
'อภิสิทธิ์' ชี้ กลไกแทรกแซงครบวงจร มีกลุ่มคนวางแผนยึดวุฒิสภา-ส่งคนเข้านั่งองค์กรอิสระ จุดพลุ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่-โอกาสทอง ขั้นต่ำ แก้ไขเพิ่มเติมที่มาองค์กรอิสระ-สว. เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
สำนักข่าวอิศรา (www.isaranews.org) รายงานว่า วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เป็นผู้ร่วมเสวนา
ก่อนการเสวนานายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ในฐานะ กมธ.กิจการศาลฯ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ ว่า การเสวนาในวันนี้ทั้งหมด อาจจะพูดถึงองค์กรอิสะ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ ความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย คือ หลักความรับผิดชอบของนักการเมือง เพราะไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในประเทศที่ใช้ระบอบรัฐสภา หลักความรับผิดชอบไปอยู่ที่รัฐสภาและศาลยุติธรรม ซึ่งในขณะที่ไทยนำรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภามานั้น ประเพณีหรือวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับหลักความผิดชอบลืมเอามาด้วยในต่างประเทศไม่มีองค์กรอิสระ แต่ได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบตลอดเวลา สส. รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี
“กลไกคือ เมื่อสังคมทราบ หรือเริ่มตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล หลายกรณีเจ้าตัวแสดงความรับผิดชอบตั้งแต่ต้น หรือ พรรคที่สังกัดจัดการ พรรคที่นายกฯสังกัดบอกพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่ระบบพรรคการเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ กล้าพูดได้ว่า เกือบทุกพรรคยังมีลักษณะของพรรคที่มีเจ้าของ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว หลังผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พฤษภาฯ 35 เริ่มมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการประชาธิปไตย แต่ตั้งแต่ปี 35 หลังจากนั้นไม่กี่ปี สังคมเริ่มมีเสียงบ่นออกมาว่า ได้กลไกนี้มา แต่ใช้ไปในลักษณะเสียงข้างมากลากไป คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีนักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายการเมืองทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปทั้งหมด กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่า สามารถไปครอบงำการจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ หน่วยงาน ปปป.เป็นกลไกหนึ่งในระบบราชการ
“วันนี้เกิดวิกฤตศรัทธา มีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่า ก็โละทิ้งมันไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้น มีกลไกองค์กรอิสระเข้ามา ช่วงแรก กองเชียร์เยอะมาและเห็นผล ป.ป.ช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่คนแรกก็เลขาธิการพรรคผม (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) กกต.แจกใบเหลือเป็นว่าเล่น ไม่พอไปแก้ไขกฎหมายให้มีใบแดงได้ ทุกคนมีความหวัง”นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า
“เสร็จแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น นักการเมืองไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ กรณีรัฐธรรมนูญปี 40 เชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ความหวังในเชิงอุดมคติว่า ทำระบบการเลือกตั้งโดยตรงแล้วจะปลอดจากการเมือง หรือ เข้ามาแล้วจะปลอดจากการเมือง พิสูจน์แล้วว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการเข้าไปแทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 50 พยายามแก้ไขในเรื่องนี้ โดยมองว่า ปัญหาการแทรกแซงวุฒิสภา คือ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบ ‘วุฒิสภาลูกผสม’ (เลือกตั้ง+สรรหา) ขึ้นมา ดูเหมือนลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดยังไม่พ้นข้อครหาเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ
“พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันนี้ไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะว่านอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหาร (คสช.) เข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว เตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเอง และเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นได้เอง และมาต่อเนื่องด้วยการทำระบบการเลือกสว. ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก เพราะไม่เชื่อว่าจะมีที่ไหนใช้ และในที่สุด กลไกการแทรกแซงวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่า ครบวงจร สามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภา เพื่อที่จะสามารถเป็นผู้ที่ส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เข้าไปมีอำนาจในฝ่ายบริหาร ความครบวงจรก็เกิดขึ้น ที่มาของปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระ คือ หัวใจ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นอกเหนือจากปัญหาที่มาถูกยึดกุมและการแทรกแซงแล้ว ปัญหาใหม่ คือ การขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมการตรวจองค์กรอิสระจากภายนอกเป็นเรื่องยากมาก องค์กรอิสระกลายเป็นกล่องดำ มีคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาได้ มีองค์กรที่สามารถวินิจฉัยเหมือนจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่วันนี้ต้องมาพูดในหัวข้อเรื่องวิกฤตศรัทธา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางออกคือ ถ้ามีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แน่นอนว่าเป็นโอกาสทองที่จะทบทวนเรื่องนี้ แต่เรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระเพื่อเข้ามาตรวจการใช้อำนาจของนักการเมือง ตราบเท่าที่นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไม่สามารถสร้างความศรัทธาหรือความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้

“แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีอุปสรรคมากมาย ทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติสองส่วน ประกอบด้วย หนึ่ง ที่มาขององค์กรอิสระ สอง ที่มาของวุฒิสภา ซึ่งคาดการณ์ว่า ยังต้องเป็นองค์กรที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้คัดสรรองค์กรอิสระ และสาม กลไกใดที่บิดเบี้ยว เช่น กรณีรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มาสร้างอุปสรรคในการตรวจสอบการทำงานของป.ป.ช. เพราะประธานสภาฯสามารถใช้ดุลพินิจไม่ส่งศาลยุติธรรมได้ ซึ่งเป็นการตัดช่องทางในการตรวจสอบ อย่างน้อยที่สุดรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ตรากกฎหมายหรือทำอะไรได้บ้างในการทำให้กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระสามารถถูกตรวจสอบและโปร่งใสมากขึ้นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา”นายอภิสิทธิกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา