
"...ต้องกล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะ...” กรณีย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้ฝ่ายบริหารจะตราพระราชกำหนดขึ้นใช้บังคับโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ฝ่ายบริหารก็จะต้องกำหนดมาตรการที่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศได้ หากมาตรการที่พระราชกำหนดฉบับนั้นกำหนดไว้ เป็นมาตรการที่ประจักษ์แก่วิญญูชนว่าไม่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินการให้บรรลุความมุ่งหมายเช่นว่านั้นได้ พระราชกำหนดนั้นก็ย่อม “ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง” ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และย่อมถือว่าพระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยใช้อำนาจตามอำเภอใจ..."
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย ร่วมลงชื่อยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยกฎหมายให้เวลาประธานสภาฯ ภายใน 3 วัน ในการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดคำร้อง (ตอนที่ 1) ดังนี้

@ ใช้อำนาจในพรมแดนที่เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
ข้อ 1 รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้”
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งใช้การปกครองในระบบรัฐสภานั้น การใช้อำนาจอธิปไตยต้องคำนึงถึงการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรที่มีความเป็นอิสระตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการตรากฎหมายและควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับใช้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราขึ้นภายใต้ความไว้วางใจของรัฐสภา
กรณีพระราชกำหนดจะเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับได้เมื่อคณะรัฐมนตรีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เฉพาะในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และการตราพระราชกำหนด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคสอง
ดังนั้น การใช้อำนาจในการตราพระราชกำหนดโดยฝ่ายบริหาร จึงเป็นกรณีที่ฝ่ายบริหารเข้าไปใช้อำนาจในพรมแดนที่เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นที่ต้องใช้อย่างจำกัดและตีความโดยเคร่งครัด
ข้อ 2. สำหรับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีสาระสำคัญเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยพระราชกำหนดฉบับพิพาท ระบุเหตุผลในการตราตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดว่า
“โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ อันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมและนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว และการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้”
@ ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
ข้อ 3. เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ประกอบ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 แล้ว เห็นว่า
พระราชกำหนดฉบับพิพาทดังกล่าว มาตรา 3 เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “... และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพรองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์...”, มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้ ... (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
เฉพาะในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อ เหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ต่อไปนี้เรียกว่า “บทบัญญัติพิพาทแห่งพระราชกำหนด”) นั้น ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ กล่าวคือ
การเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้น มิได้เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ให้ต้องรีบจัดการแก้ไขโดยการตราพระราชกำหนดตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราพระราชบัญญัติ
เบื้องต้น การรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หมายความว่า การกระทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง ไม่ตกอยู่ภายใต้ภยันตรายคุกคามประเทศในทางเศรษฐกิจ ในกรณีที่เศรษฐกิจของประเทศถูกภยันตรายคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วน การกระทำการต่างๆ เพื่อแก้ไขหรือยุติภยันตรายนั้นอย่างจำเป็นรีบด่วน ย่อมเป็นการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยต้องอาศัยพลังงานชนิดต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีเหตุทำให้ประเทศไทยขาดแคลนเงินตราเพื่อจัดซื้อพลังงานชนิดต่างๆ นั้น การตราพระราชกำหนดเพื่อให้รัฐบาลสามารถกู้เงินมาจัดซื้อพลังงานเพื่อใช้ในประเทศได้ กรณีเช่นนี้ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ให้ต้องรีบจัดการแก้ไขโดยการตราพระราชกำหนด

@ พระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยใช้อำนาจตามอำเภอใจ
สำหรับประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมา การตราพระราชกำหนดจะกระทำในกรณีที่มีความจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การเกิด “สภาวะเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องอย่างรุนแรง” ในปี พ.ศ. 2540 – 2541 และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับวิกฤตในช่วง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือการเกิด “สภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน” โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศติดลบถึงร้อยละ 7.1 ในไตรมาสที่ 1 ในปี พ.ศ. 2552 และ ติดลบร้อยละ 2.3 ในปี พ.ศ. 2552 ในช่วง “วิกฤตการเงินโลก” หรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หรือการเกิด “สภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง” โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ติดลบร้อยละ 6.1 ในปี พ.ศ. 2563 อันสืบเนื่องมาจากมาตรการปิดระบบเศรษฐกิจ (Lock-down) หลายระลอก ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019
อนึ่ง ต้องกล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะ...” กรณีย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้ฝ่ายบริหารจะตราพระราชกำหนดขึ้นใช้บังคับโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ฝ่ายบริหารก็จะต้องกำหนดมาตรการที่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศได้ หากมาตรการที่พระราชกำหนดฉบับนั้นกำหนดไว้ เป็นมาตรการที่ประจักษ์แก่วิญญูชนว่าไม่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินการให้บรรลุความมุ่งหมายเช่นว่านั้นได้ พระราชกำหนดนั้นก็ย่อม “ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง” ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และย่อมถือว่าพระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยใช้อำนาจตามอำเภอใจ
อ่านประกอบ : 'ราชกิจจาฯ' ประกาศ 5 หลักเกณฑ์ อนุมัติโครงการ 'พ.ร.ก.กู้เงิน' 4 แสนล้าน-ตั้ง 'กก.ติดตามประเมินผล'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา