
“กองทุนบัตรทอง” หนุนสิทธิประโยชน์ดูแลสุขภาพจิตต่อเนื่อง ปี 68 เข้าถึงบริการ 1.83 ล้านคน เชื่อมรักษา–ฟื้นฟูถึงชุมชน
กองทุนบัตรทอง พัฒนาสิทธิประโยชน์และสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการด้านสุขภาพจิต ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา การฟื้นฟู และติดตามผู้ป่วยในชุมชน เผยปี 2568 ผู้ป่วยจิตเวชสิทธิบัตรทองเข้าถึงบริการ 1.83 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 แสนคนจากปี 2565 ขณะที่บริการฟื้นฟูด้านจิตและพฤติกรรมเพิ่มมากกว่าเท่าตัว ชูความร่วมมือของหน่วยบริการและภาคีเครือข่าย ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทางและความเสี่ยงหลุดจากระบบรักษา
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมไทย โดยข้อมูลรายงานการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) ประจำปี 2568 ระบุว่า คนไทย 13.4 ล้านคน เคยประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และ 4.4 ล้านคนเคยประสบปัญหาในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 18–24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
“การดูแลจึงต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะวิกฤต สปสช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์และบริหารกองทุน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองและรักษาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วต้องได้รับการฟื้นฟูและติดตามอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวต้องรับภาระตามลำพัง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้สิทธิประโยชน์บัตรทองจึงครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองความเครียดและภาวะซึมเศร้า บริการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน การแพทย์ทางไกลด้านจิตเวช หรือ Telepsychiatry และบริการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน หรือ Home ward ก่อนเชื่อมต่อไปยังจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด บริการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก บริการบำบัดผู้ติดสารเสพติด ตลอดจนยารักษาอาการทางจิตชนิดฉีดออกฤทธิ์เนิ่น
ในปี 2568 มีประชาชนอายุ 35–59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไปจากทุกสิทธิการรักษา ได้รับการคัดกรองหรือประเมินสุขภาพจิต พฤติกรรม หรือภาวะซึมเศร้า ภายใต้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสนับสนุน รวม 14,193,551 คน สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันและการค้นหาผู้มีความเสี่ยง เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการประเมินและดูแลก่อนอาการรุนแรง
ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยจิตเวชสิทธิบัตรทอง สามารถเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากจำนวนผู้รับบริการแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวม 1,437,953 คนในปี 2565 เป็น 1,833,038 คนในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.5 ภายใน 3 ปี ส่วนจำนวนครั้งของการรับบริการ เพิ่มจาก 5,756,950 ครั้ง เป็น 7,299,991 ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.8 แสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยในระบบบัตรทองและผู้ที่จำเป็นต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี จากจำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นนี้ ย้ำว่ายังไม่สามารถตีความได้ว่าคนไทยมีปัญหาจิตเวชเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นข้อมูลการเข้ารับบริการ ไม่ใช่การสำรวจความชุกของโรคในประชากร แต่สะท้อนชัดว่าประชาชนเข้าสู่ระบบและได้รับการดูแลมากขึ้น ทั้งจากการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกองทุน การคัดกรอง การส่งต่อ และความร่วมมือของหน่วยบริการ
เมื่อจำแนกกลุ่มโรคของผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารับบริการ จำนวนมากที่สุด คือผู้มีความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท 544,205 คน รองลงมาเป็นกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้าและอารมณ์สองขั้ว 329,981 คน และโรคจิตเภท 316,197 คน สะท้อนว่าระบบต้องรองรับทั้งการรักษาในภาวะเฉียบพลัน การใช้ยา การบำบัด และการติดตามในระยะยาว

นอกจากนี้ การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้สิ้นสุดเมื่ออาการดีขึ้นหรือออกจากโรงพยาบาล แต่ต้องเชื่อมต่อสู่การดูแลต่อเนื่อง ทั้งบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ บริการจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด และบริการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก โดยภาพรวมเพิ่มจาก 1,039,026 ครั้งในปี 2565 เป็น 2,104,868 ครั้งในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ในจำนวนนี้ จำแนกเป็นบริการจิตบำบัดเพิ่มจาก 724,879 ครั้ง เป็น 1,422,043 ครั้ง หรือเกือบ 2 เท่า ขณะที่พฤติกรรมบำบัดเพิ่มจาก 275,059 ครั้ง เป็น 613,614 ครั้ง หรือมากกว่า 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าสิทธิประโยชน์บัตรทองไม่ได้ครอบคลุมเพียงการรักษาอาการ แต่ยังรวมถึงบริการฟื้นฟูอารมณ์ พฤติกรรม และทักษะที่จำเป็นต่อการกลับไปดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคม
ขณะเดียวกันการดูแลผู้ป่วยจิตเวชสิทธิบัตรทอง ยังเชื่อมต่อไปถึงบ้านและชุมชน โดยปี 2568 มีผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังลงทะเบียน 13,786 คน จากปี 2564 อยู่ที่จำนวน 11,825 คน และทั้งหมดได้รับการติดตามอย่างน้อย 4 ครั้งตามแผนดูแลรายบุคคล ผ่านหน่วยบริการแม่ข่ายหรือพี่เลี้ยง 118 แห่ง หน่วยบริการลูกข่าย 905 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่ 3,374 แห่ง ครอบคลุมทั้งอาการทางจิต การใช้ยา ครอบครัว การดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ ที่อยู่อาศัย และการใช้สุราหรือสารเสพติด
“ผลการดำเนินงานที่ปรากฏนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยบริการทุกระดับ ทีมสหวิชาชีพ ครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีในพื้นที่ โดย สปสช. ทำหน้าที่พัฒนาสิทธิประโยชน์ บริหารกองทุน และสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เอื้อต่อการเข้าถึงและการเชื่อมโยงบริการตั้งแต่โรงพยาบาลถึงชุมชน โดยจากนี้ สปสช. จะนำข้อมูลที่ปรากฏนี้มาพัฒนากลไกกองทุน และสนับสนุนการเชื่อมโยงบริการร่วมกับหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยจะให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาจากสารเสพติด เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือรวดเร็ว ต่อเนื่อง และใกล้บ้าน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิบัตรทองที่เริ่มมีความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมีอาการผิดปกติทางจิต สามารถเข้ารับการประเมินที่หน่วยบริการตามสิทธิ สอบถามสิทธิและช่องทางรับบริการได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 ส่วนผู้ที่มีภาวะวิกฤตทางใจหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง สามารถขอคำปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และหากมีเหตุฉุกเฉินควรรีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา