
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Covid-19) ในฝรั่งเศส ดังนี้
1.สถิติวันพุธที่ 15 เม.ย.2563 (เวลา 14.00 น.)
- ยอดผู้ป่วยติดเชื้อจากการตรวจ Test PCR จำนวน 106,206 ราย (เพิ่มขึ้น 2,633 ราย) และผู้ติดเชื้อที่บ้านพักคนชรา จำนวน 41,657 ราย (เพิ่มขึ้น 1,927 ราย เป็นผู้ที่พบการติดเชื้อจากการตรวจ test PCR จำนวน 14,393 ราย และผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อแต่มิได้ทำการตรวจ test จำนวน 27,264 ราย)
*หมายเหตุ : ทางการฝรั่งเศสใช้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจากการตรวจ Test PCR เป็นตัวเลขยืนยันผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการ โดยไม่รวมผู้สงสัยว่าติดเชื้อและข้อมูลจากบ้านพักคนชราเป็นยอดสะสม มิใช่การเพิ่มขึ้นใน 24 ชม.
- รักษาอยู่ที่ รพ. 31,779 ราย โดยเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 2,415 ราย และนับเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนผู้ป่วยรักษาตัวที่ รพ. น้อยลง (513 ราย) และรักษาหายออกจาก รพ. แล้วเกือบ 31,000 ราย (เพิ่มขึ้น 2,195 ราย)
- อาการหนัก 6,457 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ 284 ราย นับเป็นวันที่ 7 ติดต่อกันที่ยอดรวมของผู้ป่วยอาการหนักลดลงจากวันก่อนหน้า (จำนวน 273 ราย)
- เสียชีวิตที่ รพ. 10,643 ราย (เพิ่มขึ้น 514 ราย) เสียชีวิตที่บ้านพักคนชรา 6,339 ราย และที่ศูนย์การแพทย์สังคม (établissements médico-sociaux) 185 ราย
**รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 17,167 ราย (เพิ่มขึ้น 1,438 ราย)**
ระหว่างวันที่ 30 มี.ค. - 5 เม.ย. มีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติถึงร้อยละ 57 และวันที่ 6 - 12 เม.ย เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นใน 3 แคว้น ได้แก่ Île de France, Grand Est และ Bourgogne Franche-Comté
2. โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศสได้แถลงหลังการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ว่า ฝรั่งเศสรู้สึกเสียดาย (regret) ต่อการติดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระงับการจ่ายเงินอุดหนุนแก่องค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 และหวังว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ (un retour à la normale) เพื่อให้ WHO สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
3. ความเห็นเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ
3.1 ผลการสำรวจความเห็นประชาชนต่อการแถลงของประธานาธิบดีเมื่อคืนวันที่ 13 เม.ย. 2563 โดยสถานีโทรทัศน์ BFM พบว่า
- ร้อยละ 83 สนับสนุนการขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการห้ามออกจากที่พักถึงวันที่ 11 พ.ค.2563
- ร้อยละ 90 สนับสนุนการขยายระยะเวลาปิดพรมแดนกับประเทศนอกสหภาพยุโรป
- ร้อยละ 89 สนับสนุนให้มีการเยี่ยมผู้สูงวัยที่ป่วยระยะสุดท้ายที่ รพ. หรือบ้านพักคนชราได้
- ร้อยละ 81 เห็นพ้องกับการให้ผู้สูงวัยและบุคคลกลุ่มเสี่ยงยังคงไม่ออกจากที่พักหลังวันที่ 11 พ.ค.
- ร้อยละ 55 สนับสนุนการทยอยเปิดสถานศึกษาในวันที่ 11 พ.ค.
- ร้อยละ 94 สนับสนุนการตรวจสอบการติดเชื้อผู้มีอาการป่วยอย่างกว้างขวางและการจัดหาหน้ากาก (กันละอองน้ำลาย หรือ masque grand public) ให้แก่ประชาชนตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. เป็นต้นไป
ในขณะที่ ชาว ฝศ. ร้อยละ 65 เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถแจกจ่ายหน้ากากได้อย่างทั่วถึงภายในวันที่ 11 พ.ค. และไม่มีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาวิกฤติของรัฐบาล (ร้อยละ 55) โดยเห็นว่า บริหารจัดการเรื่องหน้ากากอนามัย (ร้อยละ 78) และ test kits (ร้อยละ 83 ) ได้ไม่ดี และเริ่มมีมาตรการแก้ไขช้าเกินไป (ร้อยละ 68)
- อย่างไรก็ดี เริ่มมีประชาชนเห็นว่า รัฐบาลได้พยายามปรับมาตรการต่าง ๆ ตามพัฒนาการของสถานการณ์ได้ดีแล้วเพิ่มมากขึ้นเป็นร้อยละ 32 (จากเดิมร้อยละ 27 เมื่อวันที่ 23 - 24 มี.ค.) และร้อยละ 83 รู้สึกกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ ในฝรั่งเศส
3.2 นาย Jean-François Delfraissy ปธ. สภาวิทยาศาสตร์ covid-19 (Conseil scientifique covid-19) ได้ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการกฎหมายวุฒิสภาเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ว่า หากมีการผ่อนคลายมาตรการห้ามออกจากที่พักตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. จะมีประชาชนอีกประมาณ 18 ล้านคนที่ยังคงไม่ควรออกจากที่พักต่อไปเนื่องจากเป็นกลุ่มที่เสี่ยงป่วยอาการหนัก ได้แก่ บุคคลสูงอายุ (65 - 70 ปีขึ้นไป) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมทั้งคนหนุ่มสาวที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ในชั้นนี้ว่าจะเป็นระยะเวลาเท่าใด และเห็นว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นและปัจจัยต่าง ๆ ยังไม่เอื้ออำนวย ก็เห็นควรให้ขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการห้ามออกจากที่พักจากวันที่ 11 พ.ค. ออกไปอีก อาทิ หากยังมี test kits จำนวนไม่เพียงพอหรือยังไม่มีระบบ contact tracing ที่มีประสิทธิภาพ โดยแจ้งว่าจะต้องมี จนท. เฉพาะกิจเพื่อรองรับระบบดังกล่าวในฝรั่งเศสด้วยอย่างน้อย 3 หมื่นคน ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีการชะลอตัวของอัตราผู้ติดเชื้อไวรัสฯ แต่คาดว่าจะยังคงมีผู้ติดเชื้อไวรัสฯ รายใหม่อีกวันละ 1 – 1.5 หมื่นคน ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค. หรือปลาย มิ.ย. เป็นต้นไป
4. มาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบ (เพิ่มเติม)
4.1 นายกรัฐมนตรีได้แถลงหลังการประชุม ครม. เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 15 เม.ย.2563 เกี่ยวกับแผนฉุกเฉินแก้วิกฤติทางสาธารณสุข จำนวน 1 แสนล้านยูโรและมาตรการต่าง ๆ ดังนี้
- เพิ่มงบประมาณสำหรับแผนฉุกเฉินแก้วิกฤติทางสาธารณสุข จาก 4.5 หมื่นล้านยูโรเป็น 1.1 แสนล้านยูโร ประกอบด้วยมาตรการหลัก ๆ อาทิ กองทุนเงินช่วยเหลือ (fonds de solidarité) 7 พันล้านยูโร มาตรการให้พนักงานพักงานโดยยังได้รับเงินเดือน (chômage partiel) 2.4 หมื่นล้านยูโร การให้ความช่วยเหลือบริษัทโดยการอัดฉีดเงินทุนจากรัฐบาลไม่เกิน 2 หมื่นล้านยูโร และค่าใช้จ่ายพิเศษด้านสาธารณสุข 8 พันล้านยูโร (โดยครึ่งหนึ่งเป็นงบประมาณสำหรับจัดซื้อหน้ากากอนามัย) นอกจากนี้ ยังรวมถึงเงินพิเศษแก่ข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย
-ให้เงินพิเศษจำนวน 1,500 ยูโรแก่บุคลากรทางการแพทย์ใน 30 จ. ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ มากที่สุดใน ฝศ. และบุคลากรทางการแพทย์ใน รพ. จำนวน 108 แห่งที่ได้รับมอบหมายภารกิจดูแลผู้ป่วย covid-19 เป็นการเฉพาะ (établissements de santé covid+) ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อื่น ๆ จะได้รับเงินพิเศษจำนวน 500 ยูโร โดยเงินพิเศษก้อนนี้เป็นเงินสุทธิแล้ว ซึ่งจะไม่ถูกนำมาคำนวณภาษีและเงินสมทบประกันสังคม (คิดเป็นเงินรวม 1.3 พันล้านยูโร) และให้เพิ่มอัตราค่าจ้าง ชม. ทำงานล่วงเวลาเป็นร้อยละ 50 แก่บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ จะหารือกับ จ. ต่าง ๆ เกี่ยวกับเงินพิเศษสำหรับบุคลากรในบ้านพักคนชราและศูนย์การแพทย์สังคมที่ต้องให้บริการตามที่พัก
- ให้เงินช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครอบครัวด้อยฐานะตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เป็นต้นไป โดยครอบครัวที่ได้รับเงินช่วยเหลือประเภท revenu de solidarité active (RSA) หรือ allocation de solidarité spécifique (ASS) จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกครอบครัวละ 150 ยูโร และอีก 100 ยูโรต่อบุตรหนึ่งคน และครอบครัวที่ได้รับเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับที่พักอาศัย หรือเงินช่วยเหลือผู้พิการ (allocation aux adultes handicapés-AAH) จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ยูโร ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมครอบครัวถึง 4 ล้านครอบครัว
4.2 รมว.งบประมาณแผ่นดินให้สัมภาษณ์วิทยุ Europe 1 เกี่ยวกับมาตรการให้ความช่วยเหลือ ว่า
- ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจให้เงินพิเศษแก่ข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขโดยร่าง พรบ. งบประมาณฉบับแก้ไขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม.วันนี้ กำหนดให้รัฐบาลจ่ายเงินพิเศษแก่ข้าราชการของรัฐที่ยังปฏิบัติภารกิจ จนถึง 1,000 ยูโร โดยไม่ต้องเสียภาษีและเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งจะมีข้าราชการประมาณ 4 แสนราย หรือ 1 ใน 5 ของข้าราชการทั้งหมดที่จะได้รับเงินพิเศษดังกล่าว คิดเป็นเงินประมาณ 300 ล้านยูโร และสำหรับข้าราชการองค์กรท้องถิ่น การจ่ายเงินพิเศษจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกเทศมนตรีแต่ละพื้นที่
- รัฐบาลจะยกเลิกภาระทางภาษีและเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤติ covid-19 อาทิ สาขาการโรงแรม ร้านอาหาร ศิลปะและการแสดง ซึ่งได้ถูกเลื่อนการชำระมาจากเดือน มี.ค. แล้ว เป็นเงิน 750 ล้านยูโร
4.3 รมว.เศรษฐกิจและการคลังแจ้งว่า รัฐบาลจะเพิ่มเงินในกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจ (Fonds de développement économique) จากเดิม 75 ล้านยูโร เป็น 1 พันล้านยูโร เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทขนาดกลาง (entreprises de taille intermédiaire - ETI) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการของฝรั่งเศส โดยบริษัทเหล่านี้จะสามารถขอกู้เงินได้โดยตรงจากรัฐบาลโดยผ่านกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อลดปัญหากรณีธนาคารไม่ยอมอนุมัติเงินกู้ถึงแม้ว่าจะมีหลักประกันของรัฐบาลแล้วก็ตาม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา