
“..ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ให้ค่าตอบแทน 5,000 บาท จูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มที่ 16 อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่ผู้คัดค้านที่ 5 กำหนดเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม…”
.................................................
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ‘ศาลฎีกา’ เผยแพร่คำพิพากษา ‘ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง’ ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 2/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว. 68/2569 ลงวันที่ 17 ส.ค.2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และ นายทองดำ นวลนุกูล (ผู้คัดค้านที่ 1) ,นายวิจิตร อินทอง (ผู้คัดค้านที่ 2) ,นายบรรเจิด สีสุมัง (ผู้คัดค้านที่ 3)
นายบุญฤทธิ์ พลหงสา (ผู้คัดค้านที่ 4) ,นายสำรอง ยศเฮือง (ผู้คัดค้านที่ 5) และนายสมยศ ปานพูล (ผู้คัดค้านที่ 6) เรื่อง พ.ร.บประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) ในคดีว่าจ้าง วาน หรือใช้ให้บุคคลอื่นลงสมัครเลือก สว.
โดยคดีนี้ ศาลฯพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายทองดำ นวลนุกูล (ผู้คัดค้านที่ 1) นายวิจิตร อินทอง (ผู้คัดค้านที่ 2) และนายบรรเจิด สีสุมัง (ผู้คัดค้านที่ 3) เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากปรากฎข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายทองดำ นายวิจิตร และนายบรรเจิด รับเงิน 5,000 บาท จากบุคคลอื่นในการจูงใจให้ตนสมัครรับเลือกเป็น สว.ในกลุ่มที่ 16 อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายสำรอง ยศเฮือง (ผู้คัดค้านที่ 5) เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายสำรอง ให้ค่าตอบแทน 5,000 บาท จูงใจให้นายทองดำ (ผู้คัดค้านที่ 1) และนายบรรเจิด (ผู้คัดค้านที่ 3) สมัครรับเลือกเป็น สว. เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัคร ตามที่นายสำรอง กำหนดเป็น สว.
ขณะเดียวกัน ศาลฯยกคำร้องของ กกต. (ผู้ร้อง) ในส่วนของ นายบุญฤทธิ์ พลหงสา (ผู้คัดค้านที่ 4) เนื่องจากศาลฯเห็นว่า ในทางไต่สวนยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายบุญฤทธิ์ กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก
และยกคำร้องของ กกต. (ผู้ร้อง) ในส่วน นายสมยศ ปานพูล (ผู้คัดค้านที่ 6) เนื่องจากยังไม่อาจรับฟังได้ว่า นายสมยศ ร่วมกับนายสำรอง (ผู้คัดค้านที่ 5) จูงใจให้นายทองดำ (ผู้คัดค้านที่ 1) และนายบรรเจิด สีสุมัง (ผู้คัดค้านที่ 3) สมัครรับเลือกเป็น สว. โดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่ระบุ หรือรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของนายสำรอง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาและพฤติการณ์ของ ‘ผู้คัดค้าน’ ในคดีนี้ มีรายละเอียด ดังนี้
@ข้อเท็จจริงคดี-‘กกต.-เจ้าหน้าที่’ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่
พิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ประกอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกัน
รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ต่อมาผู้ร้อง (กกต.) มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอ วันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิ.ย.2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิ.ย.2567
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 (นายทองดำ นวลนุกูล ผู้คัดค้านที่ 1 ,นายวิจิตร อินทอง ผู้คัดค้านที่ 2 , นายบรรเจิด สีสุมัง ผู้คัดค้านที่ 3 และนายบุญฤทธิ์ พลหงสา ผู้คัดค้านที่ 4) ยื่นใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 16
ผู้คัดค้านที่ 5 (นายสำรอง ยศเฮือง) ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ซึ่งเป็นเอกสารประกอบที่ต้องยื่นในวันสมัครให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 โดยผู้คัดค้านที่ 6 (นายสมยศ ปานพูล) ลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 มีนายทำเรียน บัวสิงห์ ลงลายมือชื่อเป็นพยานให้
ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 16
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
ทางไต่สวนได้ความตามรายงานและสำนวนการไต่สวนของผู้ร้อง (กกต.) คำเบิกความของนายพรรณนพ วงศ์กมลาไสย และนายอุทัย พลหาญ ว่า นายพรรณนพ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ดตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 876/2567 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567
มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทำใดที่จะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายพรรณนพ ไปพบผู้คัดค้านที่ 1 และสอบถามเหตุผลในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 5 ชักชวนผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ให้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567
โดยผู้คัดค้านที่ 5 จะออกค่าใช้จ่ายในการสมัครให้ แล้วจะแจ้งอีกครั้ง หลังจากได้รับข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัครในวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ว่า จะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร
ต่อมา ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา นายพรรณนพ ไปพบผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่าเหตุที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพราะผู้คัดค้านที่ 5 ชักชวนให้ผู้คัดค้านที่ 2 กับพวก ไปสมัคร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 โดยผู้คัดค้านที่ 5 จะออกค่าใช้จ่ายในการสมัครให้และจะแจ้งอีกครั้ง หลังจากได้รับข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัครในวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ว่าจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไรเช่นเดียวกัน
ซึ่งการสนทนาระหว่างนายพรรณนพกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีการอัดคลิปเสียงไว้ ตามแผ่นซีดีบรรจุไฟล์เสียง ซึ่งปรากฏข้อความตามเอกสารการถอดคลิปบันทึกเสียง ซึ่งมีการแปลภาษาท้องถิ่นเป็นภาษากลาง (ราชการ) ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 299 ถึงหน้าที่ 312
นายพรรณนพ จัดทำรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2567 ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 36 ถึงหน้าที่ 39 เสนอต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 2 ซึ่งมีนายอุทัย เป็นประธานดำเนินการตรวจมูลกรณีดังกล่าว
นายอุทัย ดำรงตำแหน่งพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนภูมิภาค ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1004/2567 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567
เมื่อตรวจมูลกรณีแล้ว คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 2 เห็นควรรับกรณีดังกล่าวไว้ไต่สวนตามรายงานการตรวจมูลกรณีเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 10 ถึงหน้าที่ 13 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด จึงมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดเดิมดำเนินการไต่สวนตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 9
จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้กรอกข้อมูลลงในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครระดับอำเภอ (สว.3) และหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4
โดยผู้คัดค้านที่ 5 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรองในเอกสารหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4
และกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 5 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 5,000 บาท เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 สมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด โดยผู้คัดค้านที่ 6 ร่วมกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 5 เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1)
และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 99 ซึ่งการกระทำของผู้คัดค้านทั้งหก เป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน มาตรา 22
ผู้ร้อง (กกต.) จึงมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 618/2568 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งหก ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 427 ถึงหน้าที่ 433
เห็นว่า เหตุที่มีการสืบสวนและไต่สวนคดีนี้ สืบเนื่องมาจากนายพรรณนพ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ดทราบจากแหล่งข่าวว่า ในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ มีพฤติการณ์จ้าง วาน หรือใช้ให้บุคคลไปสมัครเพื่อเลือกบุคคลตามเป้าหมาย
จากการตรวจสอบการสมัครพบว่า ผู้สมัครหลายคน ไม่มีการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และสมัครในกลุ่มที่ไม่ตรงกับอาชีพที่แท้จริง จึงขอเข้าพบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ขณะที่ยังเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อันทำให้มีลักษณะต้องห้ามไม่อาจสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้
แต่กลับมาลงสมัครรับเลือกในกลุ่มที่ 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา หรืออื่นๆ ทำนองเดียวกัน ทั้งที่ตนเองประกอบอาชีพอื่น
จากการสอบถามผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มิได้ประสงค์จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่มีผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้ชักชวนให้ไปสมัคร ตามบันทึกถ้อยคำผู้ตรวจการเลือกตั้ง เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 14 ถึงหน้าที่ 17
นายพรรณนพ จึงจัดทำรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 36 ถึงหน้าที่ 39 เสนอต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดร้อยเอ็ด คณะที่ 2 ตามบัญชีรายชื่อพนักงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนภูมิภาค เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 7 ซึ่งมีนายอุทัยเป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 2 ดำเนินการตรวจมูลกรณี แล้วเสนอความเห็นควรสั่งรับไว้ดำเนินการไต่สวน
ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดเดียวกันดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 9 จนกระทั่งผู้ร้องมีคำวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งหก
การดำเนินการของนายพรรณนพ นายอุทัย รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต่างเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านทั้งหกมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่า จะดำเนินการและเบิกความต่อศาลให้ร้ายผู้คัดค้านทั้งหกโดยปราศจากมูลความจริง
เอกสารหลักฐานที่พยานทั้งสองจัดทำขึ้นในหน้าที่ในการบันทึกและสอบถ้อยคำ ไม่ว่าในชั้นตรวจมูลกรณีหรือชั้นไต่สวนข้อเท็จจริง แม้ถือเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น ก็น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 วรรคสอง (1)
ประกอบกับระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ข้อ 5 วรรคสอง
@ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ‘3 ผู้คัดค้าน’รับเงินแลกลงสมัครเลือก ‘สว.’
สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งให้ถ้อยคำในชั้นตรวจมูลกรณีว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่ขุดเจาะน้ำบาดาลอยู่ ผู้คัดค้านที่ 5 โทรศัพท์ติดต่อและชวนให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อไปพบผู้คัดค้านที่ 5 ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสมเด็จ พบผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อยู่ด้วยกัน
ผู้คัดค้านที่ 5 แจ้งให้ตนไปขอรับใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากนายทะเบียนอำเภอ และมอบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ ให้ ผู้คัดค้านที่ 5 ลงชื่อเป็นผู้รับรอง และผู้คัดค้านที่ 6 ลงชื่อเป็นพยานและกรอกข้อมูลในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4)
ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ ไม่ประกาศชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ระดับอำเภอ และผู้คัดค้านที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้มีคำสั่งให้เป็นผู้สมัคร เนื่องจากไม่ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแต่ต้น ตามบันทึกถ้อยคำผู้สมัครเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 19 ถึงหน้าที่ 22
แม้ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ชักชวนไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ได้มอบค่าใช้จ่ายในการสมัคร โดยบุตรสาวของตนฝากเงินจำนวน 5,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 นำมามอบให้ตน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสมัครตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 183 และหน้าที่ 184
แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ให้การว่าไม่ได้ประสงค์สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาแต่แรก จึงไม่น่ามีความจำเป็นใดที่จะต้องให้บุตรสาวนำเงิน 5,000 บาท มาให้เป็นค่าใช้จ่ายในการสมัคร ทั้งค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเป็นเงินเพียง 2,500 บาท เท่านั้น ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 5
นอกจากนี้ ในชั้นตรวจมูลกรณี ผู้คัดค้านที่ 1 ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับเงินจำนวน 5,000 บาท อีกว่า ได้สอบถามผู้คัดค้านที่ 5 ว่า ทำไมให้เยอะ ผู้คัดค้านที่ 5 ยกนิ้วชี้ที่ศีรษะผู้คัดค้านที่ 1 เข้าใจว่า ให้คิดเองไม่ต้องสอบถาม จึงไม่น่าเชื่อว่าคณะกรรมการตรวจมูลกรณี จะกลั่นแกล้งบันทึกถ้อยคำให้มีรายละเอียดดังกล่าวโดยไม่ตรงต่อความเป็นจริง
ผู้คัดค้านที่ 1 ยังให้ถ้อยคำยืนยันในชั้นไต่สวนก่อนถูกแจ้งข้อกล่าวหาอีกว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นซองบรรจุเงินจำนวน 5,000 บาท ให้จริง แต่ไม่ทราบว่าเป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 5 เองหรือไม่ หรือได้มาอย่างไร ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 161
ดังนั้น ถ้อยคำที่ให้ไว้ในชั้นตรวจมูลกรณีและชั้นไต่สวนก่อนการถูกแจ้งข้อกล่าวหาของผู้คัดค้านที่ 1 จึงรับฟังเป็นความจริงได้ยิ่งกว่าถ้อยคำที่ให้ไว้หลังจากถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำเพื่อปัดความรับผิด
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงิน 5,000 บาท จากบุคคลอื่นในการจูงใจให้ตนสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำในชั้นตรวจมูลกรณีว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 6 ซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส่งข้อความถึงตนทางแอปพลิเคชันไลน์ชักชวนให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ กลุ่มที่ 16
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 5 โทรศัพท์แจ้งให้ไปพบที่ร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่ง เมื่อถึงสถานที่ดังกล่าวพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 อยู่ด้วยกัน ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นของสีขาวบรรจุธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 5,000 บาท ให้ตน
ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้กรอกข้อมูลลงในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครระดับอำเภอ (สว.3) และหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ผู้คัดค้านที่ 2 เพียงลงชื่อในเอกสารดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 แจ้งผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ให้สมัครผ่านเข้าไปก่อน แล้วจึงจะแจ้งว่าให้เลือกผู้สมัครกลุ่มใด
ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ ไม่ประกาศชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้สมัคร ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้มีคำสั่งให้เป็นผู้สมัครเนื่องจากไม่ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแต่ต้นตามบันทึกถ้อยคำผู้สมัครเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 23 และหน้าที่ 24
แม้ในชั้นไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 2 จะให้ถ้อยคำโดยขอแก้ไขข้อความในคำให้การเดิมที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ให้เงิน 5,000 บาท เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ให้ตนยืมเงินจำนวน 2,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการสมัคร ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้ใช้หรือจ้างให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหา เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 188 และหน้าที่ 189
แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคำหลังจากถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว มีลักษณะเป็นการปฏิเสธให้พ้นจากความรับผิด ทั้งที่ในชั้นตรวจมูลกรณี ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำว่าผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นซองขาวบรรจุธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 5 ฉบับ ให้ อันเป็นการระบุจำนวนเงินที่ชัดเจน
และมีรายละเอียดอีกว่าผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 จะแจ้งอีกครั้ง หากผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเลือกในระดับอำเภอว่าจะให้เลือกผู้สมัครกลุ่มใด ตามบันทึกถ้อยคำผู้สมัคร เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 23 และหน้าที่ 24 ถ้อยคำในชั้นตรวจมูลกรณีของผู้คัดค้านที่ จึงรับฟังเป็นความจริงได้ เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ยังไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องราวให้ตนเองพ้นผิด
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 รับเงิน 5,000 บาท จากบุคคลอื่นในการจูงใจให้ตนสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ให้ถ้อยคำในชั้นตรวจมูลกรณีว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา ขณะเลี้ยงวัวอยู่ที่บ้าน ได้รับโทรศัพท์จากผู้คัดค้านที่ 5 ชักชวนให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากจำนวนผู้สมัครไม่เพียงพอ ต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จึงไปพบผู้คัดค้านที่ 5 ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสมเด็จ
เมื่อได้รับใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 5 ลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ตน
จากนั้นยื่นของสีขาวบรรจุธนบัตร ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 5,000 บาท ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบันทึกถ้อยคำผู้สมัครเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 25 ถึงหน้าที่ 27 และให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนยืนยันตามถ้อยคำเดิมตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 163 และหน้าที่ 164
โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 3 โทรศัพท์สอบถามผู้คัดค้านที่ 5 ว่า จะให้เลือกผู้สมัครคนใด ผู้คัดค้านที่ 5 แจ้งว่าให้เลือกผู้มีชื่อ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 3 จึงเลือกผู้มีชื่อตามที่ได้รับแจ้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด
แม้ผู้คัดค้านที่ 3 จะให้ถ้อยคำใหม่อีกครั้ง เป็นว่าผู้คัดค้านที่ 5 ให้เงินจำนวน 5,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการสมัคร แต่ไม่ได้แจ้งให้ลงคะแนนแก่ผู้ใด กรณีไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะบันทึกถ้อยคำพาดพิงถึงผู้มีชื่อเอง โดยผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้ให้ถ้อยคำเช่นนั้น เชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 3 ให้ถ้อยคำแก้ตัวเพื่อปัดให้ตนเองและผู้คัดค้านที่ 5 พ้นผิด
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 รับเงิน 5,000 บาท จากบุคคลอื่นในการจูงใจให้ตนสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา
@จ่ายเงิน 5 พันบาท ว่าจ้างสมัครลงเลือก‘สว.’กลุ่มที่ 16
ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 5 นั้น ผู้คัดค้านที่ 5 ให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 204 ถึงหน้าที่ 207 ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 5 ไปให้กำลังใจคนรู้จัก รวมทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ผู้คัดค้านที่ 5 ไม่ได้ชักชวนหรือให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและให้ลงคะแนนแก่ผู้สมัครคนใด
มีเพียงเหตุการณ์ที่บุตรสาวของผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินค่าถ่ายรูปให้ตนนำไปมอบให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ยืมเงิน 5,000 บาท จากตนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสมัคร
ส่วนที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเพราะผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ขอร้อง
เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งทั้งสองคนต่างให้ถ้อยคำว่า มีความเกรงใจผู้คัดค้านที่ 5 เพราะเป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ และเคยช่วยเหลือกันมาก่อน ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ยิ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 จะปันแต่งเรื่องราวให้ถ้อยคำปรักปรำผู้คัดค้านที่ 5 โดยไม่มีมูลความจริง
และในเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่ต้องขอร้องให้ผู้คัดค้านที่ 5 ช่วยเหลือรับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการสมัครดังที่ผู้คัดค้านที่ 5 กล่าวอ้าง
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ให้ค่าตอบแทน 5,000 บาท จูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในกลุ่มที่ 16 อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่ผู้คัดค้านที่ 5 กำหนดเป็นสมาชิกวุฒิสภา
กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
@ไม่ปรากฏพยานหลักฐานชี้ชัด‘ผู้คัดค้านที่ 4’ทุจริตเลือกสว.
สำหรับผู้คัดค้านที่ 4 ปรากฏตามถ้อยคำที่ให้ไว้ในชั้นตรวจมูลกรณีว่า ผู้คัดค้านที่ 5 แจ้งผู้คัดค้านที่ 4 ให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ โดยนัดพบกันเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ที่ร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงสถานที่ดังกล่าว พบผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6
เมื่อถ่ายรูปเสร็จ จึงไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีสมเด็จ และไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผู้คัดค้านที่ 4 ออกค่าใช้จ่ายในการสมัคร 2,500 บาท เอง และให้ผู้คัดค้านที่ 6 กรอกข้อมูลในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครระดับอำเภอ (สว.3) และหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้
จากนั้นผู้คัดค้านที่ 5 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ให้แก่ตน
เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 4 ยืนยันตั้งแต่ในชั้นตรวจมูลกรณีและชั้นไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่า ตนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการสมัครจำนวน 2,500 บาท เอง แม้ในชั้นตรวจมูลกรณีผู้คัดค้านที่ 4 จะให้ถ้อยคำว่าผู้คัดค้านที่ 5 แจ้งให้ตนไปสมัคร
ต่อมาให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ไม่ได้แจ้งให้ตนไปสมัคร เพียงแต่สอบถามว่า ไม่ลองไปสมัครดูเหรอ ลำพังเพียงการชักชวนกันหรือแจ้งให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นว่า มีการจูงใจโดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการให้เลือกผู้สมัครคนใด ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทุจริตในการเลือก
เมื่อทางไต่สวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 รับเงินค่าใช้จ่ายในการสมัครจากผู้คัดค้านที่ 5 อีกทั้ง ผู้คัดค้านที่ 4 ให้ถ้อยคำยืนยันมาแต่ต้นว่า ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้บอกว่า ให้เลือกผู้สมัครกลุ่มใด ในการเลือกระดับจังหวัด ผู้คัดค้านที่ 4 เลือกตนเอง
ดังนั้น การนัดกันไปถ่ายรูปด้วยกันก็ดี การไปขอใบรับรองแพทย์ด้วยกันก็ดี การไปสมัครด้วยกันก็ดี หรือการให้ผู้คัดค้านที่ 5 ลงชื่อรับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ก็ดี ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 4 รับผลประโยชน์ตอบแทน จากผู้คัดค้านที่ 5 โดยแลกเปลี่ยนกับการเลือกผู้สมัครคนใด อันถือเป็นการทุจริตในการเลือก
นอกจากนี้ ผู้คัดค้านที่ 4 รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 5 มาก่อน การที่ให้ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ ลงชื่อรับรองในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) จึงไม่นับว่าเป็นพิรุธแต่อย่างใด อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 4 ก็เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือการทำงานในกลุ่มที่ 16 ตามความเป็นจริง
ทางไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 4 กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามคำร้องของผู้ร้อง
@ศาลฯสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี ทุจริตเลือก‘สว.’
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ร่วมกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 5 หรือไม่
ทางไต่สวน มีเพียงผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้ถ้อยคำพาดพิงถึงผู้คัดค้านที่ 6 ในชั้นตรวจมูลกรณีของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ส่งข้อความถึงตนทางแอปพลิเคชันไลน์ ชักชวนให้ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ กลุ่มที่ 16
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 6 โทรศัพท์แจ้งให้ไปพบที่ร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่ง เมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 อยู่ด้วยกัน ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นซองสีขาวบรรจุธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 5,000 บาท ให้
ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นผู้กรอกข้อมูลลงในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครระดับอำเภอ (สว.3) และหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) ผู้คัดค้านที่ 2 เพียงลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว
แต่ในเอกสารการถอดคลิปบันทึกเสียงซึ่งมีการแปลภาษาท้องถิ่นเป็นภาษากลาง (ภาษาราชการ) ตามเอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 299 ถึงหน้าที่ 306 กลับไม่ปรากฏถ้อยคำพาดพิงถึงผู้คัดค้านที่ 6 เลย แต่มีข้อความทำนองว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้ให้เงินค่าสมัคร 5,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 2
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนหลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ไม่ได้ว่าจ้าง วาน หรือใช้ให้ไปสมัคร แต่ให้ยืมเงินค่าสมัคร 2,500 บาท
อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ต่างให้ถ้อยคำว่าผู้คัดค้านที่ 5 เป็นคนส่งของที่มีเงิน 5,000 บาท ให้ มิใช่ผู้คัดค้านที่ 6 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เอง ก็ไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงผู้คัดค้านที่ 6 แต่แรก และให้ถ้อยคำในชั้นตรวจมูลกรณีและในชั้นไต่สวนแตกต่างกันในเรื่องผู้ให้เงินและจำนวนเงินค่าสมัคร อันเป็นการให้ถ้อยคำที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย
อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ต่างให้ถ้อยคำว่า ไม่ทราบและไม่เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 5 จะมอบเงิน 5,000 บาท ให้แก่บุคคลอื่นนอกจากตนเองด้วยหรือไม่ จึงไม่แน่ว่าผู้คัดค้านที่ 6 จะรู้ว่าผู้คัดค้านที่ 5 มอบเงิน 5,000 บาท แก่ผู้คัดค้านอื่นหรือไม่
ลำพังการช่วยกรอกเอกสารในการสมัคร หรือลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4)
ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 5 จูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการให้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่ระบุ หรือรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 5 อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายทองดำ นวลนุกูล ผู้คัดค้านที่ 1 นายวิจิตร อินทอง ผู้คัดค้านที่ 2 นายบรรเจิด สีสุมัง ผู้คัดค้านที่ 3 นายสำรอง ยศเฮือง ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายบุญฤทธิ์ พลหงสา ผู้คัดค้านที่ 4 และนายสมยศ ปานพูล ผู้คัดค้านที่ 6

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา