
3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงทัศนะวิกฤติการเมืองต่อระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล โดยเฉพาะกรณีฮั้วสว. 'ชัยธวัช' ย้อนหลังสืบสาแหรกจากคสช.สู่ระบอบสีน้ำเงิน ‘อภิสิทธิ์’ ห่วงกกต.ตัดสินคดีฮั้วสว.อาจไม่ฟันใคร มองไกลลามเลยสู่การฮั้วสสร.ขณะที่ ‘ชลน่าน’ ห่วงต่อไปผลงานอาจไม่สะท้อนการทำงานมากเท่าการจัดตั้งเครือข่ายขุมกำลังผ่านกระแส-กระสุน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน: “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่ สังคมต้องการคำตอบ” จัดที่อาคารรัฐสภา ช่วงการเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความ เชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไก ตรวจสอบถ่วงดุล” โดย 3 อดีตผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
@ชัยธวัช: ระบอบสืบทอดจากยุคคสช.สู่ระบอบสีน้ำเงิน
นายชัยธวัช กล่าวว่า ความกังวลนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่ง สว. ดังกล่าวมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการพูดประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่าในอดีต แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากจะพูดเรื่องการโกง สว. หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิกฤต สว. กกต. และ ป.ป.ช. จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในบริบทของพัฒนาการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน
หากถามว่าคดีโกง สว. ทำให้เกิดความกังวลหรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่เพียงกังวลแง่นี้ แต่ยังกังวลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเกือบจะเกิดวิกฤตในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา
นายชัยธวัชกล่าวถึงองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจว่า องค์กรลักษณะดังกล่าวควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่เห็นว่าองค์กรอิสระ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกเพื่อเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน
ยกตัวอย่าง ป.ป.ช. การเลือกฟ้องนักการเมืองคนใดขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นบุคคลดังกล่าวยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากลองไปถามอดีต สส. ในพรรคพลังประชารัฐหลายคนว่าเคยถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร ก็จะเห็นภาพดังกล่าว และเมื่อวันหนึ่งไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีต่างๆ ก็อาจจะเริ่มกลับมาเดินใหม่ กลไกเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมและกำกับ โดยใครที่เชื่องก็จะรอดและรอไปก่อน ส่วนใครที่ไม่เชื่องก็จะถูกจัดการ
ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ใครเชื่องก็รอด ส่วนใครไม่เชื่องก็จะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรค สำหรับ สว.นั้นปัจจุบัน สว. ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ สว. ก็ยังถือว่าเป็นแกนกลางของกลไกกำกับและควบคุมอำนาจของประชาชนภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพัฒนาการครั้งล่าสุดของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร
นายชัยธวัชกล่าวว่า สว. เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเข้ามาเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรใด และมีบทบาทมากกว่านั้น เนื่องจากยังมีองค์กรที่มีกระบวนการแต่งตั้งอื่นๆ อีก เช่น อัยการ และประธานศาลปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากของกลไกดังกล่าว และหน้าที่อีกประการหนึ่งของ สว. คือการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ
หากมองกลุ่มองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง สว. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวเอาไว้ต่อไป และมีการใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ถึงขนาดบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน”
กรณี สว. หากไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมาก
นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า ปัญหาคือสังคมถูกทำให้เชื่อและรู้สึกว่า สว. เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบบรัฐสภาไทย และเป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทย ทั้งที่ไม่ได้มองเช่นนั้น โดย สว. ในรูปแบบที่คนไทยรู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2490 และถูกตั้งใจให้เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบค่อนข้างชัดว่า มีความตั้งใจให้มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นายชัยธวัชฝากคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะคำอธิบายของ กกต. ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. โดย ชัยธวัช ไม่เข้าใจว่าเหตุผลดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร สาเหตุที่ในวันนี้มีคนกล้านำเอกสาร พยาน และหลักฐานออกมาเปิดเผย เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลืออยู่กับ กกต. แล้ว
หาก กกต. ต้องการไม่ให้มีใครนำเอกสารและหลักฐานออกมาเปิดเผย ในวันที่ 14 กันยายน ก็ควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเหตุที่การดำเนินการถูกเลื่อนออกไปนั้น กกต. ระบุว่าต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 14 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบด้วย เพราะเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น

ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล
@อภิสิทธิ์: ห่วงคดีฮั้วสว. มองไกลฮั้วสสร.
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความกังวลอย่างมากต่อสภาพบ้านเมืองและระบบการเมือง ปัญหาปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงในสภา เพราะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลจำนวนมากถูกนำไปไว้นอกสภาผ่านองค์กรอิสระ โดยมีวุฒิสภาเป็นกลไกเชื่อมโยง ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหามาทุกยุค จากองค์กรที่ควรเป็นกลางกลับถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง และอาจพัฒนาเป็นเครือข่ายที่ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม แม้จะกังวลต่อสภาพบ้านเมือง แต่ไม่กังวลกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะที่ผ่านมาเคยเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่เสียเปรียบ ทั้งการต่อสู้กับ กกต. ป.ป.ช. และตำรวจ แต่ท้ายที่สุดยังสามารถนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้ แม้ครั้งที่หนึ่งไม่ได้ผล ครั้งที่สองยังไม่ได้ผล แต่ถึงที่สุดผมยังเชื่อว่าไม่มีใครจะยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่กับความไม่ถูกต้อง”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในอดีตเครื่องมือสื่อสารส่วนใหญ่อยู่ในมือรัฐบาล ทำให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจต่อสังคมได้ง่าย ดังนั้น หน้าที่ฝ่ายค้านคือใช้เวทีรัฐสภาและความสามารถทั้งหมดทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริง
“ถ้ารัฐบาลบอกว่าแมวเป็นหมา หน้าที่ฝ่ายค้านคือต้องทำให้คนเห็นว่าจริงๆ แล้วมันคือแมว เราต้องทำให้ประชาชนเห็นความจริงว่า “มันคือแมว” เพราะการเมืองต้องอยู่บนข้อเท็จจริง“นายอภิสิทธิ์กล่าว
กรณี “ฮั้ว สว.” และแนวทางหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินคดี แต่ทำหน้าที่คล้ายการไต่สวนมูลฟ้อง หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำผิด ก็ควรส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 เรื่องที่เป็นบททดสอบสำคัญว่ากลไกตรวจสอบจะสามารถตรวจสอบทุกคนได้จริงหรือไม่
เรื่องแรกคือกรณีขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ที่พิจารณาคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น ไปยังศาลฎีกา ซึ่งผ่านมากว่า 83 วันแล้ว โดยประธานรัฐสภาชี้แจงว่าได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ส่วนกรณี “ฮั้ว สว.” นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความหวั่นไหวกับกระแสข่าวที่ว่ามีการ “เลี้ยงฉลองล่วงหน้า” โดยเชื่อว่าวันที่ 14 ก.ย. จะรอดพ้นกันทั้งหมด พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาคำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ของ กกต.
นายอภิสิทธิ์ยกคำพูดของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยเตือนผู้สมัครก่อนการเลือก สว. ถึงอันตรายของการฮั้ว พร้อมอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณีในปี 2568 ซึ่ง แม้เพียงมีบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ในลักษณะแลกเปลี่ยนคะแนน หรือมีการแลกคะแนนกัน ก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
นายอภิสิทธิ์จึงตั้งคำถามว่า เมื่อ กกต.เคยมีบรรทัดฐานและส่งคดีไปถึงศาลจนศาลวินิจฉัยว่ามีความผิด เหตุใดกรณีที่มีพฤติการณ์หนักและถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการ จึงจะไม่ถูกส่งให้ศาลพิจารณา
“ถ้าใครคิดว่าวันที่14 จบไม่จบหรอกครับ ถ้ากกต.จะพยายามทำให้เรื่องนี้หายไปแล้วบอกว่าจบ มันยังมีข้อมูลอีกเยอะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ และส่งให้ กกต. แต่ กกต.ไม่รับ และจะมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลัง อีกมากมาย ซึ่งกกต. จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลพินิจเพียงแค่หา“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับตัวท่าน เรื่องของท่านไม่จบแน่ เพราะถ้าท่านจะส่งแค่กรณีที่เคยเห็นได้ชัดว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อ เราก็ต้องดำเนินการกับท่านตามสิทธิ์ที่ทางกฎหมาย“
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์สนับสนุนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่เตือนให้ระวังการเกิด “ฮั้ว สสร.” ซึ่งอาจลึกและรุนแรงกว่า “ฮั้ว สว.” หากมีการเข้าไปเขียนกติกาใหม่เพื่อรับรองโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่
นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ระหว่างเดินหน้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราควบคู่กัน โดยเฉพาะเรื่องวุฒิสภาและองค์กรอิสระ พร้อมดึงภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อปรับระบบตรวจสอบให้สามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจได้อย่างแท้จริง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
@ชลน่าน ศรีแก้ว : ห่วงโจรขมองเพชร
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กล่าวว่า เหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมเวทีในครั้งนี้ว่า แม้ตนเองจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การมาร่วมงานได้รับความเห็นชอบจากพรรคแล้ว และมาในฐานะราษฎรเต็มขั้นที่มีประสบการณ์ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน
นพ.ชลน่านระบุว่า มีความคุ้นเคยกับทีมงานกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอดีตผู้บริหารกลุ่มงานที่เกษียณอายุไปแล้วแต่ยังมาช่วยงาน รวมถึงได้รับการประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งประเด็นที่พูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของระบบและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า วิกฤตความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องเผชิญ โดยผลการวิจัยสะท้อนชัดเจนว่าความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับ ซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือคำถามจากสังคมว่า "บ้านเมืองจะไปไหวหรือไม่" โดยตนเองมองว่าความยั่งยืนของการเมืองวัดได้จากคนรุ่นลูกหลานในอีก 50 ปีข้างหน้า หากคนรุ่นหลังไม่ก่นด่าว่าบรรพบุรุษทำบ้านเมืองเสียหาย แต่สามารถอยู่ได้อย่างมีอิสระเสรีภาพและมีความสุข นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งนี้ การเข้าสู่เวทีของตนในวันนี้หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้โลกการเมืองมากขึ้น ว่าแม้จะอยู่ต่างฝ่ายแต่ก็สามารถเปิดกว้างแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ ซึ่งต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ปิดกั้นและเข้าใจในบทบาทการมาร่วมเวทีตรวจสอบถ่วงดุลครั้งนี้
ในส่วนของกลไกการตรวจสอบ นพ.ชลน่านระบุว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมีความเป็นอิสระแต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลกันได้เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอยู่รอด ข้อกังวลที่สำคัญที่สุดคือหากกลไกการใช้และการตรวจสอบอำนาจรัฐไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ระบอบการปกครองอาจล่มสลายได้
วิกฤตความเชื่อมั่นกับระบบที่อ่อนแอนั้นส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเหมือนไก่กับไข่ เมื่อระบบตรวจสอบถูกทำให้อ่อนแอเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ลดลงจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา และสุดท้ายวิกฤตนี้จะถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำทั้งระบบ โดยเฉพาะการทำให้กระบวนการตัดสินทุกอย่างจบลงด้วยความยุติธรรมและเป็นธรรมตามตัวบทกฎหมาย
"มิติทางการเมือง ความเชื่อคือความจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง ยกตัวอย่างสมมุติ ท่านอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว อภิปรายคุณลักษณะต่าง ๆ จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแมวได้ และเมื่อตัดสินด้วยเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องโหวตให้เป็นแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นสุนัข แต่เมื่อโหวตออกมาเสียงบอกว่าเป็นแมวชนะ ก็ต้องเป็นแมวครับ แต่คนตัดสินที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้ง ว่าสิ่งที่เถียงกันมานั้นส่งผลร้ายหรือไม่ ถ้าส่งผลร้ายเขาก็ตัดสินไม่เลือกคุณเข้ามาทำหน้าที่ต่อ" อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าว
นอกจากนี้ นพ.ชลน่านยังได้ย้อนรำลึกถึงเส้นทางทางการเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่ปี 2526 ขณะที่ตนยังเป็นนักศึกษาแพทย์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2544 เพราะความเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้เห็นว่าอำนาจมาจากประชาชนอย่างแท้จริง จนกระทั่งได้เป็น "ดาวสภา" เมื่อปี 2552 ในยุคที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้นำที่เปิดกว้างรับฟังการตรวจสอบในสภา นพ.ชลน่านย้ำว่าสภาคือหมุดหมายสำคัญที่ตัวแทนประชาชนกว่า 67 ล้านคนต้องมีส่วนร่วม และการตรวจสอบรัฐบาลไม่ใช่เพื่อล้มรัฐบาล แต่เป็นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีทั้งมิติการสนับสนุนและคัดค้าน
ในช่วงท้าย นพ.ชลน่านแสดงความกังวลถึงพฤติกรรมการเข้าสู่อำนาจในยุคปัจจุบัน โดยระบุว่าในยุคดิจิทัลสังคมกลับดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เมื่อเทียบกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ปัจจุบันนโยบายและผลงานอาจมีค่าเท่ากับศูนย์หาก สส.ไม่ลงพื้นที่ และผลการเลือกตั้งถูกตัดสินด้วยปัจจัยเรื่อง "กระแส" และ "กระสุน" รวมถึงความชาญฉลาดในการบริหารจัดการฐานคะแนนและสร้างบริบทต่าง ๆ สร้างกลุ่มก้อน เพื่อปูทางสู่การเมือง ซึ่งตนเรียกว่าเป็นวิธีการแบบ "โจรขมองเพชร" ซึ่งน่ากลัวมาก หากความฉลาดเหล่านี้ถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดีบ้านเมืองจะลำบาก แต่หากใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง จึงวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา