
“อยู่” หรือ “ไป” เราเลือกเองได้ไหม จาก “พินัยกรรมชีวิต” ถึง “การุณยฆาต” ในสังคมไทยหลังโลกาภิวัฒน์
1. เสียงสะท้อนจากร่างกายที่โรยแรง แต่ใจยังยืนยันขอมีสิทธิ์เลือก
“ถ้าวันหนึ่งร่างกายนี้ทำอะไรเองไม่ได้แล้ว ขยับไม่ได้ พูดไม่ได้ แม้จะกลืนน้ำลายตัวเองก็ยังลำบาก แต่สมองยังคิดได้ครบทุกอย่าง... เราอยากมีสิทธิ์เลือกได้ไหมว่าอยากอยู่ต่อ หรือจะพอแค่นี้”
คำถามที่ดูแสนจะเจ็บปวดนี้ไม่ใช่เพียงโจทย์สมมติเชิงปรัชญา แต่เป็นคำถามในชีวิตจริงที่ผู้ป่วยจำนวนมากในสังคมไทยต้องเผชิญในภาวะที่สติสัมปชัญญะยังอยู่ครบถ้วน ท่ามกลางสภาพร่างกายที่ถดถอยลงไปในทุกๆ วัน คำถามว่า “อยู่” หรือ “ไป” จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต่างต้องการหาแนวทางและคำตอบที่จับต้องได้ ทั้งในมิติทางการแพทย์ กฎหมาย และจริยธรรมศีลธรรมอันดีของสังคมไทย
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของคำถามนี้คือกรณีของ นายจิรายุทธ จิมรัมย์ วัย 37 ปี ผู้ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับ โรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมอง โรคนี้ค่อยๆ ทำลายขีดความสามารถในการเคลื่อนไหวและการควบคุมร่างกาย ในขณะที่ระบบประสาทส่วนความคิด ความรู้สึก และสติสัมปชัญญะยังคงครบถ้วน ทำให้เขาต้องเห็นความเสื่อมสลายของร่างกายตัวเองไปตามกาลเวลาอย่างไร้ทางเลี่ยง
จิรายุทธเติบโตมาภายใต้เงาดำของโรคทางพันธุกรรมนี้ที่กัดกินคนในครอบครัวของเขาทีละคน ตั้งแต่ลุง น้า มารดาที่จากไปก่อนหน้านี้ ซึ่งความสามารถในการตอบสนองของร่างกายเขาก็ถดถอยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งการตักข้าวทานเองก็ทำไม่ได้ และตกเป็นภาระทั้งหมดของน้องสาว ความทรมานทางร่างกาย ผนวกความเจ็บปวดลึกๆ ในหัวใจที่ต้องตกเป็นภาระแก่คนรอบข้าง ทำให้จิรายุทธเริ่มมองหา “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อยุติความทรมานและไม่ต้องเป็นภาระของใครอีกต่อไป เขายืนยันว่าหากประเทศไทยมีข้อกฎหมายรองรับสิทธิการยุติชีวิตทางการแพทย์หรือ “การุณยฆาต” ที่ถูกต้องตามกฎหมายในวันนี้ เขาพร้อมอย่างยิ่งที่จะเลือกเส้นทางนี้เพื่อจากไปอย่างสงบ
2. พินัยกรรมชีวิต กับ การุณยฆาต: เส้นแบ่งสำคัญทางกฎหมาย
แม้การทำการุณยฆาตในประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตทางกฎหมาย และยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง แต่สังคมไทยก็ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายที่รองรับเจตจำนงในวาระสุดท้าย นั่นคือ “หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Living Will (พินัยกรรมชีวิต) ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “การตายดี”
ศ.ดร.นพ. อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม อธิบายว่า “การตายดี” ไม่ใช่การเร่งรัดจบชีวิตตนเองก่อนเวลาอันควร แต่คือการที่เจ้าของชีวิตมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะเลือกปฏิเสธการรักษาที่ไม่มีประโยชน์และรังแต่จะยืดการตายออกไปโดยไม่สร้างคุณภาพชีวิต เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจ ในสภาวะระยะสุดท้ายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปตามธรรมชาติอย่างสงบ ไม่ต้องเผชิญกับสภาพที่น่าสลดใจในห้อง ICU
ศ.ดร.นพ. อิศรางค์ ระบุว่า รากฐานของปัญหาที่แท้จริงในสังคมไทยอาจไม่ใช่ประเด็นเรื่องการขาดตกบกพร่องของกฎหมายการุณยฆาต แต่คือโครงสร้างของระบบบริการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่ยังไม่ได้รับการส่งเสริมและกระจายตัวอย่างทั่วถึง ประชาชนจำนวนมากยังเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้น้อยเกินไปและส่งผลให้เข้าถึงการดูแลเมื่อสายเกินแก้ในวาระสุดท้ายจริง “เพราะความต้องการที่แท้จริงของผู้เผชิญความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ใช่การรีบเร่งจบชีวิต แต่คือ ความปรารถนาที่จะพ้นจากความทรมานก่อนตาย”
หากระบบการแพทย์ประคับประคองของไทยก้าวหน้า แข็งแกร่ง และกระจายตัวได้ดีเพียงพอ ความกดดันหรือแรงจูงใจในการร้องขอความตายด้วยวิธีจบชีวิตตนเองจะลดทอนลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยจะยังสามารถใช้เวลาช่วงท้ายในชีวิตอย่างอบอุ่น มีความสุข ได้รับประทานอาหารที่ชอบ รายล้อมด้วยครอบครัว คนที่รัก และสัตว์เลี้ยง โดยไม่ต้องดิ้นรนเจ็บปวดไร้ความหมาย
2.1 สถิติสะท้อนความตื่นตัว: คนไทยแห่ทำพินัยกรรมชีวิต
แม้ว่าสังคมไทยจะยังไม่มีข้อกฎหมายอนุญาตเรื่องการการุณยฆาต แต่กระแสความสนใจและการเตรียมพร้อมเพื่อ “จากไปอย่างสงบ” ของคนไทยกลับทวีความตื่นตัวขึ้นอย่างเด่นชัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ของสำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ ระบุว่ามีอัตราการเติบโตของผู้จดทะเบียนพินัยกรรมขอตายดีแบบออนไลน์ (E-Living Will) พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 10 เท่าในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จากตัวเลขเฉลี่ยประมาณ 8,000 รายในช่วงปลายปี 2568 ทะลุเข้าใกล้ตัวเลข 100,000 แล้ว
2.2 ค่าใช้จ่ายการดูแลประคับประคองที่สูงเกินรับไหว
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45,000 ถึง 3-4 แสนบาท ขณะที่การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้านมีค่าใช้จ่ายประมาณ 27,000 บาท
นอกจากนั้นแล้ว ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตมีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงชีวิตอื่น ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UCS) ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาแบบเน้นการยื้อชีวิตในโรงพยาบาล มักมีระยะเวลานอนพักในโรงพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 20 วันก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายในระบบสูงถึง 50,000 บาทต่อคน
ในทางกลับกัน การเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรก (Early Palliative Care) สามารถลดการใช้บริการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาเปรียบเทียบผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายพบว่า กลุ่มที่ได้รับบริการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรกมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลในเดือนสุดท้ายลดลงเหลือค่ามัธยฐานเพียง 5 วัน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมได้อย่างมาก
3. วัฒนธรรม ศาสนา และสังคม
ความตายไม่ใช่ประเด็นเดี่ยวทางการแพทย์หรือกฎหมาย หากแต่โยงใยอย่างแนบแน่นกับจิตวิญญาณและความเชื่อทางวัฒนธรรม ในบริบทพหุวัฒนธรรมของไทย จุดยืนของศาสนาหลักต่างแสดงมุมมองที่ชัดเจนต่อการสิ้นชีพ ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้:

4. มิติทางสิทธิมนุษยชน กฎหมาย
4.1) คุณศราวุฒิ ประทุมราช ประธานกรรมการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) วิเคราะห์ประเด็นเรื่องสิทธิ์ในการตายนี้ผ่านมุมมองทางสิทธิมนุษยชน โดยตั้งประเด็นเชิงปรัชญาไว้ให้คิดว่า ในฐานะที่มนุษย์เป็นเจ้าของเจตจำนงและร่างกายของตนเองโดยชอบธรรม เหตุใดเราจึงถูกจำกัดเสรีภาพในการตัดสินใจวาระสุดท้ายของตนเอง หรือมอบหมายสิทธิ์นั้นให้ผู้มีอำนาจวิชาชีพดูแลแทน
เขาระบุว่าแม้การวิจัยและออกแบบตัวบทกฎหมายการุณยฆาตจะไม่ได้มีความยากเย็นแต่อย่างใด เนื่องจากสามารถอ้างอิงตัวอย่างการบังคับใช้ในต่างประเทศมาปรับใช้ แต่ประเด็นอุปสรรคจริงของไทยคือเรื่องการขาดสถิติ ตัวเลข และข้อมูลหลักฐานทางวิชาการที่พิสูจน์ได้ว่าผู้คนจำนวนมากในประเทศเรียกร้องสิทธิ์และจำเป็นต่อการุณยฆาตนี้จริงเพียงใด หากข้อมูลชุดนี้ยังไม่มีความชัดเจน อิทธิพลและแรงกระตุ้นเพื่อขับเคลื่อนกฎหมายในสภานิติบัญญัติย่อมเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้ คุณศราวุฒิได้เปิดมุมมองในประเด็นที่น่าประหลาดใจซึ่งถือเป็นความลักลั่นทางศีลธรรมของสังคมไทย คือในขณะที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายการุณยฆาต แต่กลับให้แรงสนับสนุนการประหารชีวิตคดีสะเทือนขวัญอย่างร้อนแรง ทั้งๆ ที่ทั้งสองมิตินี้ตั้งอยู่บนฐานคำถามเรื่องสิทธิการมีชีวิตและการใช้อำนาจยุติลมหายใจโดยมนุษย์ไม่แตกต่างกัน
4.2) ทนายทัดดาว จตุรภากร รองประธานกรรมการสำนักกิจการระหว่างประเทศ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า ในต่างประเทศมีการบัญญัติและควบคุมกฎหมายเรื่องนี้ด้วยกลไกและนิยามที่หลากหลายแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศมีกระบวนการที่เข้มงวดและซับซ้อนมาก ไม่สามารถขอแล้วทำให้ได้ทันที ต้องผ่านการประเมินจากจิตแพทย์อย่างละเอียด มีระยะเวลาทบทวนเจตนา (สวิตเซอร์แลนด์เว้นระยะถึง 3 ช่วง) และในบางที่ขั้นตอนศาลฎีกาก็กินเวลานานมากจนผู้ป่วยเสียชีวิตตามธรรมชาติไปก่อนที่จะได้รับอนุญาต หากทำนอกกรอบกฎหมายจะมีความผิดทางอาญาฐานฆาตกรรมทันที
ในส่วนของกฎหมายไทย แม้จะพัฒนามาถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุเลขบัตรประชาชน 13 หลักแล้ว แต่ระบบไม่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ทำให้ในทางปฏิบัติ หากผู้ป่วยโคม่ามาที่โรงพยาบาล แพทย์ก็ไม่สามารถทราบได้ และต้องรักษาไปตามกระบวนการทางการแพทย์
แม้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ วรรค 2 จะรับรองความบริสุทธิ์ของแพทย์ที่ปฏิบัติตาม Living Will แต่ในทางปฏิบัติแพทย์มักไม่กล้าเสี่ยงเนื่องจากกลัวถูกฟ้องคดีอาญาฐานเจตนาทำให้เสียชีวิต หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับมุมมองเชิงจริยธรรมของไทยที่มองว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป และทัศนคติของแพทย์ว่าตนเรียนมาเพื่อรักษาคน หากญาติเห็นไม่ตรงกัน (เช่น ลูกคนหนึ่งต้องการยื้อ อีกสองคนต้องการปล่อย) แพทย์ส่วนใหญ่จะเลือกตัดสินใจยื้อชีวิตไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางคดีความ
ทั้งนี้ ทนายทัดดาวยังชี้ว่า มีความเสี่ยงที่คนไข้สูงอายุบางรายอาจตัดสินใจทำพินัยกรรมชีวิตเพราะเกรงใจ หรือมองว่าตนเองกำลังเป็นภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว ไม่ได้ตัดสินใจเพราะความสมัครใจที่เป็นอิสระจริง ๆ
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการรักษาแบบประคับประคองมีค่าใช้จ่ายสูงที่คนจำนวนมากเข้าไม่ถึง ทนายทัดดาวเสนอแนวทางปรับปรุงดังนี้
1. การุณยฆาตเป็นทางเลือกสำหรับโรคเฉพาะกลุ่ม: เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) มะเร็ง หรืออัลไซเมอร์ ซึ่งไม่มีทางดีขึ้น มีแต่ทรุดลง
2. การจัดตั้งคณะกรรมการหรือกลไกทางศาลร่วมพิจารณา: การตัดสินใจขั้นสุดท้ายไม่ควรตกอยู่กับแพทย์เจ้าของไข้หรือจิตแพทย์ไม่กี่คน แต่ควรให้ฝ่ายแพทย์และฝ่ายกฎหมายเสนอพิจารณาต่อศาลร่วมกัน โดยมีศาลเป็นผู้ออกคำสั่งอนุญาตทำการุณยฆาต เพื่อลดความรู้สึกกังวลและสลายภาระทางใจของแพทย์
3. บัญญัติบทลงโทษและมาตรการตรวจสอบที่เคร่งครัด: ต้องตรวจสอบเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมอย่างจริงจังว่าไม่ได้ถูกบีบคั้นหรือกดดัน และต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงต่อการสวมรอยหรือปลอมแปลงเอกสาร เนื่องจากชีวิตที่จบด้วยการุณยฆาตไม่สามารถย้อนคืนมาได้อีก
5. กระแสสากลหลังโลกาภิวัตน์
ประเด็นทางกฎหมายของการุณยฆาตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในราชอาณาจักรอีกต่อไป ข้อมูลวิเคราะห์จากรายงานข่าวดิจิทัลระดับสากล NDTV เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 (2026) ระบุว่าปัจจุบันทั่วโลกมีประเทศและดินแดนที่ให้การยอมรับผ่านร่างบทกฎหมายการุณยฆาตอย่างถูกต้องกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 15 ประเทศ หนึ่งในนั้นรวมถึงสหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ราว 10 รัฐ) ปรากฏการณ์นี้แสดงว่าท่าทีทางศีลธรรมและทัศนะต่อกฎหมายนี้ยังคงมีความละเอียดอ่อน ทว่าแนวโน้มสากลกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดสากลในกลุ่มดินแดนเสรีภาพเหล่านี้ มิได้เป็นการบีบบังคับให้แพทย์ผู้ไม่เห็นชอบต้องดำเนินการเสมอไป แพทย์ทุกคนล้วนมีเสรีภาพส่วนบุคคลที่จะปฏิเสธการร่วมกระบวนการการุณยฆาตด้วยข้อจำกัดทางศาสนาหรือเจตจำนงตนเองได้ โดยใช้วิธีส่งผ่านเคสต่อไปยังแพทย์ร่วมอาชีพรายอื่น ซึ่ง นพ. สุรสิทธิ์ เปรียบเทียบอย่างลึกซึ้งว่าคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับบทบัญญัติกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ของสังคมไทยในปัจจุบัน
ความท้าทายที่แท้จริงในสังคมยุคหลังโลกาภิวัตน์คือการปรากฏของ “การท่องเที่ยวเพื่อความตาย” (Death Tourism) โดยการที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีสติปัญญาและเพียบพร้อมด้วยกำลังทรัพย์ ยอมที่จะเคลื่อนไหวข้ามพรมแดนไปยังคลินิกช่วยเหลือการยุติชีวิต เช่นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่เมื่อเส้นแบ่งกฎหมายและพรมแดนอธิปไตยยังมีบทบาทเหนือสิทธิทางเลือกส่วนตัว
6. บทสรุป: ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับกฎหมายการุณยฆาต
จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ที่ประมวลมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นตรงกันว่า ในภาพรวมแล้วประเทศไทยยังอาจไม่พร้อมสำหรับการออกกฎหมายการุณยฆาตในเวลานี้ เนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระบบการรักษาแบบประคับประคองที่ยังไม่ครอบคลุมและมีคุณภาพเพียงพอ รวมถึงระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในด้านอื่น ๆ ที่ยังไม่เข้มแข็งพอจะช่วยประคับประคองจิตใจ จนอาจทำให้ผู้ที่ต้องการจบชีวิตตนเองเปลี่ยนใจได้ในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงภายในพรมแดนไทยอีกต่อไป ผู้ที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอยังคงสามารถเลือกเดินทางไปรับบริการการุณยฆาตในต่างประเทศได้ ขณะที่ข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลกก็สามารถเป็นรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยได้ศึกษาและต่อยอด ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การออกกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้จริงในอนาคต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา