
‘ป.ป.ช.’ มีมติชี้มูลความผิด ‘อดีตนายกอบต.โคกกระเบื้อง-พวก’ ซอยงบ-จัดจ้างโครงการถนนลาดยางแอสฟัลท์คอนกรีตฯ มิชอบ ส่งหลักฐาน-สำนวนให้ 'อัยการสูงสุด' ดำเนินคดี
..........................................
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ ทรวงแสวง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายธวัชชัย เลาวัณย์ศิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา กับพวก กรณีดำเนินจัดจ้างโครงการถนนลาดยางแอสฟัลท์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม หมู่ 3 ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา ตามสัญญาจ้างเลขที่ 117/2563 และสัญญาจ้างเลขที่ 113/2563 โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นายธวัชชัย เลาวัณย์ศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตาบลโคกกระเบื้อง ได้สั่งการนายสยามรัตน์ กิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการกองช่าง ซึ่งมีหน้าที่สำรวจและประมาณการราคาทั้ง 2 โครงการ ให้ทำการสำรวจแยกออกเป็น 2 โครงการ เพื่อจะได้ประมาณการราคาโครงการแต่ละโครงการไม่เกิน 5 แสนบาท เพื่อทำให้วิธีการจัดจ้างเปลี่ยนแปลงจากวิธีการประกาศเชิญชวนเป็นวิธีเฉพาะเจาะจง ทั้งที่ทั้ง 2 โครงการเป็นการก่อสร้างซ่อมแซมผิวถนนจราจรเดิม
โดยก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ซึ่งเป็นงานก่อสร้างประเภทเดียวกัน และมีจุดเชื่อมต่อระหว่างทั้ง 2 โครงการตรงสี่แยกของพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งระยะทางในจุดก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ ไปจนถึงสี่แยกที่เชื่อมต่อกันระยะทางไม่เกิน 220 เมตร ซึ่งสามารถดำเนินการสำรวจพื้นที่และประมาณการเพื่อจัดทำงบประมาณรวมกันเป็นโครงการเดียวกันได้
หลังจากนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงสั่งการให้นายรัฐพนธ์ ทองภู ในฐานะนักวิเคราะห์นโยบายและแผน บรรจุทั้ง 2 โครงการดังกล่าวอยู่ร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2561-2565) เพิ่มเติม ซึ่งจะต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง ได้เห็นชอบแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) เพิ่มเติม
จากนั้น วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตาบลโคกกระเบื้อง สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 2 ประจาปี พ.ศ. 2563 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตาบลโคกกระเบื้อง จึงได้ขอจ่ายขาดเงินสะสมงบประมาณตามแผนพัฒนาท้องถิ่นดังกล่าวใน 2 โครงการดังกล่าว โดยที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้องได้เห็นชอบให้จ่ายขาดเงินสะสมในโครงการดังกล่าวแล้ว
จากนั้นในการจัดหาผู้รับจ้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้สั่งการนางสาวภาณุมาศ พลโรม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัสดุ ให้เลือกห้างหุ้นส่วนจำกัด เตียเหลี่ยงกี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้าเป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง โดยให้ส่งข้อมูลการประมาณการราคาและราคากลาง ปร.4 และปร.5 ให้กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2
และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาบุคคลให้นำเอกสารใบเสนอราคาคู่เทียบทั้ง 2 โครงการดังกล่าวมาให้ เพื่อเสมือนว่าองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้องได้มีการสืบราคาจากผู้รับจ้างรายอื่น เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบราคาและเสมือนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ เข้าร่วมเสนอราคาจำนวนหลายราย แต่จะมีเพียงผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่สามารถดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์คอนกรีตได้เท่านั้น และจะมีเพียงผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ได้เข้ามาเป็นคู่สัญญาทั้ง 2 โครงการ และมีการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย
โดยทั้งห้างหุ้นส่วนจากัด ว.วชิรการโยธา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และห้างหุ้นส่วนจากัด เอส.ที.การช่างชัยภูมิ เสนอราคาเท่ากับราคากลางทั้ง 2 โครงการ โดยที่ใบเสนอราคาพร้อมเอกสารของห้างหุ้นส่วนจากัด เอส.ที.การช่างชัยภูมิ ซึ่งมีนายอุดร จานแสน เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ถูกปลอมเอกสารข้อมูลนิติบุคคลและตราประทับนิติบุคคล และถูกแอบอ้างเอกสารปลอม เพื่อใช้ในการเสนอราคา โดยที่ นายอุดร จานแสน ไม่ได้ยื่นเสนอราคาแต่อย่างใด
อีกทั้ง นายเพชรฮวง ประภากรแก้วรัตน์ และนางนันทนา ประภากรแก้วรัตน์ เจ้าของและหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เตียเหลี่ยงกี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีความสนิทสนมและรู้จักกันมานาน โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้เข้าเป็นคู่สัญญางานก่อสร้างในโครงการต่างๆ ในองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง
โดยภายใต้การควบคุมและรับผิดชอบการบริหารราชการของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 48 โครงการ ซึ่งต่างเป็นโครงการที่มีงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท ที่สามารถดำเนินการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบข้อ 79 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ในการดาเนินการจัดจ้างทั้ง 2 โครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างเชื่อมต่อกันระหว่างกันและเป็นงานก่อสร้างประเภทเดียวกัน ได้ดำเนินการขออนุมัติจ้างในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน การลงนามสัญญาจ้างทั้ง 2 โครงการ ซึ่งมีผู้รับจ้างเป็นรายเดียวกัน การส่งมอบงาน การดาเนินการก่อสร้าง และการตรวจรับการจ้าง และการเบิกจ่ายเงินทั้ง 2 โครงการ ได้กระทำในช่วงระยะเวลาเดียวกันทั้งสิ้น
สามารถรวมจัดจ้างไปในคราวเดียวกันได้โดยเลือกวิธีการประกาศเชิญชวนได้ อันเกิดผลดีทั้งในแง่การลดเนื้องานและปริมาณงานของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง และทำให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจ้างและการบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 8 ประกอบ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1.การกระทำของนายธวัชชัย เลาวัณย์ศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหนาที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157
ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
และมีมูลความผิด ฐานกระทาการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92
2.การกระทำของห้างหุ้นส่วนจากัด ว.วชิรการโยธา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายวชิรพงศ์ กองทุ่งมน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 และนายวิฑูรย์ ไผ่โสภา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
3.สำหรับห้างหุ้นส่วนจากัด เตียเหลี่ยงกี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนายจักรพงษ์ ประภากรแก้วรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจากัด เตียเหลี่ยงกี่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนายจักรพงษ์ ประภากรแก้วรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นายธวัชชัย เลาวัณย์ศิริ ห้างหุ้นส่วนจากัด ว.วชิรการโยธา นายวชิรพงศ์ กองทุ่งมน และนายวิฑูรย์ ไผ่โสภา
และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นายธวัชชัย เลาวัณย์ศิริ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ
ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเบื้อง อำเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 82 วรรคสอง รวมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.วชิรการโยธา นายวชิรพงศ์ กองทุ่งมน และนายวิฑูรย์ ไผ่โสภา ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นผู้มีลักษณะเป็นผู้ทิ้งงาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่อไปด้วย
อนึ่ง การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา