
“….หากผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการไปโดยสุจริตใจแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมสามารถโอนเงินให้แก่นางสาวณัฐนรีได้โดยตรง ไม่จำต้องโอนเงินไปให้ผู้คัดค้านที่ 7 ก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินต่อไปให้นางสาวณัฐนรีอีกทอดหนึ่ง บ่งชี้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาทุจริตจงใจหลีกเลี่ยงมิให้มีการตรวจสอบถึงการโอนเงินดังกล่าว…”
...........................................
เมื่อเร็วๆนี้ ศาลฎีกา เผยแพร่ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 15/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 69/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (ผู้ร้อง) และพลโทโสภณ ศิริงาม (ผู้คัดค้านที่ 1) นายชัยชนะ เนาวงศ์ (ผู้คัดค้านที่ 2) กับพวกรวม 8 ราย ในคดีขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของพลโทโสภณ ศิริงาม ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยชนะ เนาวงศ์ ผู้คัดค้านที่ 2 นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย ผู้คัดค้านที่ 4 นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง ผู้คัดค้านที่ 6 พันเอกสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวณัฏฐยา หรือณัฐณิชา รัตนะ ผู้คัดค้านที่ 8 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
เนื่องจากข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านดังกล่าว มีพฤติการณ์ร่วมกันให้สินทรัพย์เพื่อจูงใจให้มีการลงคะแนนเลือกมีสิทธิเลือกระดับจังหวัด หรือมีพฤติการณ์เรียกรับเงินค่าตอบแทนแลกกับการลงคะแนนเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด อันเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายบรรลุ บุตรศาสตร์ ผู้คัดค้านที่ 3 และนายสนอง กาสิงห์ ผู้คัดค้านที่ 5
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 15/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 69/2569) ดังนี้
@พิรุธโอน 1.5 หมื่นบาทผ่าน‘ลูกน้อง’จ้างเลือก‘พล.ท.’เป็น‘สว.’
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 โดยมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา
กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
ในการเลือกระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567
ผู้คัดค้านที่ 1 (พลโทโสภณ ศิริงาม) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 15
ผู้คัดค้านที่ 2 (นายชัยชนะ เนาวงศ์) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 3
ผู้คัดค้านที่ 3 (นายบรรลุ บุตรศาสตร์) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 5
ผู้คัดค้านที่ 4 (นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 10
ผู้คัดค้านที่ 5 (นายสนอง กาสิงห์) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 12
ผู้คัดค้านที่ 6 (นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง) เป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 20 หมายเลข 2
ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 (พันเอกสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล) และที่ 8 (นางสาวณัฏฐยาหรือณัฐณิชา รัตนะ) มิใช่ผู้สมัคร โดยผู้คัดค้านที่ 7 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเพื่อนผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนผู้คัดค้านที่ 8 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 ประเด็นที่ 1 ทางไต่สวนได้ความจากนางสาวณัฐนรี... ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 พยานผู้ร้อง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 เวลา 13.12 นาฬิกา นางสาวณัฐนรีโทรศัพท์ไปแนะนำตัวกับ ผู้คัดค้านที่ 1 (พลโทโสภณ ศิริงาม)
และผู้คัดค้านที่ 1 ชักชวนให้นางสาวณัฐนรีไปที่ร้านอาหารสุขใจแลนด์ เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 นัดหมายไปรับประทานอาหาร พูดคุยและทำความรู้จักกันระหว่างผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 ที่ร้านอาหารดังกล่าว
เมื่อนางสาวณัฐนรี เดินทางไปถึง ได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 8 (นางสาวณัฏฐยาหรือณัฐณิชา รัตนะ) ซึ่งเป็นภริยาผู้คัดค้านที่ 1 ,ผู้คัดค้านที่ 2 ,ภริยาผู้คัดค้านที่ 2 ,ผู้คัดค้านที่ 5 และผู้คัดค้านที่ 6 นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ตามภาพถ่ายหมาย ร.1 แผ่นที่ 105
มีการรับประทานอาหารและพูดคุยแนะนำตัวทำความรู้จักกัน พร้อมแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์และแอปพลิเคชั่นไลน์ เพื่อใช้พูดคุยติดต่อกันเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด
ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 4 (นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย) ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ชักชวนให้นางสาวณัฐนรีอยู่ในทีมผู้คัดค้านที่ 1 และให้นางสาวณัฐนรีติดต่อกับผู้คัดค้านที่ 6 เพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด ตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 110 และแผ่นที่ 111
ผู้คัดค้านที่ 6 (นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง) พูดคุยกับนางสาวณัฐนรี ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งว่า จะพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 1 เรื่องค่าตอบแทนที่จะให้แก่นางสาวณัฐนรี และแจ้งอีกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงและนัดหมายให้นางสาวณัฐนรีไปรับเงิน 15,000 บาท ในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 14 มิถุนายน 2567) ที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ใกล้โรงพยาบาลจุรีเวช เวลาประมาณเที่ยง
ครั้นวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 11.40 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 6 ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ถึงนางสาวณัฐนรีว่า รออยู่ ตามภาพถ่ายข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 109 นางสาวณัฐนรีเดินทางไปที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนตามที่นัดหมายไว้ในเวลาเที่ยง พบผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 นั่งดื่มกาแฟรออยู่แล้ว
หลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 8 เดินทางมาถึงและพูดคุยเรื่องที่ให้นางสาวณัฐนรี ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หลังจากนางสาวณัฐนรีตอบตกลง ผู้คัดค้านที่ 8 แจ้งว่าจะโอนเงินให้เป็นค่าพันธุ์ข้าวสีชมพู
นางสาวณัฐนรีเข้าใจโดยปริยายว่า เป็นค่าตอบแทนที่ให้นางสาวณัฐนรีลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากนางสาวณัฐนไม่เคยรู้จักผู้คัดค้านที่ 8 มาก่อน และไม่เคยพูดคุยกันเรื่องพันธุ์ข้าวสีชมพูมาก่อน แต่ผู้คัดค้านที่ 1 บอกว่า ไม่ต้อง ผู้คัดค้านที่ 8 จึงไม่ได้โอนเงินให้แก่นางสาวณัฐนรี
จากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำธุรกรรมโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 ใช้บัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชีนายสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล โอนเงิน 15,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนางสาวณัฐนรี ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย ร.1แผ่นที่ 100 ซึ่งนางสาวณัฐนรี ยืนยันกับผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ได้รับเงินแล้ว
และได้ความจากนายพชร... ผู้ยื่นหนังสือแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ดพยานผู้ร้อง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ช่วงเย็น หลังจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด เสร็จสิ้นลง
นางสาวณัฐนรีเดินทางมาที่บ้านของนายพชร และเล่าให้ฟังว่า ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 นางสาวณัฐนรีได้รับเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งสั่งการให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินให้แก่นางสาวณัฐนรี 15,000 บาท ตามคำแนะนำของผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 6 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567
นายพชร จึงแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด ตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 8 ถึงแผ่นที่ 14 และคลิปบันทึกเสียงการสนทนารวม 4 ไฟล์ตามแผ่นซีดี วัตถุพยานหมาย วร.1 ซึ่งอยู่ในเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 15
ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ชักจูงหรือให้เงินแก่บุคคลใดเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 พยานหลักฐานของผู้ร้อง (กกต.) เป็นเพียงข้อสงสัยและการคาดคะเนจากพฤติการณ์แวดล้อมเท่านั้น
อาศัยการเชื่อมโยงเหตุการณ์หลายช่วงเวลา หลายบุคคลและหลายธุรกรรมทางการเงิน แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงโดยตรงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาให้เงินเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
พยานผู้ร้องมีพิรุธและขัดแย้งกันเอง ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากสงสัย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 จากนั้นผู้คัดค้านที่ 7 จึงโอนเงินดังกล่าวต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ 6 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการที่ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ดูแลผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้คัดค้านที่ 4 ไม่นำพยานเข้าไต่สวนให้เห็นเป็นประการอื่น
ผู้คัดค้านที่ 6 อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ไม่เคยแจ้งแก่นางสาวณัฐนรีว่า จะให้ค่าตอบแทน 15,000 บาท และไม่เคยนัดหมายให้นางสาวณัฐนรีไปรับเงินที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน มีแต่นางสาวณัฐนรีที่เป็นฝ่ายเสนอเรียกเงินและให้ผู้คัดค้านที่ 6 ประสานไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ให้มาพบกับนางสาวณัฐนรี
ผู้คัดค้านที่ 7 อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า ผู้บังคับบัญชาของผู้คัดค้านที่ 7 มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 7 ช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลผู้คัดค้านที่ 1 ในช่วงเวลาที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้คัดค้านที่ 7 จึงดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามหน้าที่
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 7 เดินทางไปที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนด้วย แต่ไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวณัฐนรี ต่อมาเวลา 12.05 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งแก่ผู้คัดค้านที่ 7 ว่า “ฝากโอนเงินให้นางสาวณัฐนรีหน่อย”
ผู้คัดค้านที่ 1 จึงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวไปให้นางสาวณัฐนรีทันทีในเวลา 12.06 นาฬิกา โดยนางสาวณัฐนรีเป็นผู้แสดง QR Code สำหรับรับโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ตามรายการเดินบัญชีของผู้คัดค้านที่ 7 เอกสารหมาย ค.9 แผ่นที่ 8 ผู้คัดค้านที่ 7 ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนหรือจูงใจในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่
เห็นว่า พยานผู้ร้อง (กกต.) ปากนางสาวณัฐนรี เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาด้วยตนเอง เบิกความยืนยันถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นลำดับขั้นตอน แม้นางสาวณัฐนรีเป็นบุคคล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด คำเบิกความ รวมทั้งบันทึกถ้อยคำของนางสาวณัฐนรี มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการรับฟังก็ตาม
แต่ผู้ร้องพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้ข้อมูล การชี้เบาะแส และคำให้การของนางสาวณัฐนรีจะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดนั้น
ผู้ร้อง (กกต.) จึงกันนางสาวณัฐนรีไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบของผู้ร้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 65 คำเบิกความและบันทึกถ้อยคำของนางสาวณัฐนรีจึงสามารถรับฟังได้
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมีภาพถ่ายหลักฐานการโอนเงินตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 10 สอดคล้องกับข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวณัฐนรี ตามเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 593 และแผ่นที่ 633 ได้ความว่า
บัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “นายโสภณ ศิริงาม” ของผู้คัดค้านที่ 1 มีการทำธุรกรรมทางการเงินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 12.06 นาฬิกา โอนเงิน 15,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “นายสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล” ของผู้คัดค้านที่ 7
และในวันเดียวกัน เวลา 12.05 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงิน 15,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนางสาวณัฐนรีเมื่อเวลา 12.06 นาฬิกา อันเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันทันที โดยผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้ไปพบกับนางสาวณัฐนรีที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอนตามที่นัดหมาย
แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่มีการโอนเงินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวณัฐนรีนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 กับนางสาวณัฐนรีก็อยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน
หากผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการไปโดยสุจริตใจแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมสามารถโอนเงินให้แก่นางสาวณัฐนรีได้โดยตรง ไม่จำต้องโอนเงินไปให้ผู้คัดค้านที่ 7 ก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินต่อไปให้นางสาวณัฐนรีอีกทอดหนึ่ง บ่งชี้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาทุจริตจงใจหลีกเลี่ยงมิให้มีการตรวจสอบถึงการโอนเงินดังกล่าว
และผู้ร้องยังมีภาพถ่ายการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนางสาวณัฐนรีกับผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 6 และผลการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ตามหนังสือของบริษัทแอดวานซ์ไวร์เลสเน็ทเวิร์ค จำกัด ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 พบว่า
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้คัดค้านที่ 6 เวลา 10.04.32 นาฬิกา ถึงเวลา 10.05.15 นาฬิกา รวม 44 วินาที และเวลา 11.30.34 นาฬิกา ถึงเวลา 11.31.14 นาฬิกา รวม 41 วินาที โดยระบุพิกัดหรือสถานที่ของผู้ใช้งานอยู่ที่ โรงแรมเพชรรัชต์ ร้อยเอ็ด
เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสาวณัฐนรี ประกอบพยานหลักฐานของผู้ร้องแล้ว มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ
ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 เพื่อตอบแทนตามมารยาทที่ผู้คัดค้านที่ 7 ช่วยดูแลผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 7 ก็เบิกความขัดแย้งแตกต่างกันในส่วนนี้
โดยผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า การโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ผู้คัดค้านที่ 7 กลับเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินต่อไปให้นางสาวณัฐนรี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 อ้างว่า ไม่ได้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 ในการให้หรือเสนอเงินให้แก่นางสาวณัฐนรี เพื่อให้นางสาวณัฐนรีเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเพียงลอยๆ ส่วนผู้คัดค้านที่ 4 ไม่มาเบิกความในชั้นพิจารณา
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 4 ชักชวนให้นางสาวณัฐนรีอยู่ในทีมของผู้คัดค้านที่ 1 และลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 6 เป็นคนกลางเจรจาเรื่องค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้แก่นางสาวณัฐนรี
และนัดหมายให้นางสาวณัฐนรี มารับเงินค่าตอบแทน 15,000 บาท จากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่นางสาวณัฐนรี ผ่านบัญชีธนาคารของผู้คัดค้านที่ 7 เป็นการร่วมกันให้ทรัพย์สินเป็นเงินแก่นางสาวณัฐน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 เพื่อจูงใจให้นางสาวณัฐนลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1
อันเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
@จ่าย 1.5 หมื่นจูงใจเลือก‘พล.ท.’เป็น สว.-อ้าง‘ค่ากาแฟ’ฟังไม่ขึ้น
ข้อกล่าวหาที่ 1 ประเด็นที่ 2 ทางไต่สวนได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้อง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 (พลโทโสภณ ศิริงาม) ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 ตามใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 378 และแผ่นที่ 379 โดยมีผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 คอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก
จากนั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวลา 11.02 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยประชาสงเคราะห์ ชื่อบัญชี “พันเอกโสภณ ศิริงาม” โอนเงิน 15,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโรบินสัน ร้อยเอ็ด ชื่อบัญชี “นายสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล” ของผู้คัดค้านที่ 7
ต่อมาเวลา 11.27.34 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงิน 15,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโรบินสัน ร้อยเอ็ด ชื่อบัญชี “นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง” ของผู้คัดค้านที่ 6 ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 592 แผ่นที่ 596 และแผ่นที่ 678
จากนั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 6 ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 20 ตามใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 437 และแผ่นที่ 438
ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความรับว่าได้โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 เพียงแต่อ้างว่า เป็นเงินค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดร้อยเอ็ดระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2567
ผู้คัดค้านที่ 6 เบิกความรับว่าได้รับเงิน 15,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 7 เพียงแต่อ้างว่า เป็นเงินค่ากาแฟยี่ห้อลุงเหลิมที่ผู้คัดค้านที่ 7 สั่งซื้อจากผู้คัดค้านที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 7 ก็เบิกความรับว่า ได้โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 เพียงแต่อ้างว่า เป็นเงินค่ากาแฟยี่ห้อลุงเหลิมที่ซื้อจากผู้คัดค้านที่ 6 และยังค้างชำระอยู่
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 และต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาการโอนเงินแล้วปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 เวลา 11.02 นาฬิกา หลังจากนั้นเวลา 11.27.34 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 7 ก็โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ยังได้ความจากนายพงศธร... พยานผู้ร้อง (กกต.) ซึ่งเป็นบุตรผู้คัดค้านที่ 6 ว่า พยานเป็นผู้ดำเนินกิจการร้านเพิ่มพูนทรัพย์ โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายมีทั้งการสั่งซื้อจากตัวแทนบริษัทที่มานำเสนอขายและนำสินค้ามาส่งให้ที่ร้าน การสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่ายสินค้าและห้างสรรพสินค้าแม็คโครสาขายโสธร
การควบคุมสินค้าที่จัดซื้อจัดจำหน่ายภายในร้านใช้ระบบบาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบได้ แสดงว่าการดำเนินธุรกิจของร้านเพิ่มพูนทรัพย์มีการจัดเก็บและจัดจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นระบบสามารถตรวจสอบสินค้าได้อย่างแน่นอน
หากผู้คัดค้านที่ 6 นำกาแฟยี่ห้อลุงเหลิมมาจำหน่ายที่ร้านเพิ่มพูนทรัพย์ และผู้คัดค้านที่ 7 ซื้อกาแฟดังกล่าวไปจำหน่ายที่ร้านของตนจริง น่าจะมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแสดงได้บ้างไม่มากก็น้อย
ลำพังเพียงแต่สลิปการโอนเงินที่ผู้คัดค้านที่ 6 อ้างว่า นายพงศธรบุตรของผู้คัดค้านที่ 6 โอนเงิน 31,675 บาท ชำระค่าเครื่องดื่มให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 ในวันที่ 21 มีนาคม 2567 ตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 247 และแผ่นที่ 317
และผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงิน 1,660 บาท เพื่อชำระค่าส่วนต่างในการที่ผู้คัดค้านที่ 7 นำสินค้าประเภทเครื่องดื่มมาส่งให้ผู้คัดค้านที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 7 นำกาแฟยี่ห้อลุงเหลิมของผู้คัดค้านที่ 6 ไปตามสลิปการโอนเงินตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 248 นั้น
ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เป็นการโอนชำระค่ากาแฟยี่ห้อลุงเหลิม ตามข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 6 และที่ 7 ทั้งผู้คัดค้านที่ 7 ก็เบิกความรับว่า ไม่มีหลักฐานการซื้อขายกาแฟมาแสดง ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
การที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ 6 ทั้งที่ผู้คัดค้านที่ 1 สามารถโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ได้โดยตรง ไม่จำต้องโอนเงินไปให้ผู้คัดค้านที่ 7 ก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านที่ 7 โอนเงินต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ 6 อีกทอดหนึ่ง
ส่อแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 จงใจหลีกเลี่ยงมิให้มีการตรวจสอบถึงการโอนเงินดังกล่าว และหลังจากนั้นผู้คัดค้านที่ 6 ก็ไปสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 20
พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าว เป็นการจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 6 สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 6 ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และการที่ผู้คัดค้านที่ 6 รับหรือยอมจะรับเงิน 15,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 1 ไว้
เป็นการทุจริตในการเลือกทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
@ซื้อเสียงเลือก‘สว.’-ส่อใช้‘กระบวนการศาล’สร้างพยานฯ
ข้อกล่าวหาที่ 1 ประเด็นที่ 3 ทางไต่สวนได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้อง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 เวลา 11.05.53 นาฬิกา มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี “นายโสภณ ศิริงาม” ของผู้คัดค้านที่ 1 (พลโทโสภณ ศิริงาม) เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ชื่อบัญชี “นางสาวณัฐณิชา รัตนะ” ของผู้คัดค้านที่ 8 จำนวน 10,000 บาท
และในวันเดียวกัน เวลา 11.06.47 นาฬิกา มีการโอนเงินจากบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสนามเสือป่า ชื่อบัญชี “นายโสภณ ศิริงาม” ของผู้คัดค้านที่ 1 เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ชื่อบัญชี “นางสาวณัฐณิชา รัตนะ” ของผู้คัดค้านที่ 8 จำนวน 5,000 บาท ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 663 และแผ่นที่ 664
จากนั้นเวลา 11.07.57 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 8 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย” ของผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 15,000 บาท ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 603
ในส่วนนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 8 ก็เบิกความรับว่า มีธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 8 และผู้คัดค้านที่ 4 จริง แต่กล่าวอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการทำโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งให้ถ้อยคำว่ามีการดำเนินโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูแล้ว
และผู้คัดค้านที่ 8 ได้ติดตามความคืบหน้าจากตัวแทนผ่านผู้ประสานงานท้องถิ่นของอำเภอหนอง มาโดยตลอด แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 8 กลับมีเพียงเอกสารเกี่ยวกับโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูตามเอกสารหมาย ค.7 แผ่นที่ 44 ถึงแผ่นที่ 52 ที่ระบุว่า ผู้คัดค้านที่ 8 เป็นหัวหน้าโครงการ ผู้คัดค้านที่ ๔ และที่ 5 เป็นผู้ประสานงาน
ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 8 จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องและมีความน่าเชื่อถือ ทั้งไม่มีพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูมาสนับสนุนข้ออ้างของตน
ข้ออ้างที่ว่าโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อตกลงการรักษาความลับทางธุรกิจ และข้อจำกัดในการแจ้งเปิดเผยข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้มีตำแหน่งทางสังคมและยศศักดิ์ลำดับสูง จึงจำต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนมีการประชาสัมพันธ์ นั้นก็เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นผู้คัดค้านที่ 4 กลับให้ถ้อยคำว่า ผู้คัดค้านที่ 8 มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้ประสานงานเรื่องพันธุ์ข้าวสีชมพูในอำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อหาพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ให้เกษตรกรในอำเภอหนองฮีปลูกเสริมรายได้จากการปลูกข้าวพันธุ์ปกติ
แต่ผู้คัดค้านที่ 4 ไม่รู้จักกับผู้รับผิดชอบโครงการและผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการ เนื่องจากยังไม่ได้ดำเนินโครงการหรือหาเครือข่าย ยังไม่มีพันธุ์ข้าวเพราะผ่านพ้นฤดูทำนามาแล้ว ทั้งยังไม่ได้รับเงินจากเจ้าของโครงการ ไม่เคยรู้จักหรือประสานงานกับเจ้าของสายพันธุ์ข้าวสีชมพู และไม่รู้จักผู้ประสานงานโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูของจังหวัดร้อยเอ็ด ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 จึงขัดแย้งแตกต่างกันในสาระสำคัญ
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 8 อ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 8 มีหลักฐานยืนยันว่า ได้โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 เป็นค่าดำเนินการโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูจริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย ผู้คัดค้านที่ 8 จึงยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 4 เพื่อเรียกเงิน 15,000 บาทคืน และศาลมีคำพิพากษาแล้วตามคำฟ้อง
และคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ม 531/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ม 714/2568 ของศาลแขวงนนทบุรี เอกสารหมาย ค.2 นั้น ความปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 8 โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2567 แต่ผู้คัดค้านที่ 8 กลับปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นนานกว่าปีเศษ
จึงจะมีการดำเนินการฟ้องร้องผู้คัดค้านที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 8 ได้รับทราบข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาคดีนี้ ทั้งคดีดังกล่าวมีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปฝ่ายเดียว โดยผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ได้ต่อสู้คดี
พฤติการณ์ส่อแสดงว่าเป็นการสมรู้กันใช้กระบวนการทางศาลสร้างพยานหลักฐานเพื่อใช้อ้างเป็นเหตุต่อสู้คดีนี้ นอกจากนี้ ยังได้ความจากนายวรรณี...ผู้นำชุมชนในหมู่บ้านที่ผู้คัดค้านที่ 4 มีภูมิลำเนาและพักอาศัย พยานผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 4 ไม่เคยนำเสนอโครงการเกี่ยวกับการปลูกข้าวพันธุ์สีชมพูในหมู่บ้านหรือชุมชนมาก่อน
ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ว่า การโอนเงินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 เกี่ยวกับการดำเนินโครงการพันธุ์ข้าวสีชมพูนั้นจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 8 โอนเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ 4 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 4 ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และการที่ผู้คัดค้านที่ 4 รับเงิน 15,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 1 ไว้
เป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
@เสนอประโยชน์ 5 หมื่นบาท แลกลงคะแนนเลือก 2 ผู้สมัคร‘สว.’
ข้อกล่าวหาที่ 2 ประเด็นที่ 1 ทางไต่สวนได้ความจากนางสาวณัฐนรี พยานผู้ร้อง (กกต.) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 (นายชัยชนะ เนาวงศ์) ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ถึงนางสาวณัฐนรีว่า เราคุยกันไหมวันนี้ นางสาวณัฐนรีตอบว่า ได้
ต่อมาเวลา 13.14 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่า เจอกันที่ร้านสุขใจแลนด์ที่เดิม นางสาวณัฐนรีตอบ ตกลง ตามภาพถ่ายข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 118 จากนั้นเวลา 14.30 นาฬิกา นางสาวณัฐนรีเดินทางไปถึงร้านสุขใจแลนด์ ได้พบผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดอีกคนหนึ่งมาพร้อมกับบุตรชาย มีการพูดคุยกันถึงการเลือกตัวแทนผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด
ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เสนอผลประโยชน์ให้แก่นางสาวณัฐนรี และผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดคนดังกล่าว โดยจะให้ผู้ที่ได้รับเลือกระดับจังหวัดรอบแรกทั้ง 5 คน ร่วมกันออกเงินให้แก่ผู้ที่ไม่ได้รับเลือก 11 คน คนละ 30,000 บาท
ต่อมาผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดคนดังกล่าวพร้อมบุตรชายได้ขอตัวกลับก่อน จากนั้นผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้เสนอให้เงินแก่นางสาวณัฐนรีคนละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท เพื่อให้นางสาวณัฐนรี ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ในการเลือกระดับจังหวัด โดยตกลงจะให้เงินในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ส่วนสถานที่รับเงินจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง นางสาวณัฐนรีตอบตกลงและกลับบ้านเวลา 16 นาฬิกา
ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 15.55 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 พูดคุยกับนางสาวณัฐนรีผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์โดยแจ้งว่า สามารถติดต่อคนได้ตามเป้าหมายแล้ว แต่มีบุคคลเพิ่มขึ้นอีก 11 คน ทำให้มีตัวหารในการให้เงินตอบแทนเพิ่มขึ้น
จึงขอให้เงินแก่นางสาวณัฐนรี 20,000 บาท ให้ไปรับเงินที่ร้านอาหารสุขใจแลนด์ในเวลา 18 ถึง 20 นาฬิกา โดยจะให้เงินก่อนจำนวนครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจะให้เมื่อการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดแล้วเสร็จ ตามเอกสารการถอดคลิปบันทึกเสียงการสนทนาเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 129 ถึงแผ่นที่ 132
ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 18.17 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 พูดคุยกับนางสาวณัฐนรี ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยขอให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ตามที่ตกลงกันแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 จะให้เงินแก่นางสาวณัฐนรีคนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสดในวันที่ 15 มิถุนายน 2567
นางสาวณัฐนต่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ว่า วันก่อนแจ้งว่าจะให้เงินคนละ 25,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ตอบว่า วันนี้ข้อตกลงเปลี่ยนแปลง เพราะมีการตกลงกับผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดคนอื่น และถามกลับว่า ตกลงจะเอาเงินหรือเปล่า นางสาวณัฐนรีตอบว่า ตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจ
ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่า จะให้เงินแก่นางสาวณัฐนรีผู้เดียว 50,000 บาท แต่ผู้สมัครอื่นจะได้คนละ 30,000 บาท เท่ากันทุกคน นางสาวณัฐนรี จึงตอบตกลง ตามเอกสารการถอดคลิปบันทึกเสียงการสนทนาเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 139 ถึงแผ่นที่ 142
และต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 12 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 5 โทรศัพท์แจ้งให้นางสาวณัฐนรี ไปรับผู้คัดค้านที่ 5 ที่โรงแรมเดอะไรซ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหาร อ.กุ้งเผา และรับเงิน 50,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ตามที่ตกลงกันไว้ นางสาวณัฐนรีขอให้นายพชรเดินทางไปด้วย
เวลาประมาณนาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 เดินทางไปถึงร้านดังกล่าวและมีการพูดคุยกันว่า มีบุคคลใดประสงค์จะผ่านเข้าไปเป็นตัวแทนผู้สมัครในกลุ่มที่ 1 รอบแรกบ้าง แต่ต้องรอให้ผู้คัดค้านที่ 3 มาถึงร้านอาหารก่อนจึงจะตกลงกัน เวลา 14.30 นาฬิกา นางสาวณัฐนรีขอตัวออกจากร้านไปทำธุระและแจ้งแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ว่า หากตกลงกันได้แล้วให้โทรศัพท์แจ้งให้ทราบด้วย
เวลา 18.31 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 5 โทรศัพท์แจ้งนางสาวณัฐนรีให้ไปรับเงิน 30,000 บาท จากผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ที่ร้านอาหาร อ.กุ้งเผา เวลา 19 นาฬิกา นางสาวณัฐนรีเดินทางไปที่ร้านอาหารดังกล่าว แต่ไม่พบผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 และไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 5 ได้ จึงเดินทางกลับ โดยนางสาวณัฐนรีไม่ได้รับเงินจากผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ตามที่ตกลงกันไว้ เห็นว่า
ผู้ร้อง (กกต.) มีภาพถ่ายข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับนางสาวณัฐนรี ตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 118 ถึงแผ่นที่ 120 และคลิปบันทึกเสียงการสนทนาตามแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วร.1 ในเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 15
ประกอบเอกสารการถอดคลิปบันทึกเสียงการสนทนาตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 129 ถึงแผ่นที่ 132 และแผ่นที่ 139 ถึงแผ่นที่ 142 ซึ่งคลิปบันทึกเสียงการสนทนารวม 4 ไฟล์ดังกล่าว ได้รับการตรวจพิสูจน์โดยศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจแล้วว่า ไม่พบการตัดต่อแฟ้มข้อมูลภาพยนตร์ ตามหนังสือเรื่องแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 717 และแผ่นที่ 718
ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่บุคคลที่สนทนากับนางสาวณัฐนรีในคลิปบันทึกเสียงการสนทนาดังกล่าว พยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบคำเบิกความของนางสาวณัฐนรีในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง
อย่างไรก็ดี เมื่อพยานผู้ร้องมีเพียงข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับนางสาวณัฐนรีเท่านั้น และได้ความเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้เจรจาตกลงกับนางสาวณัฐนรีเพียงผู้เดียว โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงด้วย
นอกจากนี้ ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ที่ร้านอาหาร อ.กุ้งเผา นางสาวณัฐนรีก็ไม่ได้พบกับผู้คัดค้านที่ 3 ลำพังเพียงข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มาร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันในวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ที่ร้านสุขใจแลนด์ ยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงินแก่นางสาวณัฐนรีด้วย
คงรับฟังได้เพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงินแก่นางสาวณัฐนรี เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 2 อันเป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
ข้อกล่าวหาที่ 2 ประเด็นที่ 2 ทางไต่สวนได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้นางสาวณัฐนรีจองห้องพักของโรงแรมในอำเภอเมืองร้อยเอ็ดให้ 1 ห้อง เข้าพักวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เพื่อเตรียมตัวไปเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดในวันที่ 16 มิถุนายน 2567
นางสาวณัฐนรีจองห้องพักของโรงแรมเดอะไรซ์ จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 2 โอนเงิน 750 บาท ให้แก่นางสาวณัฐนรีแล้ว ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 ติดต่อให้นางสาวณัฐนรี จองห้องพักของโรงแรมเดอะไรซ์ จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 เพิ่มอีก 1 ห้อง และผู้คัดค้านที่ 2 โอนเงิน 750 บาท ให้แก่นางสาวณัฐนรี เป็นค่าจองห้องพักแล้ว
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 20 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 5 พร้อมนางสาวศิระประภา บุตรพรมมา ภริยาผู้คัดค้านที่ 5 เข้าพักที่โรงแรมเดอะไรซ์ จังหวัดร้อยเอ็ด
ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ก่อนผู้คัดค้านที่ 5 และภริยาเดินทางออกจากโรงแรม พนักงานโรงแรมแจ้งว่ามีผู้ชำระค่าห้องพักให้แล้ว ซึ่งภริยาผู้คัดค้านที่ 5 ก็ไม่ทราบว่าบุคคลใดชำระค่าห้องพักให้ ส่วนผู้คัดค้านที่ 5 อ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 5 ได้คืนเงิน 750 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้วในช่วงเช้าของวันที่ 16 มิถุนายน 2567
เห็นว่า ความปรากฏจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 และคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 5 เป็นเพื่อนเรียนระดับปริญญาตรีมาด้วยกันและสนิทสนมกันมานาน ซึ่งในข้อนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 5 เคยชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ในทำนองเดียวกันนี้มาแล้วตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 202 ถึงแผ่นที่ 205
และนำส่งภาพถ่ายบัณฑิตสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ปีการศึกษา 2537 ถึง 2538 ตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 238 และแผ่นที่ 239 แสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 5 รู้จักกันมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมต้องมีความสนิทสนม ไว้วางใจ และช่วยเหลือพึ่งพากันได้
ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้นางสาวณัฐนรี จองห้องพักโรงแรมให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 โดยสำรองจ่ายค่าห้องพักดังกล่าวไปก่อนจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยแต่อย่างใด ทั้งผู้คัดค้านที่ 5 ยืนยันว่าได้คืนเงิน 750 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ไปแล้วในช่วงเช้าของวันที่ 16 มิถุนายน 2567
เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาหักล้างว่า ข้อเท็จจริงมิได้เป็นดังเช่นผู้คัดค้านที่ 5 กล่าวอ้าง กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ชำระค่าห้องพักโรงแรมให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 เพื่อจูงใจให้ผู้คัดค้านที่ 5 ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 2
@เรียกเงิน-รับเงินค่าตอบแทนแลกลงคะแนนเลือก‘ผู้สมัคร สว.’
ข้อกล่าวหาที่ 3 ทางไต่สวนได้ความจากร้อยตำรวจตรีจีรโรจน์ โรจนกุศล ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มที่ 1 หมายเลข 2 พยานผู้ร้อง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้คัดค้านที่ 4 (นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย) ได้ส่งหมายเลขบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย” ของผู้คัดค้านที่ 4 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ดอีกหลายคน เพื่อเรียกหรือรับเงินค่าตอบแทนจากการที่ผู้คัดค้านที่ 4 จะลงคะแนนเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด
ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2567 พยานยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ดตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 22 ถึงแผ่นที่ 32 ส่วนผู้คัดค้านที่ 4 มิได้นำพยานเข้าไต่สวนให้เห็นเป็นประการอื่น
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 4 ส่งหมายเลขบัญชีธนาคารของตนให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัดเพื่อเรียกหรือรับเงินค่าตอบแทนจากการที่ผู้คัดค้านที่ 4 จะลงคะแนนเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 8 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 8 โอนเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ 4 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในข้อกล่าวหาที่ 1 ประเด็นที่ 3 แล้วนั้น
เป็นการทุจริตในการเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของพลโทโสภณ ศิริงาม ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยชนะ เนาวงศ์ ผู้คัดค้านที่ 2 นายเรืองวิทย์ พายุหะมารวย ผู้คัดค้านที่ 4 นายเฉลิมศักดิ์ แสนปาง ผู้คัดค้านที่ 6 พันเอกสมบูรณ์ชัยย์ อรัญพูล ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวณัฏฐยา หรือณัฐณิชา รัตนะ ผู้คัดค้านที่ 8 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายบรรลุ บุตรศาสตร์ ผู้คัดค้านที่ 3 และนายสนอง กาสิงห์ ผู้คัดค้านที่ 5

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา