
"...สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า "ใครเป็นผู้กดโอนเงิน" หากแต่รวมถึงว่า "ระบบป้องกันของสถาบันการเงินเพียงพอแล้วหรือไม่ในการรับมือกับรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น" เพราะหากระบบการเงินดิจิทัลมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ใช้บริการ สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแล ในการลดความเสี่ยงและสร้างกลไกเยียวยาที่เป็นธรรมเมื่อเกิดความเสียหาย..."
เงินออมทั้งชีวิตกว่า 8 ล้านบาท ของอดีตข้าราชการบำนาญรายหนึ่ง สูญหายไปภายในเวลาเพียง 45 วัน ไม่ใช่ความเสียหายจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่การถูกแฮ็กบัญชีจนระบบถูกเจาะ แต่เป็นการโอนเงินออกจากบัญชีของเจ้าของเอง ผ่านระบบ Net Banking ของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ภายใต้การควบคุมทางจิตวิทยาของขบวนการมิจฉาชีพที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาร้ายแรง
สิ่งที่ครอบครัวผู้เสียหายตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงเหตุใดผู้สูงอายุจึงตกเป็นเหยื่อของขบวนการดังกล่าว หากแต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ ในช่วงเวลาที่มีการโอนเงินจำนวนมากผิดไปจากพฤติกรรมการใช้งานเดิมอย่างชัดเจน ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและการตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ (Fraud Management) ของธนาคาร ได้ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือนหรือชะลอความเสียหายอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
สกู๊ปชิ้นนี้เรียบเรียงจากคำให้การของผู้เสียหาย เอกสารหลักฐานการโอนเงิน หนังสือโต้ตอบกับธนาคาร และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อถอดบทเรียนคดีที่อาจสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการคุ้มครองผู้บริโภคในยุค Digital Banking
จุดเริ่มต้นของ "ปฏิบัติการตัดขาดเหยื่อ"
เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ ก่อนโอนสายต่อไปยังบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแจ้งว่าพบชื่อของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและเครือข่ายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ มิจฉาชีพส่งภาพเอกสารและภาพการจับกุมผู้ต้องหาผ่านแอปพลิเคชัน Line พร้อมอ้างว่าหากไม่ให้ความร่วมมือ อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมขบวนการ
จากนั้นมีบุคคลอีกกลุ่มอ้างตัวเป็นอัยการและผู้พิพากษา เข้ามารับช่วงการสนทนา พร้อมแจ้งว่าจำเป็นต้อง "ตรวจสอบเส้นทางการเงิน" เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับวิธีการของขบวนการ Call Center ที่ใช้หลักจิตวิทยาสร้างความหวาดกลัว ลดโอกาสที่เหยื่อจะปรึกษาบุคคลใกล้ชิด และทำให้เชื่อว่ากำลังปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อความกลัวกลายเป็นเครื่องมือควบคุมชีวิต
หลังสร้างความหวาดกลัวได้สำเร็จ มิจฉาชีพไม่ได้หยุดเพียงการโทรศัพท์ ผู้เสียหายถูกสั่งให้รายงานกิจวัตรประจำวันผ่าน Line อย่างต่อเนื่อง แจ้งว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร และห้ามเปิดเผยเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น
พฤติกรรมลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อตัดขาดเหยื่อออกจากครอบครัวและสังคม ทำให้การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการ
22 รายการโอนข้ามประเทศ ภายในเวลาเพียง 45 วัน
หลังทราบข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมด มิจฉาชีพเริ่มสั่งให้ผู้เสียหายทยอยโอนเงินผ่านระบบธนาคารออนไลน์ จากหลักฐานการทำธุรกรรม พบว่า ระหว่างเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม 2568 มีการโอนเงินออกจากบัญชี 22 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นยอดประมาณ 400,000–500,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดที่สามารถทำรายการได้ในแต่ละครั้ง ปลายทางของเงินเป็นบัญชีในต่างประเทศ โดยสลิปการทำรายการปรากฏยอดเป็นสกุลเงินดอลลาร์ และมีปลายทางในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย เมื่อเงินฝากหมด มิจฉาชีพยังชักชวนให้ผู้เสียหายนำทองคำไปจำนำ รวมทั้งยืมเงินจากญาติ โดยอ้างว่าจะนำเงินไปช่วยลูกสาวซื้อที่อยู่อาศัย รวมความเสียหายทั้งหมดประมาณ 7–8 ล้านบาท

โทรศัพท์เครื่องใหม่...ชิ้นส่วนสำคัญของขบวนการ
ข้อมูลอีกประการที่ครอบครัวผู้เสียหายเปิดเผย คือ มิจฉาชีพสั่งให้ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ โดยให้เปิดกล้องถ่ายทอดหน้าจอระหว่างทำรายการ เป้าหมายไม่ใช่การติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่อง แต่เป็นการเฝ้าดูทุกขั้นตอนของการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าเหยื่อกรอกเลขบัญชี จำนวนเงิน และยืนยันตัวตนตามคำสั่งทุกขั้นตอน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านและการสแกนใบหน้า ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร กลับถูกใช้โดยมิจฉาชีพผ่านการหลอกลวงทางจิตวิทยาให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ดำเนินการเอง
เมื่อเหยื่อกลายเป็น "บัญชีม้า" โดยไม่รู้ตัว
ระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินอยู่ มีเงินประมาณ 1.5 ล้านบาท จากผู้เสียหายอีกรายหนึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของข้าราชการบำนาญรายนี้ ทันทีที่เงินเข้า มิจฉาชีพสั่งให้รีบโอนออกไปยังบัญชีปลายทางทันที โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ผลคือ ผู้เสียหายตกอยู่ในสถานะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นบัญชีม้าตามกฎหมาย แม้ภายหลังจะเข้าพบพนักงานสอบสวนและให้ข้อมูลจนได้รับการกันไว้เป็นพยานในคดี เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า เหยื่อของขบวนการ Call Center บางรายอาจไม่ได้สูญเสียเพียงทรัพย์สิน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายจากการถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
คำถามต่อระบบ Fraud Management ของธนาคาร
เหตุการณ์ทั้งหมดถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 17–18 ตุลาคม 2568 หลังญาติสังเกตว่าผู้เสียหายเริ่มยืมเงินจากหลายคนผิดปกติ เมื่อลูกชายตรวจสอบโทรศัพท์ของบิดา จึงพบสลิปการโอนเงินจำนวนมากในแอปพลิเคชัน Line และเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ จากข้อมูลที่ครอบครัวผู้เสียหายรวบรวม พบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายไม่เคยมีประวัติการโอนเงินต่างประเทศในลักษณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเพียง 45 วัน กลับเกิดการโอนเงินมูลค่าสูงต่อเนื่องถึง 22 ครั้ง ไปยังบัญชีปลายทางในต่างประเทศ ข้อเท็จจริงดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติของธนาคาร ซึ่งออกแบบมาเพื่อประเมินความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า ได้ประเมินความผิดปกติของรายการเหล่านี้อย่างไร และมีการแจ้งเตือนหรือใช้มาตรการลดความเสี่ยงในระดับใด
ธนาคารชี้แจงอย่างไร
ภายหลังการร้องเรียน ครอบครัวผู้เสียหายระบุว่า ธนาคารมีหนังสือตอบกลับโดยสรุปว่า การทำธุรกรรมเกิดจากการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านและการสแกนใบหน้าของเจ้าของบัญชี จึงถือว่าเป็นการทำรายการโดยผู้ใช้บริการเอง
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้เสียหายเห็นว่า ประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม ไม่ได้อยู่เพียงว่าผู้ใดเป็นผู้กดทำรายการ แต่รวมถึงการประเมินความผิดปกติของรูปแบบธุรกรรม ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมเดิมของผู้ใช้บัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงที่อยู่ระหว่างการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย
ไม่ใช่เพียงคดีของครอบครัวหนึ่ง
คดีนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้เสียหายรายเดียว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการหลอกลวงทางการเงินผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศเริ่มพัฒนาหลักเกณฑ์การแบ่งความรับผิดระหว่างสถาบันการเงินกับลูกค้าในกรณีที่เป็นเหยื่อของการหลอกให้โอนเงิน (Authorized Push Payment Fraud)
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า "ใครเป็นผู้กดโอนเงิน" หากแต่รวมถึงว่า "ระบบป้องกันของสถาบันการเงินเพียงพอแล้วหรือไม่ในการรับมือกับรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น"เพราะหากระบบการเงินดิจิทัลมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ใช้บริการ สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแล ในการลดความเสี่ยงและสร้างกลไกเยียวยาที่เป็นธรรมเมื่อเกิดความเสียหาย
กลโกงสแกมเมอร์และแนวทางป้องกันภัยไซเบอร์

เรืออากาศเอก นพรัตน์ สุจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายทดสอบเจาะระบบและประเมินความพร้อม สำนักบริหารโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ สำนักวิชาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า การแชร์หน้าจอเปรียบเสมือนการเอาหน้าจอโทรศัพท์ไปให้คนอื่นดูด้วย ทำให้มิจฉาชีพเห็นทุกพฤติกรรมที่เราพิมพ์ เช่น รหัส PIN หรือ OTP แต่แอปควบคุมระยะไกลนั้นร้ายแรงกว่า เพราะมิจฉาชีพสามารถควบคุมเครื่องได้ 100% โดยที่เหยื่อไม่ต้องกดหรือพิมพ์อะไรเองเลย ยิ่งถ้ามีการแชร์หน้าจอระหว่างทำธุรกรรม มิจฉาชีพจะสามารถบันทึกภาพขั้นตอนการสแกนใบหน้า (Face Scan) เช่น การหันซ้ายขวา ลืมตา ไว้เพื่อนำไปใช้ผ่านระบบในภายหลังได้ ในส่วนของการปลอมแปลงหน้า ณ เวลาที่สแกนในระบบธนาคารจริงๆ นั้นทำได้ยาก แต่มิจฉาชีพมักจะส่งลิงก์เพื่อหลอกให้เหยื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน จากนั้นจึงหลอกให้สแกนหน้าเพื่อบันทึกไว้ล่วงหน้า รวมถึงหลอกให้กดรหัส PIN ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักใช้ PIN ชุดเดียวกันในทุกแอปพลิเคชัน เมื่อมิจฉาชีพเข้าควบคุมเครื่องได้ ก็จะใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้เหล่านี้ทำการโอนเงินออกไปจนหมด จากกรณีนี้ ผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโดยอ้างตัวว่าเป็นผู้กำกับจากภูเก็ตและอัยการสูงสุด ขู่ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น กรณีนี้เป็นรูปแบบคลาสสิกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจ เพื่อให้เหยื่อรีบโอนเงิน โดยอาศัยจุดอ่อนที่ผู้เสียหายโดยเฉพาะผู้สูงอายุขาดความตระหนักรู้ด้านภัยไซเบอร์
ดังนั้น การป้องกันจึงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1. ฝั่งผู้ใช้งาน (USER) ต้องสร้างความตระหนักรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ ซึ่งครอบครัวต้องคอยพูดคุยช่วยเหลือและเตือนภัยกัน ควรตั้งรหัสลับเพื่อยืนยันตัวตนในครอบครัวให้ปลอดภัย โดยตั้งจากข้อมูลเฉพาะของครอบครัวหรือเรื่องที่รู้กันเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง หรือเรื่องราวที่รู้กันเฉพาะคนในบ้าน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มิจฉาชีพไม่สามารถคาดเดาหรือค้นหาจากอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ และเมื่อมีสายโทรศัพท์ที่อ้างว่าเป็นคนในครอบครัวหรือคนรู้จักโทรมาติดต่อ โดยเฉพาะหากมีเรื่องของการขอให้โอนเงินหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ควรให้ปลายสายยืนยันตัวตนด้วยการตอบรหัสลับที่ตกลงกันไว้ให้ถูกต้องก่อนเสมอ การใช้วิธีนี้จะช่วยป้องกันครอบครัวจากเทคโนโลยีหลอกลวงขั้นสูงอย่าง Deepfake ที่สามารถปลอมแปลงได้ทั้งภาพและเสียงให้เหมือนคนในครอบครัวได้อย่างแนบเนียน จึงต้องใช้หลักการ "Zero Trust" คือการตรวจสอบยืนยันตัวตนเสมอ ดังนั้นการตั้ง "รหัสลับ" ในครอบครัว เพื่อใช้ยืนยันตัวตนเวลาโทรติดต่อกันจะปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เกษียณซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพเพราะมีเงินก้อนและมักมีความกังวลใจได้ง่าย
2. ฝั่งผู้ดูแลระบบ การตรวจจับความผิดปกติ (Fraud detection) ทางเทคนิคสามารถทำได้ โดยระบบธนาคารและสถาบันการเงินได้นำระบบป้องกันนี้มาใช้งานกับบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของบัญชีเดบิต หากมีการตรวจสอบหรือระงับตลอดเวลา อาจส่งผลให้ผู้ใช้งานเกิดความกังวลหรือไม่สะดวกใจ ในอนาคตเทคโนโลยีควรมีการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-factor authentication) เช่น การใช้รหัสผ่านแบบ Real-time ที่บันทึกล่วงหน้าไม่ได้ หรือการตั้งค่าความปลอดภัยที่ต้องใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ส่งผ่าน SMS หรืออีเมล รวมถึงการสแกนใบหน้าก่อนยืนยันการชำระเงิน แต่ทั้งนี้การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่กดลิงก์ และไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแปลกๆ
เรืออากาศเอก นพรัตน์ เสริมในตอนท้ายว่า กรณีมิจฉาชีพหลอกให้รัก หลอกให้ลงทุนผ่าน Facebook นั้น ช่วงแรก ๆ มิจฉาชีพยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อยิงโฆษณาบน Facebook ข้อสังเกตหลัก ๆ ที่ประชาชนควรสังเกตคือ ผลตอบแทนมัก "เกินจริง" และมักมีการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือดารา และเมื่อเราหลงไปลงทุนกับมิจฉาชีพ ในเดือนแรกมิจฉาชีพอาจจะจ่ายผลตอบแทนให้จริงเพื่อหลอกให้เหยื่อเกิดความโลภและทุ่มเงินลงทุนเพิ่มจนหมดตัว ดังนั้นความรู้และการตั้งข้อสงสัย (เอ๊ะ) ไว้ก่อนจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้รับผิดขอบในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับ สมาคมธนาคารไทย แล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเป็นทางการแต่อย่างใด
หากมีข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง จะนำมาเสนอในโอกาสต่อไป

ผลงานโดย : วิชดา นฤวรพัฒน์
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาศักยภาพนักข่าวท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำการทำข่าวเชิงสืบสวนยุคดิจิทัล" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลน บริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา