
“…การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนดให้ต้องปฏิบัติ…”
.........................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษามในคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 หมายเลขแดงที่ ส. 9/2569 ระหว่าง นายณัฐพร หลักแหลม ที่ 1 กับพวกรวม 54 คน (ผู้ฟ้องคดีที่ 1-54) กรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-18) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องสอด
โดย ศาลฯพิพากษาให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน นั้น (อ่านประกอบ : ละเลยหน้าที่! ศาลฯสั่ง‘กรมประมง’แก้ไข‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด-ตีตกข้อเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหาย)
ในตอนแรกนี้ สำนักข่าวอิศราขอนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขออนุญาตนำเข้า 'ปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchin tilapia) Sarotherodon melanotheron' หรือต่อมา ‘ปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ’ ของ ‘บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร’ หรือ CPF (อ่านประกอบ : คำพิพากษาศาลปค.(1) ข้อเท็จจริงคดี‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด ‘เงื่อนไข’อนุญาตฯ‘สิ้นผล’-ไม่ผูกพันCPF)
ในตอนที่สองนี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง กรณีกรมประมงกับพวก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-18) ละเลยต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ หรือไม่ มีรายละเอียด ดังนี้
@ต้องติดตาม‘CPF’ทำตามเงื่อนไขอนุญาตนำเข้า‘ปลาหมอคางดำ’
กรณีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปด (กรมประมงกับพวก) ละเลยต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ได้ยื่นคำขอเลขที่ 41/2554 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ขอนำเข้าลูกปลานิล (Nile tilapia) Sarotherodon melanotheron จำนวน 5,000 ตัว จากประเทศสาธารณรัฐกานา โดยทางเครื่องบิน ณ ด่านศุลกากรสุวรรณภูมิ เพื่อประกอบการค้าและศึกษาวิจัย ณ ศูนย์วิจัยและปรับปรุงพันธุกรรม เลขที่ 78 หมู่ที่ 8 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสาคร
ทั้งนี้ ผู้ร้องสอดได้มีหนังสือ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ถึงผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมง ชี้แจงเหตุผลประกอบการขออนุญาตนำเข้าปลานิลจากสาธารณรัฐกานาดังกล่าว ว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นขอหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับที่ 218/2553 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 ขอนำเข้าปลานิล (Nile tilapia) Sarotherodon melanotheron
แต่ผู้ร้องสอดยังมิได้นำเข้านับตั้งแต่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากผู้ขายยังไม่สามารถทำการจัดส่งให้ได้ และใบอนุญาตได้สิ้นสุดลงแล้ว ณ วันนี้ ทางผู้ขายแจ้งว่าจะสามารถส่งปลานิล (Nile tilapia) Sarotherodon melanotheron ให้ได้ประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน หรือสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมนี้
ผู้ร้องสอดจึงขอความอนุเคราะห์ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ออกใบอนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ให้ผู้ร้องสอดด้วย
หลังจากส่วนอนุญาตและจัดการประมงได้รับคำขออนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของผู้ร้องสอดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553
ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงมีหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 อนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำเข้าสัตว์น้ำปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchin tilapia) Sarotherodon melanotheron จำนวน 5,000 ตัว จากสาธารณรัฐกานาเข้ามาในราชอาณาจักรได้
แม้จะเป็นความจริงดังที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้วในประเด็นก่อนว่า ในการอนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงได้มีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ร้องสอดต้องปฏิบัติจำนวน 6 ข้อ ได้แก่
1.ผู้รับอนุญาตต้องนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุญาตเท่านั้น
2.ก่อนนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้รับอนุญาตจะต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจสัตว์น้ำหรือสำนักงานประมงจังหวัดท้องที่แล้วแต่กรณี ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วันทำการ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่นั้นได้เตรียมการตรวจสอบต่อไป
3.สัตว์น้ำที่ผู้รับอนุญาตจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องปราศจากโรคระบาด
4.ผู้รับอนุญาตจะต้องนำหนังสือรับรองสุขภาพสัตว์น้ำที่ออกให้โดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของประเทศผู้ส่งออกสัตว์น้ำซึ่งแสดงว่าสัตว์น้ำนั้นปราศจากโรคระบาดมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่กรณีที่เป็นซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์น้ำซึ่งโดยสภาพแล้วไม่อาจมีโรคระบาดได้
5.สัตว์น้ำที่ผู้รับอนุญาตจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องมีชนิด ขนาด และปริมาณถูกต้องตรงกับที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุญาตหรือไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุญาต
6.หนังสืออนุญาตที่ออกให้ 1 ฉบับ ผู้รับอนุญาตสามารถใช้นำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพียง 1 ครั้ง ตามที่กำหนดในข้อ 12 ของระเบียบกรมประมง ว่าด้วยการยื่นคำขอและการอนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547
ซึ่งเงื่อนไขประกอบคำสั่งทางปกครองดังกล่าว เป็นเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ต้องมีภาระหน้าที่ในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนดไว้
อย่างไรก็ดี นอกจากเงื่อนไขประกอบคำสั่งอนุญาตดังกล่าว จะมีผลผูกพันผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองดังกล่าวแล้ว ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องสอดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขประกอบคำสั่งทางปกครองดังกล่าวให้ครบถ้วน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาออกใบอนุญาตดังกล่าว ย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาดำเนินการยกเลิกใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ของผู้ร้องสอดได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
กรณีจึงเห็นได้ว่า เงื่อนไขประกอบคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ร้องสอด ต้องถือปฏิบัติดังกล่าวหาได้มีผลผูกพันให้ผู้ร้องสอดต้องปฏิบัติลำพังแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นไม่
หากแต่ยังก่อให้เกิดหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง ในอันที่จะต้องตรวจสอบ ควบคุม หรือกำกับให้ผู้รับคำสั่งทางปกครองปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตนกำหนดด้วย
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) กล่าวอ้างว่า
การควบคุม ตรวจสอบ เฝ้าระวัง และติดตามผลการดำเนินการให้ผู้ร้องสอดปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ในหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 เป็นหน้าที่ของผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) เท่านั้น ที่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 จึงไม่อาจรับฟังได้
@‘กรมประมง’มีหน้าที่ป้องกัน‘สัตว์น้ำต่างถิ่น’ทำลาย‘ระบบนิเวศ’
นอกจากนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำว่า ปลาหมอคางดำหรือ Blackchin tilapia จัดอยู่ในวงศ์ปลาหมอสี (Cichildae) มีถิ่นกำเนิดในประเทศแอฟริกาตะวันตก พบแพร่กระจายทั่วไปในทะเลสาปน้ำเค็ม (Lagoons) และชายฝั่งตั้งแต่สาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนียถึงสาธารณรัฐแคเมอรูน มีการนำเข้าไปหลายประเทศในทวีปยุโรป อเมริกา เอเชีย และมีรายงานการเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกราน เช่น ในรัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ปลานิลให้ทนเค็ม โดยมีการนำเข้าอย่างเป็นทางการในช่วง ปี พ.ศ.2553
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ให้การว่า
ปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchin tilapia) Sarotherodon melanotheron ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงอนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยจากสาธารณรัฐกานา ตามหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553
เป็นสัตว์น้ำชนิดที่ห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547 ลำดับที่ 56 จำพวกปลาทูน่า (Tuna) ปลากะพง (Snapper) และปลาทุกชนิดใน Order Perciformes ซึ่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490
ซึ่งหากพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว หาได้มีข้อความใดที่จำกัดบทบาทอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) เกี่ยวกับการอนุญาตให้บุคคลใดนำสัตว์น้ำบางชนิดจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร เฉพาะวัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับรู้ รับทราบเกี่ยวกับสถิติของการนำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร และป้องกันมิให้มีการนำสัตว์น้ำที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจากนอกราชอาณาจักรนำโรคสัตว์น้ำซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำมีชีวิตอื่นๆ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในราชอาณาจักร ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กล่าวอ้าง
หากแต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่บัญญัติให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มีดุลพินิจในการที่จะกำหนดห้ามมิให้นำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร
หากพิจารณาแล้วเห็นว่าสัตว์น้ำที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจากนอกราชอาณาจักรดังกล่าวมีลักษณะที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศของประเทศไทย หรือจะกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคสัตว์น้ำต่างๆ เหล่านั้น รวมทั้งกรณีการนำสัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลักษณะเป็นการรุกรานสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศของประเทศไทยและความปลอดภัยของประชาชนจากอันตรายของสัตว์น้ำเหล่านั้นอีกด้วย
ทั้งนี้ ดังจะเห็นได้จากวัตถุประสงค์ในการตราพระราชกฤษฎีการะบุสัตว์น้ำบางชนิดที่ห้ามมิให้มีไว้ในครอบครองเข้ามาในราชอาณาจักรหรือนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ.2513 ที่กำหนดขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะป้องกันปลาน้ำจืดในสกุลเซราซอลมัส (Serasalmas) และไข่ของปลาดังกล่าว ซึ่งมีแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ในแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล เป็นปลาขนาดเล็กรูปร่างคล้ายปลาแปบหรือปลาโคก แต่มีฟันคมและมีนิสัยดุร้ายมาก ชอบอาศัยอยู่เป็นฝูง ชอบรุมกัดกินเนื้อมนุษย์และสัตว์ทุกขนาดเป็นอาหาร ปลาสกุลนี้จะขยายพันธุ์และแพร่หลายทั่วไปจะเป็นอันตรายต่อประชาชน สัตว์เลี้ยง และสัตว์น้ำอย่างยิ่ง
และต่อมาพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2525 ร่างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการระบาดของโรคสัตว์น้ำ ด้วยขณะนั้นปรากฏว่า มีผู้นำสัตว์น้ำมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก สัตว์น้ำบางชนิดมีแหล่งกำเนิดหรือเจริญเติบโตในประเทศที่มีโรคระบาด โรคระบาดดังกล่าวจึงอาจแพร่หลายในประเทศไทย
และพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2536 ถูกตราขึ้นเพราะมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์สัตว์น้ำบางชนิดที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ และเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ
และพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547 ถูกตราขึ้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่าพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมถึงการนำสัตว์น้ำที่ไม่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร ทำให้มีผู้นำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบเรื่องสุขอนามัย และทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคสัตว์น้ำหลายชนิดซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำมีชีวิตชนิดอื่นๆ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนที่ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) จะยื่นคำร้องขออนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ได้มีคำสั่งกรมประมง ที่ 625/2549 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2569
แต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง) ให้ทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบและกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพในงานวิจัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรมของสัตว์น้ำและพืชน้ำมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (Living Modified Organism หรือ LMO)
กำหนดแนวทางในการควบคุม กำกับ และดูแลการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำและพืชน้ำมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมตามบทบัญญัติในกรอบงานแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ และกำกับดูแลการอนุญาตนำเข้า ส่งออก และส่งผ่านสัตว์น้ำและพืชน้ำมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมและสัตว์น้ำและพืชน้ำต่างถิ่น
จึงแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องสอดยื่นขออนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ต่างก็ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการควบคุมดูแลในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้างว่า ขณะที่มีการนำเข้าปลาหมอสีคางดำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 ซึ่งตามกฎกระทรวงดังกล่าวไม่มีข้อใดกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำลายระบบนิเวศของสัตว์น้ำต่างถิ่น และอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการนำเข้าสัตว์น้ำเป็นไปตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490
ซึ่งมีเจตนารมณ์เป็นไป เพื่อให้ทราบสถิติและป้องกันมิให้มีการนำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจากนอกราชอาณาจักรนำโรคสัตว์น้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำมีชีวิตชนิดอื่นๆ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในราชอาณาจักรเข้ามาแพร่ระบาดในราชอาณาจักรเท่านั้น
นอกจากจะเป็นการกล่าวอ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีสถานะทางกฎหมายระดับกฎกระทรวงที่ไม่อาจขัดหรือแย้งต่อกฎหมายระดับพระราชบัญญัติได้แล้ว ยังเป็นการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆเองด้วย ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในข้อนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้
@อ้าง‘หมอคางดำ’ไม่ได้อยู่ในทะเบียนพันธุ์ฯที่ควร‘ป้องกัน’ฟังไม่ขึ้น
สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) กล่าวอ้างว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 เรื่อง มาตรการป้องกัน ควบคุมชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ไม่ได้กำหนดรายชื่อปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ไว้ในทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุม และกำจัด ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจหน้าที่เพียงป้องกัน ควบคุม กำจัด เฝ้าระวัง และติดตามชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานตามที่กำหนดในทะเบียนดังกล่าวเท่านั้น
เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นมาตรการของฝ่ายบริหารที่กำหนดหน้าที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกัน ควบคุม สัตว์น้ำชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะฝ่ายบริหารหรือเป็นกลไกของรัฐ ย่อมต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายดังกล่าว
แต่อำนาจหน้าที่ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายดังกล่าว จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในอันที่จะไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ต่างถิ่นตามอำนาจหน้าที่ที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นนั้นหาได้ไม่ ข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน
นอกจากนี้ แม้จะเป็นความจริงดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้างในคำให้การว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560 ได้มีการตรา พ.ร.ก.การประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 65 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558
จาก “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำที่หายาก หรือป้องกันอันตรายจากโรคระบาด รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดห้ามการนำเข้าส่งออก นำผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดได้” เป็น “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำที่หายาก หรือป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ”
แต่การแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มิได้มีผลเป็นการเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในเรื่องอันตรายจากโรคระบาดของสัตว์น้ำและคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำที่หายาก เป็นให้มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันการทำลายระบบนิเวศและสัตว์น้ำต่างถิ่นดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้าง
การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ก.การประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 หากแต่เป็นเพียงการบัญญัติกฎหมายให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้มีความชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ เนื่องจากภารกิจในการป้องกันการทำลายระบบนิเวศของสัตว์น้ำต่างถิ่นนั้น ได้ถูกบัญญัติไว้แล้วตั้งแต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ดังที่ศาลได้วินิจฉัยในปัญหานี้มาแล้ว
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) กล่าวอ้างว่าอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนดในการควบคุมปลาหมอสีคางดำ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหรือชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์
รวมถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่ พ.ร.ก.การประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นมา จึงไม่อาจรับฟังได้
@อนุญาตนำเข้า‘ปลาหมอคางดำ’ทั้งที่รู้ว่าอาจกระทบสัตว์น้ำพื้นถิ่น
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการอนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ตามหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 เป็นการดำเนินการตามคำขอของผู้ร้องสอด ที่เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2549
โดยสัตว์น้ำที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรได้แก่ ปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchain tilapia) Sarotherodon melanotheron หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ นั้น ถือเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ หากมีการอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร และหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อาจจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองของประเทศไทย
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่างก็ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการพิจารณาคำขออนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงต่างก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ถึงขนาดมีการกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในหนังสือแจ้งผลการอนุญาตการนำเข้าปลานิลหรือปลาหมอเทศข้างลายเข้ามาในราชอาณาจักรให้ผู้ร้องสอดต้องปฏิบัติ
ได้แก่ การขอเก็บตัวอย่างครีบปลานิลหรือปลาหมอเทศข้างลายภายหลังการนำเข้า ขอทราบผลการศึกษาอัตราการเจริญเติบโต เปรียบเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม และหากผลการศึกษาที่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่ประสงค์จะทำการศึกษาต่อ ต้องทำลายปลาชุดดังกล่าวทั้งหมด โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการทำลาย
ทั้งปรากฏตามหนังสือกรมประมง ด่วน ที่ กษ 0510.2/15622 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 หนังสือ ที่ กษ 0510.2/10799 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 และตามหนังสือ ที่ กษ 0510.2/3835 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าในการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำเข้าปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchain tilapia) Sarotherodon melanotheron เข้ามาในราชอาณาจักรตามหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553
ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) โดยผู้อำนวยการส่วนอนุญาตและจัดการประมงได้มีหนังสือแจ้งผลการอนุญาต และกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ร้องสอดต้องปฏิบัติดังเช่นเคยปฏิบัติมาในการอนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักรในครั้งที่ผ่านมา
@‘กรมประมง’ไม่ควบคุม-ตรวจสอบการเลี้ยง‘ปลาหมอคางดำ’
และเมื่อภายหลังจากที่ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ได้นำปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchain tilapia) (Sarotherodon melanotheron) เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553
ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำชี้แจงของผู้แทนผู้ร้องสอดต่อคณะกรรมการตรวจเยี่ยมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ณ ที่ตั้งฟาร์มยี่สาร ว่า วัตถุประสงค์การนำปลาสายพันธุ์ Sarotherodon melanotheron เข้ามาภายในฟาร์ม เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลที่มีอยู่เดิมให้ทนต่อความเค็มที่สูงขึ้น
โดยจะนำปลาชนิดนี้มาผสมกับปลานิลที่มีการเจริญเติบโตดี แต่ไม่สามารถเลี้ยงที่ระดับความเค็มสูงเกิน 15 พีทีทีได้... และสามารถนำปลาเข้ามาในได้ในปี พ.ศ.2553 ซึ่งมีเอกสารขอส่งปลา (Certificate) ระบุจำนวนที่นำเข้า 4,000 ตัว แต่ก่อนถึงวันกำหนดส่ง บริษัทแจ้งว่ามีปลาจำนวนเพียง 2,000 ตัว ที่ได้จัดส่งมา
เมื่อผ่านด่านศุลกากรแล้วพบว่ามีปลาตายประมาณร้อยละ 70 เมื่อถึงฟาร์มได้คัดแยกปลาที่ตาย เหลือเฉพาะที่มีชีวิตซึ่งอยู่ในสภาพที่อ่อนแอไม่แข็งแรงประมาณ 600 ตัว จึงปล่อยลงบ่อซีเมนต์ขนาดความจุน้ำ 8 ตัน จากนั้น ปลาทยอยตายอย่างต่อเนื่องจนหมด
หลังจากปลาทั้งหมดตาย ฟาร์มไม่ได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ปลาที่ตายจะแช่สารละลายฟอร์มาลินเข้มข้นร้อยละ 40 และนำไปฝังกลบ เนื่องจากปลาไม่แข็งแรง จึงไม่ได้สุ่มชั่งน้ำหนักระหว่างการเลี้ยง และเมื่อปลาตายทั้งหมด ฟาร์มไม่สามารถดำเนินการทดลองต่อไปได้
จึงไม่มีการรายงานความก้าวหน้าระหว่างการเลี้ยงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบ มีเพียงการจัดส่งตัวอย่างเท่านั้น โดยตามข้อกำหนดระบุให้ตัดครีบส่ง แต่ทางฟาร์มได้ส่งตัวอย่างปลาทั้งตัวที่แช่สารละลายฟอร์มาลิน เนื่องจากปลามีขนาดเล็กน้ำหนักตัวละประมาณ 1 กรัม บรรจุลงขวดจำนวน 2 ขวด ขวดละประมาณ 25 ตัว
โดยจัดส่งตัวอย่างให้กลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในช่วงสัปดาห์ที่สอง ภายหลังจากการนำเข้าโดยประสานการส่งตัวอย่างกับนักวิชาการประมง ซึ่งครั้งนั้นได้ส่งเจ้าหน้าที่มารับตัวอย่างแทน แต่ฟาร์มไม่ได้ทำเอกสารนำส่งตัวอย่างแนบมาพร้อมกับตัวอย่าง
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่มีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำปลาหมอคางดำหรือปลาหมอเทศข้างลายจากสาธารณรัฐกานาเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เคยมีการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัยของผู้ร้องสอดกรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ Sarotherodon melanotheron จากสาธารณรัฐกานาของผู้ร้องสอดเลยว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
และไม่ว่าการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำจะเกิดจากการกระทำของผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) หรือไม่
เมื่อเท็จจริงปรากฏเป็นที่ยุติว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.2555 ถึง พ.ศ.2559 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลยี่สาร ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามและพื้นที่ใกล้เคียง
พบว่า มีปลาต่างถิ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำสาธารณะและสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประชาชน รวมทั้งสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่เป็นจำนวนมาก
โดยปลาต่างถิ่นดังกล่าวได้กินตัวอ่อนหรือพันธุ์สัตว์น้ำทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และภายในสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจนทำให้ปริมาณสัตว์น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง และทำให้สัตว์น้ำที่ประชาชนเพาะเลี้ยงในสถานที่เพาะเลี้ยงของตนถูกปลาต่างถิ่นกินเป็นอาหาร
อีกทั้งในช่วงเวลาเดียวกันยังพบการแพร่ระบาดขยายวงกว้างลุกลามไปในพื้นที่หลายจังหวัด ตัวแทนของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่จึงนำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ตรวจสอบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กำหนดแนวทางเยียวยาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ต่อมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน รายงานผลการตรวจสอบ ที่ 171/2561 ลงวันที่ 25 เมษายน 2561 โดยเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่สามารถควบคุมดูแลและตรวจสอบติดตามให้ผู้ร้องสอดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างครบถ้วนตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 กำหนดให้ต้องรายงานและเก็บซากปลาให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
อีกทั้งเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จึงเห็นควรเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) นำไปปฏิบัติหลายประการ
ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 223/2561 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2561 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อนุมัติและดำเนินการตามโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติในระยะเร่งด่วน งบประมาณ 11,400,000
โดยมีขั้นตอนการรับซื้อปลาหมอสีคางดำจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งธรรมชาติในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและเพชรบุรีเพื่อนำไปกำจัด เป้าหมาย 470 ตัน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561
จนกระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 มีมติให้ยุติการติดตามผลการดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2561 เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามมาตรการหรือแนวทางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งหมดหรือบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญแล้ว
@พบ‘ปลาหมอคางดำ’แพร่ระบาด 19 จ.-แม้ความรุนแรงลดลง
นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมติให้ยุติการติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามมาตรการหรือแนวทางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งหมดหรือบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญ แล้ว
แต่หลังจากนั้นพบว่าปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ดังปรากฏตามรายงานการศึกษาวิจัยของกลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 18/2566 เรื่อง การแพร่กระจายและขอบเขตการรุกรานของปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron Rüppell, 1852.) ในพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ใกล้เคียง Districbution and Invasion Area of Blackchain tilapia (Sarotherodon melanotheron Rüppell, 1852.) ของกลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ซึ่งได้ทำการศึกษาโดยการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2564 พบว่า จากการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างในลำน้ำที่ติดต่อกับบริเวณพื้นชายฝั่งทะเล รวม 3 บริเวณ ในพื้นที่ 10 จังหวัด จำนวน 58 จุดสำรวจ ประกอบด้วย พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก 4 จังหวัด จำนวน 14 จุดสำรวจ พื้นที่อ่าวไทยตอนบน 3 จังหวัด จำนวน 22 จุดสำรวจ และพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 3 จังหวัด จำนวน 22 จุดสำรวจ
พบมีการแพร่กระจายของปลาหมอสีคางดำ รวม 8 จังหวัด จำนวน 30 จุดสำรวจคิดเป็นร้อยละ 51.72 ของจำนวนจุดสำรวจที่ศึกษา โดยจากการศึกษาครั้งนี้ พบปลาหมอสีคางดำได้มีการกระจายขยายตัวเชิงพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยพบเมื่อปี พ.ศ.2560-พ.ศ.2561 อีก 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ของการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และได้เข้าสู่ระยะหรือขั้นตอนที่ 4 ของการแพร่กระจายและรุกรานอย่างแท้จริง
และปรากฏตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการระบุสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำว่า... ในช่วงปี พ.ศ.2563-พ.ศ.2567 พบการแพร่กระจายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้น รวมเป็นพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ เพชรบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
และจากการรวบรวมข้อมูลในปีปัจจุบัน ปี พ.ศ.2567 พบมีการระบาดเพิ่มขึ้นอีก 9 จังหวัด รวมเป็น 16 จังหวัด โดยจังหวัดที่พบการระบาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา นครปฐม และนนทบุรี ซึ่งบริเวณพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดเป็นพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยเกือบทั้งหมด รวมถึงบริเวณที่มีคลองเชื่อมต่อกับอ่าวไทย...
โดยตลอดระยะเวลาที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาดังกล่าวตลอดมา
กล่าวคือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้จัดทำมาตรการในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหลายมาตรการ ได้แก่ 1) การดำเนินการแผนแก้ไขปัญหา 5 มาตรการ 11 กิจกรรม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- สิงหาคม 2567 ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนดังกล่าวปรากฏว่า สามารถดำเนินการกำจัดปลาหมอสีคางดำออกจากแหล่งน้ำและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้น 1,307.2 ตัน
ต่อมา เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในประเทศไทยทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ได้ทำการปรับแผนแก้ไขปัญหา เป็น 7 มาตรการ 15 กิจกรรม โดยใช้ชื่อว่า แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 และกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ
จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตลอดมา ทั้งการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด สนับสนุนกากชาให้เกษตรกรเพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำ รับซื้อปลาหมอสีคางดำเพื่อนำไปกำจัด การปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
ผ่อนผันการใช้เครื่องมืออวนรุนประกอบเรือกลทำการประมงพื้นบ้านหรือประมงน้ำจืด จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากปลาหมอสีคางดำ หาแนวทางป้องกันปลาหมอสีคางดำมิให้หลุดรอดเข้ามาในบ่อเพาะเลี้ยงเกษตรกรและการนำปลาหมอสีคางดำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ อีกทั้งติดตามอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
และจากผลการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 จากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ปี พ.ศ.2567 จำนวน 19 จังหวัด จากแหล่งน้ำธรรมชาติกว่า 199 แหล่งน้ำ
พบว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำตามกลุ่มแหล่งน้ำระหว่างเดือนตุลาคม-พฤจิกายน 2567 มีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มแหล่งน้ำ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการเร่งด่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดขึ้นสามารถที่จะแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำได้
อย่างไรก็ดี โดยที่ผลสำเร็จจากมาตรการเร่งด่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว แม้จะทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นลดระดับความรุนแรงลงไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น
ตราบใดที่มาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดขึ้น ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างครบถ้วนและปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำก็ยังไม่มีทางที่จะหมดสิ้นไป หรืออยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้มีความสมดุลของระบบนิเวศ และเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพประมงสามารถประกอบอาชีพของตนต่อไปได้
กรณีต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำตามอำนาจหน้าที่ตามที่ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต้องปฏิบัติต่อไป
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กล่าวอ้างว่า จากการดำเนินการดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ
โดยได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดดังกล่าวข้างต้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเหมาะสมกับช่วงเวลาและเหตุการณ์แล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้
ดังนั้น ศาลจึงย่อมที่จะมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รมว.เกษตรและสหกรณ์) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ
เพื่อให้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำอยู่ในสภาวะที่สมดุลของระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศ ตลอดจนเพื่อให้เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพประมงสามารถประกอบอาชีพประมงของตนต่อไปได้
@ไม่เห็นด้วยคำขอให้‘ผู้ฟ้องคดี’มีส่วนร่วมจัดทำแผนฉุกเฉินฯ
สำหรับกรณีผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อควบคุม ป้องกัน แก้ไข หรือระงับ ยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ โดยให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่และประชาชนในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมีส่วนร่วมตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 50 (8) มาตรา 57 (2) และมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น
เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายว่าด้วยการประมงที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น ๆ กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ด้วยการกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหา
ประกอบด้วย มาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาว โดยในส่วนของมาตรการระยะยาวนั้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาวิจัย รวมถึงการสรุปผลการศึกษาวิจัยต่อไป
จึงไม่มีกรณีที่จะต้องมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อควบคุม ป้องกัน แก้ไข หรือระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ โดยให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่และประชาชนในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมีส่วนร่วมตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 50 (8) มาตรา 57 (2) และมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่แต่อย่างใด
สำหรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ นั้น เห็นว่า อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามกฎหมายว่าด้วยการประมงและกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 18 มิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจโดยตรงในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 18 ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านประกอบ :
คำพิพากษาศาลปค.(1) ข้อเท็จจริงคดี‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด ‘เงื่อนไข’อนุญาตฯ‘สิ้นผล’-ไม่ผูกพันCPF
ละเลยหน้าที่! ศาลฯสั่ง‘กรมประมง’แก้ไข‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด-ตีตกข้อเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหาย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา