
“…เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการแล้ว ก็ปรากฏว่ากฎหมายดังกล่าว มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามผู้ค้าน้ำมันปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกไว้ และตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็มิได้กำหนดให้ กบน. มีหน้าที่และอำนาจกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงได้…”
............................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง ในการสั่งคืนเงินจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และการจ่ายเงินชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (เรื่องเสร็จที่ 618/2569)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ในเรื่องดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้
@‘องค์กรรักชาติฯ’ร้อง 2 บริษัทฯขึ้นราคา‘น้ำมัน’หลังรัฐตรึงราคา
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง ในการสั่งคืนเงินจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และการจ่ายเงินชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (เรื่องเสร็จที่ 618/2569)
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) มีหนังสือ ที่ พน 5700.1/508 ลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ ดังนี้
1.องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้มีหนังสือ ที่ สพท. 025/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ร้องเรียนให้สั่งการให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่สองราย
คือ บริษัท ก. และบริษัท ข. ที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนชินไปในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ในระหว่างที่รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันดีเชลให้ขายในราคา 29.94 บาทต่อลิตร ผ่านการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และยังคงมีน้ำมันสำรองอยู่ในสถานที่ที่ใช้เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของตนตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543
การประกาศขึ้นราคาดังกล่าว จึงเป็นการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยขาดเหตุผลรองรับ เอาเปรียบผู้บริโภคหรือประชาชน และแสวงหากำไรในสภาวะวิกฤต เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 มาตรา 36 และมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ และมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542
นอกจากนี้ การประกาศขึ้นราคาสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องละเลยต่อหน้าที่ของผู้อำนวยการ สกนช.ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลผู้ค้าน้ำมันทั้งสองราย ให้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 19 (9) แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562
แม้ต่อมาในวันที่ 4 มีนาคม 2569 จะได้มีการปรับลดราคาน้ำมันลง แต่การปรับขึ้นราคาขายปลีกไปเกือบ 1 วัน ได้สร้างความเดือดร้อนหรือเสียหายต่อประชาชน สังคม และผู้บริโภคที่เข้าใช้บริการสถานีบริการน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันทั้งสองบริษัท อันถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จึงขอให้
(1) ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดกับผู้ค้าน้ำมันทั้งสองบริษัทที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนชินโดยมิชอบ และสั่งให้คืนเงินทั้งหมดให้กับประชาชนที่เข้าไปใช้บริการเติมน้ำมันในช่วงวันและเวลาดังกล่าว
(2) ตรวจสอบปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่ผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร และที่คงเหลือของผู้ค้าน้ำมันทั้งสองบริษัทในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 และขอทราบข้อมูลสถานที่ที่ใช้เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองของทั้งสองบริษัทตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
(3) ขอให้เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ออกคำสั่งระงับการจำหน่ายหรือค้าน้ำมันดินและน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดอออกไปยังต่างประเทศโดยเด็ดขาด
(4) ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการ สกนช. ที่บกพร่องและละเลยต่อหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยไม่สามารถควบคุมให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
2.ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันนั้นซื้อเพลิง (กบน) ครั้งที่ 25/2569 (ครั้งที่ 546) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สกนช. ได้รายงานข้อร้องเรียนของ “องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน” ต่อ กบน. และที่ประชุมฯ มีมติ ดังนี้
(1) รับทราบการร้องเรียนที่ขอให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดผู้ค้าน้ำมันทั้งสองราย
(2) รับทราบการร้องเรียนผู้อำนวยการ สกนช. ที่บกพร่องละเลยต่อหน้าที่และรับทราบความเห็นของ สกนช. ที่เห็นว่า การดำเนินการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยผู้อำนวยการ สกนช. เป็นการดำเนินการตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เพื่อการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ประกอบกับมาตรา 14 ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของ กบน. และมาตรา 24 ที่กำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้อ้านวยการ สกนช. อย่างถูกต้องแล้ว โดยมอบหมายให้ สกนช. รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป
(3) ให้ชะลอการจ่ายเงินชดเชยสำหรับการจำหน่ายน้ำมันในช่วงวันที่ 2-3 มีนาคม 2569 ของผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายไว้ก่อน และมอบหมายให้ สกนช. หารือหน่วยงานด้านกฎหมายว่า จะสามารถดำเนินการให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายคืนเงินทั้งหมดให้กับประชาชนที่เข้าไปใช้บริการในช่วงเวลาตามที่ร้องเรียน หรือสามารถงดจ่ายเงินชุดเชยแก่ทั้งสองบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าวได้หรือไม่ และเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้นำเสนอ กบน. พิจารณาต่อไป
(4) เห็นชอบแนวทางในการจ่ายเงินชดเชย กรณีที่มีข้อสังเกตเรื่องน้ำมันที่ขอรับเงินชดเชยเป็นน้ำมันที่อยู่ในคลังของผู้ค้าน้ำมันซึ่งเป็นสต็อกเดิม ให้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยได้ตามหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำนั้นเชื้อเชื้อเพลิงฯ
3.โดยที่มาตรา 14 (4) แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ กำหนดให้ กบน. มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการส่งเงินเข้ากองทุนหรือได้รับเงินชดเชยและกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนตามมาตรา 27 อัตราเงินชดเชยตามมาตรา 29 อัตราเงินคืนจากกองทุนตามมาตรา 31 และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนตามมาตรา 32
โดยอาจกำหนดตามประเภท การใช้ และแหล่งที่มาของน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ ทั้งนี้ ให้ กบน. รายงานการดำเนินการดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อทราบ
และมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ กำหนดให้การดำเนินงานของกองทุนฯ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 ให้บุคคลตามที่กำหนดไว้ มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุนตามอัตราที่ กบน. ประกาศกำหนด และให้ผู้อำนวยการ สกนช. เป็นผู้สั่งจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชย
ซึ่งในวันที่ 2 มีนาคม 2569 กบน. ได้ออกประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 12 พ.ศ.2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ในการนี้ สกนช. จึงขอหารือประเด็นข้อกฎหมายว่า สามารถดำเนินการให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองบริษัท คืนเงินทั้งหมดให้กับประชาชนที่เข้าไปใช้บริการเติมน้ำมันในช่วงวันเวลาดังกล่าวตามที่ผู้ร้องเรียนแจ้งมา หรือสามารถงดการจ่ายเงินชดเชยแก่ทั้งสองบริษัท ในช่วงวันดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างใด เพื่อให้ สกนช. นำเสนอ กบน. เพื่อพิจารณาต่อไป
@‘กฤษฎีกา’ชี้‘กบน.’ไม่มีหน้าที่-อำนาจกำหนดราคาขายปลีก‘น้ำมัน’
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) โดยมีผู้ แทนกระทรวงพลังงาน (กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานนานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)) และผู้แทน สกนช. เป็นผู้ขี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฎข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำชี้แจงของผู้แทน สนพ. และผู้แทน สกนช. ว่า
ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายปรับขึ้นราคาขายปลีก คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง
ตามข้อ 3 (4) แห่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2562 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2562 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มิได้กำหนดให้ควบคุมราคาขายปลีกไว้
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ สนพ. จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้น ก็เพื่อใช้เป็นราคาอ้างอิงในการติดตามราคาขายปลีกและค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน แต่ราคาดังกล่าวมิใช่ราคาซื้อขายที่รัฐกำหนดเพื่อควบคุม แต่เป็นเพียงราคาแนะนำสำหรับผู้ค้าน้ำมันเท่านั้น ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกหรือไม่ ผู้ค้าน้ำมันจะเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงของราคาเอง
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) ได้พิจารณาข้อหารือของ สกนช. ประกอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นในแต่ละประเด็นดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายคืนเงินทั้งหมดให้แก่ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการเติมน้ำมันในช่วงที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 3 มีนาคม 2569 หรือไม่
เห็นว่า การจะพิจารณาว่า กบน. จะสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายคืนเงินให้แก่ประชาชนที่เข้าไปใช้บริการในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ดังกล่าวได้หรือไม่ สมควรต้องพิจารณาก่อนว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายใดหรือไม่
เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการแล้ว ก็ปรากฏว่ากฎหมายดังกล่าว มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามผู้ค้าน้ำมันปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกไว้
และตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็มิได้กำหนดให้ กบน. มีหน้าที่และอำนาจกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงได้
ประกอบกับคณะรัฐมนตรี ได้เคยมีมติไว้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นการอนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดโลกและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
และกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เปิดให้ค่าการตลาดปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีผลเป็นการยกเลิกการกำหนดราคาชายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีก ผู้ค้าน้ำมันจะเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงราคาเอง นอกจากนั้น ก็ไม่ปรากฏว่า ในวันดังกล่าว กบง. ได้กำหนดให้ควบคุมราคาขายปลีกไว้
ดังนั้น เมื่อการปรับขึ้นราคาน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันทั้งสองราย ไม่เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายใด และ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็มิได้กำหนดให้ กบน. มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงคืนเงินให้แก่ผู้เข้ารับบริการที่สถานีบริการน้ำมันได้
กบน. จึงไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายคืนเงินให้แก่ประชาชนผู้เข้าใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวได้
ประเด็นที่สอง ผู้อำนวยการ สกนช. สามารถงดจ่ายเงินชดเชยตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 12 พ.ศ.2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ให้แก่ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายในช่วงวันที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันได้หรือไม่
เห็นว่า โดยที่มาตรา 14 (4) แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ให้อำนาจ กบน. ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการส่งเงินเข้ากองทุนหรือได้รับเงินชดเชยและกำหนดเงินส่งเข้ากองทุนตามมาตรา 27 อัตราเงินชดเชยตามมาตรา 29 อัตราเงินคืนจากองทุนตามมาตรา 31 และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนตามมาตรา 32 โดยอาจกำหนดตามประเภท การใช้ และแหล่งที่มา ของน้ำมันเชื้อเพลิง
และเมื่อ กบน. ได้อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว ออกประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 12 พ.ศ.2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงฯ
ย่อมเป็นผลให้ผู้มีมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 29 มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามอัตราที่ กบน. ประกาศกำหนด
ดังนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติหรือเงื่อนไขใดภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ กำหนดให้ผู้อำนวยการ สกนช. สามารถงดจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยรายใดได้ และผู้ค้าน้ำมันทั้งสองรายเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามมาตรา 29 โดยได้มีการขอรับเงินชดเชยโดยถูกต้องแล้ว ผู้อำนวยการ สกนช. ย่อมมีหน้าที่สั่งจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันทั้งสองราย และไม่สามารถงดจ่ายเงินชุดเชยดังกล่าวได้
อนึ่ง โดยที่มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ให้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
ดังนั้น ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กบน. จึงสมควรพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้นเชื้อเพลิงต่อไป







Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา