‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนจำคุก ‘อดีตนายก อบต.โพธิ์ประสาท’ จ.นครสวรรค์ 22 ปี 66 เดือน จัดจ้างก่อสร้างถนนโดยไม่ประกาศสอบราคาจ้าง-มีส่วนได้เสียโครงการก่อสร้างถนน 14 โครงการ
.....................................
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ส.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 1455/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 24799/2568 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายวินัย มีเพชร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ประสาท อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ กับพวก ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างถนนโดยไม่ประกาศสอบราคาจ้าง และเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างถนน จำนวน 14 โครงการ
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่า จำเลยที่ 1 (นายวินัย มีเพชร) มีความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1), 122, 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 2 (นางสาวรัตนวลี มีเพชร) มีความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83, 100 (1), 122 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 (นายกิตติชัย ทองมี (จำเลยที่ 3) ,นายแก่น นิ่มน้อย (จำเลยที่ 4) และนางสาววัลลา พูลอ้น (จำเลยที่ 5)) มีความผิด พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1), 122, 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86
ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2566 ของศาลชั้นต้น และให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 68/2566 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 50/2569 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามความเห็นของอัยการสูงสุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 99/2565 มีมติชี้มูลความผิด นายวินัย มีเพชร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ประสาท อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ กับพวก ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างถนนโดยไม่ประกาศสอบราคาจ้าง และเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างถนน จำนวน 14 โครงการ
โดยมีมูลความผิดทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (2) และ (4) และมาตรา 341 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 มาตรา 123/1 (ปัจจุบัน พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 126 (1) ประกอบมาตรา 168 และมาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สาเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 191/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท 75/2567 เมื่อวันที่ 20 มิ.ยง2567 โดยพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายวินัย มีเพชร) และที่ 2 (นางสาวรัตนวลี มีเพชร) มีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม), 152 (เดิม) พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 126, 168 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 126, 168 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 (นายกิตติชัย ทองมี (จำเลยที่ 3) ,นายแก่น นิ่มน้อย (จำเลยที่ 4) และนางสาววัลลา พูลอ้น (จำเลยที่ 5)) มีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม), 152 (เดิม) และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 126, 168, 172 ประกอบมาตรา 86, 83
การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 11 กระทง จำเลยที่ 4 รวม 2 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 4 กระทง แต่ละกระทงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามมาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุกกระทงละคนละ 5 ปี และปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 12,000 บาท รวม 11 กระทง รวมเป็นจำคุกคนละ 55 ปี และรวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 132,000 บาท
ลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ฐานร่วมสนับสนุนเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าช่องทรัพย์นั้น ตามมาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุกกระทงละคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทงละคนละ 8,000 บาท
จำเลยที่ 3 รวม 11 กระทง รวมเป็นจำคุก 33 ปี 44 เดือน จำเลยที่ 4 รวม 2 กระทง รวมเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยที่ 5 รวม 4 กระทง รวมเป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 32,000 บาท
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 สมควรลดโทษให้กระทงละคนละกึ่งหนึ่ง
คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละคนละ 2 ปี 6 เดือน และคงปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 6,000 บาท รวม 11 กระทง คงรวมเป็นจำคุกคนละ 22 ปี 66 เดือน และคงรวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 66,000 บาท
คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทงละคนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับกระทงละคนละ 4,000 บาท จำเลยที่ 4 รวม 2 กระทง คงรวมเป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และคงรวมปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 5 รวม 4 กระทง คงรวมเป็นจำคุก 4 ปี 32 เดือน และคงรวมปรับ 16,000 บาท
ทางนำสืบและคำให้การในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บางส่วน มีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 สมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 3 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 11 กระทง คงรวมเป็นจำคุก 22 ปี 22 เดือน 220 วัน
จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่อนั้น ศาลนี้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไว้ และคดียังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้รู้สำนึกในการกระทำผิดโดยให้การรับสารภาพ ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นคนภายในครอบครัวและทำงานอยู่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดไปภายใต้ความครอบงำทางอำนาจผิดคลองธรรมของจำเลยที่ 1
นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็เป็นเพียงชาวบ้านผู้ถูกยืมชื่อไปใช้เป็นคู่สัญญาจ้างในโครงการพิพาท รวมทั้งผลงานทางด้านการก่อสร้างโครงการพิพาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายในทางการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกาหนดตามสัญญาจ้าง มีเหตุอันควรปราณีและสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น กระทำผิดแล้ว ยังไม่รู้สำนึกหรือหาทางลุโทษหรือบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ และให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 76/2563 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 68/2566 ของศาลนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก





Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา