“…ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) จึงมีอำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ในการพิจารณาในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้แสดงหลักฐานว่าได้ลาออก หรือแสดงหลักฐานแล้ว แต่ยังฝ่าฝืนบทบัญญัติของมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ที่เป็นบทบัญญัติในลักษณะที่เป็นเงื่อนไข ก่อนการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ ดังนั้น ข้อกล่าวอ้าวผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้…”
..........................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2559 ซึ่งเป็นคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้อง คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง
โดยขอให้ศาลฯ มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยเร่งด่วน
และศาลฯได้พิพากษายกฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ชอบด้วยกฎหมาย และการขาดคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล นั้น (อ่านประกอบ : มีลักษณะต้องห้าม! ‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีนี้ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ตอน โดยในตอนแรกนี้ จะเป็นการนำเสนอคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางในประเด็นที่ว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจในการวินิจฉัยกรณี ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช. หรือไม่ ดังนี้
@กม.มิได้กำหนดช่วงเวลาในการ‘วินิจฉัย’ของ‘กรรมการสรรหาฯ’
ศาลได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลในการวินิจฉัย ดังนี้
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ที่ 952/2569 วินิจฉัยว่าคดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
โดยกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและเงื่อนไขการฟ้องคดีอีก
สำหรับประเด็นที่เป็นเนื้อหาของคดี คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ โทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดี (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี ด้วยเหตุหลายประการ
กรณีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้รับการสรรหาและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทพ. แล้วหรือไม่ ดังนี้
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี เพราะอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
กระบวนการให้ผู้ฟ้องคดี พ้นจากตำแหน่งย่อมต้องผ่านวุฒิสภา เทียบเคียงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 16/2555 รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 135/2544
และผู้ถูกฟ้องคดี ได้ออกระเบียบคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่อง เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา หรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2564
ซึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดี มีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เท่านั้น
ประกอบกับมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้บัญญัติเหตุพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. โดยแยก (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 กับ (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า เหตุพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 8 มิใช่ส่วนหนึ่งของการวินิจฉัยปัญหาขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ที่อยู่ในกรอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี นั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า... เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างที่ผู้ฟ้องคดี (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี กรณีที่ผู้ฟ้องคดียังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน
โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมา จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 อันเป็นช่วงเวลา ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งอาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564
และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่า ยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้น ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ตามประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564
จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่า สละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก
ซึ่งมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น โดยมิได้กำหนดช่วงเวลาในการวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ไว้แต่อย่างใด
และเมื่อเหตุในคดีนี้ เกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่า อำนาจในการพิจารณาหรือวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของผู้ถูกฟ้องคดี ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว กระบวนการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งย่อมต้องผ่านวุฒิสภา จึงไม่อาจรับฟังได้
@ยกมาตรา 15/1 ชี้คำวินิจฉัยของ‘คกก.สรรหา’ให้เป็นที่สุด
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 นั้น
เห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 วรรคห้า ประกอบมาตรา 207 วรรคหนึ่ง (2) หรือไม่
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 16/2555 เป็นคำวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ตาม พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 ว่า คณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อทำหน้าที่เฉพาะในการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เมื่อการสรรหาเสร็จสิ้นในครั้งใด ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง ซึ่งมีประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคดีนี้
และเป็นคำวินิจฉัยที่มีมาก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในปี พ.ศ.2560 ปี พ.ศ.2562 และปี พ.ศ.2564 ที่มีการแก้ไขในเรื่องการได้มาซึ่งรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช.โดยวิธีการสรรหา
ซึ่งในปี พ.ศ.2564 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 15/1 ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นผู้วินิจฉัยในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
ดังนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผู้ฟ้องคดีอ้างดังกล่าว จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ ข้อกล่าวอ้างในส่วนนี้ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
สำหรับกรณีที่ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดี (ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) มีคำร้องคัดค้านความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาตามบันทึก ลับ เรื่องที่เสร็จที่ 1005-1006/2568 เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังกล่าวอ้างว่า ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 135/2544 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาและคณะอนุกรรมการตาม พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 นั้น
เห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 135/2544 ก็เป็นการพิจารณาตาม พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 อันเป็นการพิจารณาและให้ความเห็นจากกฎหมายคนละฉบับกัน จึงไม่อาจนำความเห็นทางกฎหมายทั้งสองฉบับมาเทียบเคียงกันได้
@‘กก.สรรหาฯ’มีอำนาจวินิจฉัยปม‘สรณ’มีลักษณะต้องห้าม
ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือชี้แจงต่อศาลว่า ขอคัดค้านความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ตามบันทึก ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 ซึ่งมีนายประสพสุข บุญเดช เป็นหนึ่งในคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประจำ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง ของพลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ซึ่งเป็นคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกับผู้ฟ้องคดี ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นกลาง นั้น
เห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองตามนิยามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับหลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด อีกทั้งมิใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดี ข้อกล่าวอ้างในส่วนนี้ของผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจรับฟังได้
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดี ได้ออกระเบียบคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2564 มาใช้บังคับกับกรณีวินิจฉัยเฉพาะคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา 6 และมาตรา 7 เท่านั้น
เห็นว่า การที่ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเพียง 4 มาตรา ซึ่งประกอบด้วยมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 14/1 และมาตรา 14/2 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลี่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 เป็นกระบวนการสรรหา
เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 มาตรา 14/1 และมาตรา 14/2 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ปรากฏ และตรวจสอบได้ตั้งแต่ชั้นรับสมัครหรือชั้นการคัดเลือกของผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดวิธีปฏิบัติไว้เป็นการเฉพาะ
ในขณะที่ปัญหาตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน เป็นเรื่องซึ่งโดยสภาพจะปรากฏหรือมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่ผู้ได้รับการคัดเลือกอยู่ระหว่างดำเนินการแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ข้างต้น
ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อเนื่องที่ยังอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 ที่บัญญัติในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) จึงมีอำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ในการพิจารณาในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้แสดงหลักฐานว่าได้ลาออก หรือแสดงหลักฐานแล้ว แต่ยังฝ่าฝืนบทบัญญัติของมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ที่เป็นบทบัญญัติในลักษณะที่เป็นเงื่อนไข ก่อนการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ ดังนั้น ข้อกล่าวอ้าวผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
@ตีตกข้ออ้าง‘กรรมการสรรหาฯ’ไม่เป็นกลาง-มีส่วนได้เสีย
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีใด้มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี เกี่ยวกับความไม่เป็นกลางของผู้ถูกฟ้องคดี เนื่องจากเป็นคู่กรณีของผู้ฟ้องคดีในการวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 13 (1) ถึง (6) และมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยหลักความเป็นกลางหรือหลักไม่มีส่วนได้เสียในฐานะ และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะทำการพิจารณาทางปกครองกับคู่กรณี
โดยที่มาตรา 13 เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำการพิจารณาทางปกครอง มีลักษณะต้องห้าม เนื่องจากเป็นคู่กรณีเองหรือมีความสัมพันธ์ตามที่กฎหมายกำหนดในการพิจารณาทางปกครอง และย่อมต้องปรากฏว่าเจ้าหน้าที่นั้น มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิหรือหน้าที่ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องอันวัตถุแห่งการพิจารณาทางปกครองนั้น
โดยบทบัญญัติดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และป้องกันไม่ให้คำสั่งทางปกครองที่ออกมานั้น เกิดความเคลือบแคลงสงสัยหรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
ส่วนการที่จะถือว่าผู้ถูกฟ้องคดี ขาดความเป็นกลางตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะต้องปรากฎข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่นที่มีลักษณะเป็นสภาพร้ายแรง อันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง มิใช่เพียงเพราะผู้ถูกฟ้องคดีเคยโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี ในการวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี
เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว และเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด ข้อกล่าวอ้างในส่วนนี้ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
@‘กก.’ประชุม 4 คน‘ครบองค์ประชุม’-มีอำนาจวินิจฉัยปมคุณสมบัติ
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการวินิจฉัยประเด็นเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ครบองค์ประชุมและนำผู้ที่ไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมเข้าร่วมนับองค์ประชุมและร่วมลงคะแนนเสียง อีกทั้ง นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา กสทช. มีอายุ 70 ปี 8 เดือน (เกิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2498) ในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ดังนั้น องค์ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีจึงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด ทั้งยังเป็นการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการสรรหา กสทช. แล้ว จึงไม่มีอำนาจตามมาตรา 15/1 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 7 ก (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 นั้น
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า …เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิม คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีทั้งหมด 7 คน โดยที่นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ด้วยเหตุครบวาระการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 233 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต กรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม ได้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ด้วยเหตุมีอายุเกิน 70 ปี จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 และเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหา กสทช. จึงขาดคุณสมบัติจำนวน 2 คน คงเหลือ คณะกรรมการสรรหา กสทช. จำนวน 5 คน
สำหรับกรณีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน เมื่อนายวิทัย รัตนากร ได้รับมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แทนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายวิทัย รัตนากร จึงมีสถานะเป็นกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม โดยผลของกฎหมาย
และเมื่อปรากฏว่า ในการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ครั้งที่ 8/2564 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีกรรมการสรรหาเข้าร่วมประชุมจำนวน 5 คนได้แก่
(1) นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ประธานกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด และยังไม่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2568 เนื่องจากเกิดหลังเดือนตุลาคม และกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุของคณะกรรมการสรรหาไว้ จึงไม่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการสรรหา กสทช. ตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี
(2) นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหา (3) นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสรรหา
(4) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง และ (5) นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหา
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหา กสทช. ดังกล่าวจึงไม่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการสรรหา กสทช.
แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เมื่อรวมจำนวนกรรมการที่มาประชุมจำนวน 4 คน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด 7 คน ถือว่าครบองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา กสทช.
จึงเป็นองค์ประชุมที่อำนาจพิจารณาวินิจฉัยประเด็นเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา 14 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่อาจรับฟังได้
โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านประกอบ :
มีลักษณะต้องห้าม! ‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’
มีลักษณะต้องห้าม!‘ศาลปค.’ยกฟ้องคดี‘สรณ’ขอเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปมสละสิทธิ‘กสทช.’
‘ศาลปค.’นัดอ่านคำพิพากษาคดี‘สรณ’ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยคกก.สรรหาฯปมสละสิทธิ‘กสทช.’25 ก.ย.
ประชุมบอร์ด‘กสทช.’ล่มครั้งที่ 11 ‘สรณ’วอนเลิก‘ทิฐิ’-‘พิรงรอง’ถามทำไมลุกจากเก้าอี้ไม่ได้
‘3 กสทช.’ร่อนหนังสือนัด‘3 กรรมการ’ร่วมประชุม‘บอร์ด’ หาแนวทางผลักดันงาน-พิจารณา‘วาระค้าง’
ประชุม‘บอร์ด’ล่มครั้ง 10! ‘3 กสทช.’ย้ำพร้อมร่วมประชุมที่ชอบด้วยกม.-‘สรณ’นัดใหม่ 16 ก.ย.
ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มซ้ำซากครั้งที่ 9 ‘สรณ’นัดประชุมใหม่ 10 ก.ย.-วาระค้างพิจารณา 193 เรื่อง
‘ธนพันธุ์’จี้‘รักษาการเลขาฯ’จัดประชุมบอร์ดเฉพาะ 6‘กสทช.’หากเพิกเฉย-ส่อละเว้นปฏิบัติหน้าที่
'สำนักงาน กสทช.'แพร่ข่าว'ขออภัย'ให้ข้อมูลปม'ศาลปค.สูงสุด'สั่งรับฟ้องคดีสรณ'คลาดเคลื่อน'
‘ปกรณ์’ชี้‘คำสั่งทางปค.’มีผลอยู่ เว้นแต่มีการ’ทุเลาบังคับฯ’ หลัง‘ศาลฯ’รับฟ้องคดี‘สรณ’
ฝ่าฝืนกม.! ‘สำนักงานศาลฯ’ชี้‘สนง.กสทช.’แพร่ข่าวคำสั่งรับฟ้องคดี‘สรณ’ไม่ตรงความเป็นจริง
‘ปธ.’ติดภารกิจ-‘กก.’ไม่เข้า! ถก‘บอร์ด’ล่มครั้งที่ 8-‘3 กสทช.’ร่อนหนังสือฯขอประชุม 6 คน
‘สรณ’แถลงร้อง‘บอร์ด’ร่วมประชุม หลังศาลฯรับฟ้องคดีสละสิทธิ‘กสทช.’-‘ธนพันธ์ุ’ยันจุดยืนเดิม
‘คำวินิจฉัยฯ’เป็นเหตุให้‘พ้นตำแหน่ง’! ‘ศาลปค.สูงสุด’สั่งรับฟ้องคดี‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ค้างพิจารณา 171 วาระ! ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มครั้ง 7-ศาลฯงดอ่านคำสั่งคดี‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง
ถก‘บอร์ด กสทช.’ล่มครั้ง 6! ‘พิรงรอง’ย้ำพร้อมประชุมแบบชอบด้วยกม.-วาระค้างพิจารณา 136 เรื่อง
ประชุมบอร์ด‘กสทช.’ล่มรอบ 5! ‘สรณ’ย้ำไม่ได้ทำอะไรขัดกม.-‘พิรงรอง’ไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ
คำร้อง‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง(จบ) อ้างข้อเท็จจริงใหม่มิใช่‘พนักงานรัฐ’-ชี้ผลกระทบ 6 ประเด็น
คำร้อง‘สรณ’อุทธรณ์ไม่รับฟ้อง(1) ‘คำวินิจฉัย’สละสิทธิ‘กสทช.’ก่อเสียหาย-ไม่ต้องรอผล‘สุดท้าย’
'อนุทิน' เผย ทูลเกล้าฯ ขอให้โปรดเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' แล้ว-'ปกรณ์' ชี้ ไม่กระทบงานที่ทำไป
อุทธรณ์คำสั่ง‘ศาลฯ’!‘สรณ’โชว์หลักฐานใหม่‘ม.มหิดล’สู้คดีสละสิทธิ‘กสทช.’-ถกบอร์ดล่มรอบ 4
จับตา'บอร์ด'ถก 99 วาระ หลังศาลฯสั่งไม่รับฟ้องคดี'สรณ'ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยฯสละสิทธิ'กสทช.'
‘ศาลปค.’สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีเพิกถอนคำวินิจฉัย‘คกก.สรรหาฯ’ปม‘สรณ’สละสิทธิ‘กสทช.’
ถก‘บอร์ด’ล่มรอบสาม! -‘3 กสทช.’ไม่ร่วมประชุม-2 คนแจ้งลา ‘สรณ’ปัดหารือ‘นอกรอบ’ปมสละสิทธิฯ
ล่มรอบ2‘องค์ประชุม’ไม่ครบ! 4‘กสทช.’ไม่ร่วมถก‘บอร์ด’-‘สรณ’ชี้ไม่มีกม.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
'อนุทิน' ย้ำ ทูลเกล้าฯ 'สรณ' พ้น 'ประธานกสทช.' ทำตามกฎหมาย
ยังเป็น‘ปธ.กสทช.’! ‘สรณ’จ่อฟ้องศาลฯโต้แย้งอำนาจ‘คกก.สรรหาฯ’-ถกบอร์ดล่ม‘องค์ประชุม’ไม่ครบ
สมาคมทีวีฯ’ท้วง‘กสทช.’รอบคอบประชุมบอร์ด-ถกโรดแมปทีวีดิจิทัล หลัง‘สรณ’มีลักษณะต้องห้าม
'2 กูรู'กม.ภาครัฐ ชี้เป็นอำนาจ'นายกฯ'ดำเนินการต่อ หลัง'คกก.สรรหา'ชี้'สรณ'สละสิทธิ'กสทช.'
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(จบ)‘สรณ’เป็น‘ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ’ มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา