารหรือรับรองเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนได้มีประกาศคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เพื่อเปิดรับรับข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช.
โดยหากบุคคลใดมีข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับประเด็นปัญหาคณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. ขอให้จัดส่งมายังประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ภายในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569
ต่อมา คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่ขอคัดค้านและโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. จำนวน 2 ฉบับ
ได้แก่ หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/23406 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เรียน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายวิทัย รัตนากร) และหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 10001/24257 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เรียน เลขาธิการวุฒิสภา
โดยหนังสือทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญทำนองเดียวกัน กล่าวคือ เป็นการคัดค้านและโต้แย้งมติการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 4 ประเด็น ดังนี้
1.โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนดหน้าที่และอำนาจไว้โดยเฉพาะ ซึ่งหมดหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว
2.ขอคัดค้านการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากไม่ใช่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิม
3.โต้แย้งและคัดค้านมติที่ประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 1/2569 วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม เฉพาะของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เท่านั้น
หากบุคคลนั้นได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. แล้ว คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ไม่มีอำนาจวินิจฉัย รวมทั้งไม่มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการกระทำตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
4.การดำเนินการรับเรื่องไว้พิจารณาของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียงคณะกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2564
นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ด่วนที่สุด ที่ ธปท. 3182/2569 และด่วนที่สุด ที่ ธปท. 3183/2569 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ขอให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. พิจารณาข้อคัดค้านและโต้แย้งของศาสตราจารย์คลินิกสรณข้างต้น
และขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาหารือไปยังสำนักงานคณคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และคุณสณสมบัติของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า อยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) หรือไม่
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาได้เคยมีมติวินิจฉัยไว้แล้วว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีฐานะเป็นกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยตำแหน่ง ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม)
ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด ตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งประเด็นการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหารายนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่อย่างใด
และคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (ชุดเดิม) มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาปัญหาการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งแล้ว ตามความในมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
@‘สรณ’ไม่ชี้แจง‘คกก.สรรหาฯ’-ทำหนังสือแย้ง‘ความเป็นกลาง’
โดยที่มาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้กำหนดให้ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงเห็นว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ในฐานะคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย รวมถึงแสดงพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ไปยังศาสตราจารย์คลินิกสรณ เพื่อชี้แจงข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในประเด็นอันเป็นสาระสำคัญของข้อโต้แย้งและคัดค้าน รวมถึงประเด็นอื่นๆ ตลอดจนแจ้งสิทธิ หน้าที่ และเชิญศาสตราจารย์คลินิกสรณ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหาในการประชุมครั้งที่ 3/2569 วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 (เชิญครั้งที่ 1)
นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหาหากรรมการ กสทช.ยังได้มีหนังสือเพิ่มเติมไปยังนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขอให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดล
ในคราวประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาหนังสือแจ้งข้อมูล ขอเท็จจริง เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. ที่ได้รับจากการเปิดรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง รวมจำนวน 9 ฉบับ
และรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง จากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และคณะ อดีตกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช.
ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้รับหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ อว 78/ล 764 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลแจ้งว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้หารือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทราบถึงแนวทางในการปฏิบัติและอยู่ระหว่างการพิจารณา
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จึงไม่สามารถมาให้ข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจสอบและรับรองเอกสารหลักฐานใดๆ ต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2567 ได้
ในส่วนของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ได้มีหนังสือสำนักงาน กสทช. ลับ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/28646 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เรียน ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เรื่อง ขอข้อมูลและเชิญเข้าร่วมประชุม โดยแจ้งว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ได้ และจะมีหนังสือชี้แจงรายละเอียดและข้อพิจารณาถึงคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. อีกครั้งหนึ่ง
ต่อมาศาสตราจารย์คลินิกสรณได้มีหนังสือเพิ่มเติมอีกหนึ่งฉบับ คือ สำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29407 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เรียน ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เรื่อง ขอคัดค้านความไม่เป็นกลางและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรสรรหากรรมการ กสทช.
โดยศาสตราจารย์คลินิกสรณแจ้งว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีเหตุไม่เป็นกลางตามมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 การดำเนินการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช มีสภาพร้ายแรง อันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง
และคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยกระจายเสียง วิทยโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
ต่อกรณีดังกล่าว ในคราวประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการสรรหาเห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. พิจารณาเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว
และยังคงยืนยันว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อเชิญศาสตราจารย์คลินิกสรณ เข้าร่วมประชุมในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงไม่สะดวกในวันและเวลาดังกล่าว ขอให้กำหนดช่วงเวลาที่สะดวก (ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569)
เพื่อให้คณะผู้แทนของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เข้าพบ เพื่อรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง แทนการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (เชิญครั้งที่ 2)
อีกทั้งแจ้งว่า หนังสือฉบับดังกล่าวข้างต้นจะเป็นการขอข้อมูลและเชิญเข้าร่วมประชุมครั้งสุดท้าย หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงไม่ให้ความร่วมมือแก่คณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ในการจัดส่งคำชี้แจงและพยานหลักฐาน หรือไม่เข้าร่วมประชุม หรือไม่ให้เข้าพบเพื่อรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริง จนเป็นเหตุให้การพิจารณาทางปกครองของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ต้องล่าช้าออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ก็จำเป็นต้องดำเนินการจัดทำคำสั่งทางปกครองต่อไป ตามหน้าที่และอำนาจ โดยมิอาจรอการพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นใด ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในคำชี้แจง พยานหลักฐาน หรือถ้อยคำของศาสตราจารย์คลินิกสรณได้อีกต่อไป ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ทั้งนี้ เนื่องจากศาสตราจารย์คลินิกสรณ มีหน้าที่และได้รับโอกาสอันสมสมควรแล้ว ในการชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มาโดยตลอด
@‘บอร์ดสรรหาฯ’ยืนยัน‘มติเดิม’เป็นกลาง-มีอำนาจวินิจฉัยปมคุณสมบัติ
ในคราวประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ที่ สทช 1001/29407 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่คัดค้านความไม่เป็นกลางและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.แล้ว
เห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กลทช ได้เคยพิจารณาความไม่เป็นกลาง ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2569 วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งการโต้แย้งเกี่ยวกับสภาพความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการสรรหากรรมการ. กสทช. ในฐานะเจ้าหน้าหน้าที่ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น
จะต้องเป็นการบรรยายถึงเหตุคัดค้านสภาพความไม่เป็นกลาง เช่น การเป็นคู่สมรส ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ ดังนั้น การที่ศาสตราจารย์คลินิกสรณกล่าวอ้างและมีหนังสือไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาและดำเนินการให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ยุติการดำเนินการ
และคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. อยู่ในฐานะคู่กรณีตามมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยแจ้งการคัดค้านดังกล่าวมายังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. นั้น ไม่เป็นการโต้แย้งคัดค้านเกี่ยวกับสภาพความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
และประเด็นหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม หรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนตามนัยมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 ของประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569
อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์คลินิกสรณ มิได้มาเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เพื่อชี้แจงหรือโต้แย้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย รวมถึงแสดงพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ตามที่คณะกรรมการสรรหาได้เคยมีหนังสือเชิญเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหา โดยให้โอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนเป็นเวลากว่า 30 วันแล้ว แต่ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ไม่ใช้สิทธิที่จะโต้แย้งประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว และไม่แสดงพยามหลักฐานของตนแต่อย่างใด
ในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนจบ สำนักข่าวอิศราจะขอนำเสนอคำวินิจฉัยเกี่ยวกับพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็น โปรดติดตาม!
อ่านประกอบ :
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา