
‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษาจำคุก 1 เดือน คดี ‘อดีตสมาชิกอบจ.ปราจีนบุรี’ ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯเท็จ ไม่แจ้ง ‘บัญชีเงินฝาก-สิ่งปลูกสร้าง-รถ’ ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ‘โทษจำคุก’ รอลงอาญา 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 44/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 18/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) นายสิริชัย สายพนัส (ผู้ถูกกล่าวหา) เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า นายสิริชัย สายพนัส ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ปราจีนบุรี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้ถึงหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายสิริชัย สายพนัส) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีหรือไม่
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี จึงเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริงต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.)
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (9) และมาตรา 105 ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่นผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561
แต่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหากับรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรสตามรายการข้างต้น ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงต้องปฏิบัติ เนื่องจากเป็นมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ใช้อำนาจรัฐ การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ถูกต้องครบถ้วน ทำให้ผู้ร้องมีเหตุขัดข้องในการตรวจสอบความมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สิน
ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนการไต่สวนว่า ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ (1) โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 464 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา และเป็นผู้ปลูกสร้างด้วยตนเอง โดยมีนางกมลวรรณ สายพนัส คู่สมรสเป็นเจ้าบ้าน (2) รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน กษข 444 ปราจีนบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา ถูกดัดแปลงและเพิ่มเติมอะไหล่แต่งรถ เครื่องยนต์อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ และเคยยื่นในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งมาแล้ว
สำหรับทรัพย์สินและหนี้สินของนางกมลวรรณ คู่สมรส ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชีนางกมลวรรณ สายพนัส เลขที่บัญชี 009-1-59391-2 จำนวน 17.58 บาท ปรากฏว่ามีรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2563 อันเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่ง โดยการฝากและถอนเงินในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งจำนวนมาก ทั้งเป็นบัญชีที่นางกมลวรรณใช้ทำธุรกรรมเป็นประจำ
(2) รถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บบ 898 ปราจีนบุรี (3) รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กฉ 1114 ปราจีนบุรี และ (4) รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 4000 ปราจีนบุรี นางกมลวรรณเป็นผู้มีชื่อครอบครองรถยนต์ทั้งสามคัน โดยผู้ถูกกล่าวหาใช้ชื่อของนางกมลวรรณเป็นผู้เช่าซื้อแทน ตามที่ปรากฏในรายการหนี้สินของนางกมลวรรณตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สามฉบับข้างต้น เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาติดแบล็กลิสต์ไม่สามารถทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง
โดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อและเป็นผู้ใช้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บบ 898 ปราจีนบุรี และรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 4000 ปราจีนบุรี ส่วนนางกมลวรรณเป็นผู้ใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กฉ 1114 ปราจีนบุรี
ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างว่า กรณีไม่แสดงโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 464 เนื่องจากไม่ใช่บ้านที่มีลักษณะเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มีมูลค่าเล็กน้อย บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 009-1-59391-2 ของนางกมลวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยทราบว่ามีบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน กษข 444 ปราจีนบุรี ไม่ได้ใช้งานและเสื่อมสภาพแล้ว
ส่วนรถยนต์ทั้งสามคันและรายการเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าว เนื่องจากใช้ชื่อของนางกมลวรรณเป็นผู้ครอบครองและเช่าซื้อแทน โดยเห็นว่าแยกกันอยู่กับนางกมลวรรณก่อนเข้ารับตำแหน่ง จึงเข้าใจว่าไม่ต้องนำมายื่นในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีก
เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบของผู้ร้องเกี่ยวกับสถานการณ์สมรสของผู้ถูกกล่าวหา ปรากฏว่าไม่ได้แยกกันอยู่โดยสิ้นเชิง ยังคงมีความสัมพันธ์และการดำรงชีวิตเหมือนก่อนที่อ้างว่าแยกกันอยู่ ประกอบกับยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า การสมรสระหว่างบุคคลทั้งสองจึงยังคงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งจากพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาข้างต้นย่อมแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงความมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรสเป็นอย่างดี ข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจรับฟังได้
ผู้ถูกกล่าวหาจึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งโดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนางกมลวรรณ คู่สมรสด้วย ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ
พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาจึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้ถูกกล่าวหาจึงต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหายังเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ตามมาตรา 167 อีกด้วย
พิพากษาว่า นายสิริชัย สายพนัส ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้ถึงหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท
ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 44/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 18/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา