
"...ในทางเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจเลือกงานจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ปลอดภัยหรือไม่” แต่ยังมีรายได้ หนี้สิน ค่าใช้จ่าย โอกาสของลูก และอนาคตของครอบครัวเข้ามาอยู่ในสมการ สำหรับแรงงานบางคน ความเสี่ยงจากสงครามอาจเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่เมื่อรายได้จากการทำงานในต่างประเทศสูงกว่าการทำงาน ในประเทศไทยหลายเท่า ความเสี่ยงนั้นจึงถูกนำมาชั่งน้ำหนักใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ดึงเขาออกจากบ้านไม่ใช่ ความต้องการจะอยู่ในพื้นที่สงคราม แต่คือ รายได้ที่เขายังหาไม่ได้จากที่บ้าน..."
ความจนพาคนไทยไปถึงสงคราม : เมื่อรายได้ยังเป็นแรงดึงดูด แม้ปลายทางคือพื้นที่เสี่ยง
ข่าวแรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่เกษตร เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือ ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 อาจเป็นเพียงข่าวหนึ่งในสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ในตะวันออกกลาง แต่สำหรับแรงงานไทย ข่าวนี้ไม่ได้อยู่ไกลตัว เพราะคนที่อยู่ในพื้นที่เกษตร ของอิสราเอล ไม่ได้เผชิญเพียงอากาศร้อน งานหนัก หรือระยะทางที่ห่างจากบ้านเกิด หากยังต้องอยู่กับความไม่แน่นอนว่า ระเบิดจะตกลงที่ใด และเมื่อใด ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับข่าวคนงานได้รับบาดเจ็บ กลับเป็นภาพที่ย้อนแย้ง อย่างยิ่ง เมื่อกรมการจัดหางานพบว่า ความต้องการเดินทางไปทำงานในอิสราเอลยังเพิ่มขึ้น
หลังสงครามอิสราเอล-ฮามาสปะทุขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 ภาพแรงงานไทยอพยพกลับประเทศ ผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และผู้สูญหาย กลายเป็นความทรงจำที่ยังอยู่ในสังคมไทย หลายคนอาจคิดว่าเหตุการณ์ ครั้งนั้นน่าจะทำให้ แรงงานไทยไม่กล้ากลับไปอีก แต่ตัวเลขกลับเล่าเรื่องอีกด้าน
ข้อมูลจากกรมการจัดหางานพบว่า ปี 2567 มีคนไทยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในอิสราเอล 3,966 คน ขณะที่ไต้หวันยังเป็นปลายทางอันดับ 1 ด้วยจำนวน 23,481 คน แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ตัวเลขของอิสราเอลพุ่งขึ้ นเป็น 20,619 คน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า และแซงไต้หวันซึ่งมี 18,108 คน ขึ้นเป็นประเทศปลายทางอันดับ 1 ของ แรงงานไทย ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเพียงครึ่งปี มีคนไทยเดินทางไปทำงาน ในอิสราเอลแล้ว 9,585 คน มากกว่าจำนวนตลอดทั้งปี 2567 ถึงกว่า 2 เท่า และยังนำไต้หวันที่มี 9,388 คน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เหตุใดคนไทยยังไปทำงานในอิสราเอล แต่คือ เมื่อสงครามเคยเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดรายได้ยังมีพลังมากพอที่จะดึงคนไทยกลับไปยังพื้นที่เสี่ยงได้อีก
“เงินก็ไม่มี หนี้สินก็ยังใช้ไม่หมด” เมื่อการกลับบ้านไม่ใช่ทางเลือกของทุกคน
สำหรับ “คุณเอ” (นามสมมติ) อดีตแรงงานไทยจาก จ.ชัยภูมิ ที่ไปทำงานในภาคเกษตรของอิสราเอล สงครามไม่ใช่เรื่องที่เห็นผ่านหน้าจอโทรทัศน์ แต่คือเสียงไซเรน เสียงระเบิด และช่วงเวลาที่ต้องก้มตัวหลบระหว่าง ทำงาน เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 2566 รัฐบาลไทยเปิดทางให้แรงงานเดินทางกลับประเทศ แต่คุณเอไม่ได้กลับ ไม่ใช่เพราะ ไม่กลัวและไม่ใช่เพราะคิดว่าพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ปลอดภัย แต่เพราะในเวลานั้นเขายังมีหนี้และไม่มีเงิน สำรองมากพอ ที่จะหยุดทำงาน
“ตอนที่มีการปะทะกันรุนแรง ก็อยู่ลำบาก คืนนั้นที่รัฐบาลไทยเอาเครื่องบินไปรับ คนที่กลับก็กลับ คนที่ไม่ได้กลับก็ไม่ได้กลับ คนเขามีตังค์แล้วเขาก็กลับ อย่างผมไม่ได้กลับ เงินก็ไม่มี หนี้สินก็ยังใช้ไม่หมด ก็เลยต้องสู้อยู่ต่อ อยู่กับความเสี่ยงตรงนั้น นายจ้างเขาบังคับให้ทำเหมือนเดิม ทำไปหลบระเบิดไปด้วย นอนหมอบ อยู่นั่นแหละ บางทีก็เห็นลูกระเบิดข้ามหัวไป ไม่ทำก็ไม่ได้ เขาก็บังคับ ขู่เราจะไม่จ่ายเงินเรา” คุณเอ กล่าว
ในสถานการณ์เช่นนั้น คำว่า “สมัครใจ” อาจมีความหมายไม่เท่ากันสำหรับแรงงานทุกคน คนที่มีเงินสำรอง มีทรัพย์สิน หรือมีทางกลับมาหางานใหม่ในประเทศไทย อาจสามารถตัดสินใจเดินทางกลับได้ง่าย กว่า แต่สำหรับคนที่ยังมีหนี้ มีครอบครัวต้องดูแล และรายได้จากการทำงานคือเงินที่ใช้หมุนชีวิตในแต่ละเดือน การหยุดงานไม่ได้หมายถึงเพียงการออกจากพื้นที่อันตราย หากหมายถึงรายได้ที่หายไปพร้อมกัน
คุณเอเล่าว่า แม้พื้นที่ทำงานจะไม่ได้อยู่ใกล้ฉนวนกาซา แต่ก็ยังมีระเบิดตกลงมาในบริเวณใกล้เคียง ห่างจากจุด ทำงานประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะที่พื้นที่ทำงานไม่มีบังเกอร์สำหรับหลบภัย เมื่อออกไปทำงานในสวน สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงรอว่า ระเบิดจะตกลงตรงไหน คำว่า “พื้นที่สีเขียว” ซึ่งในทางนโยบายอาจหมายถึงพื้นที่ที่ ยังสามารถทำงานได้ จึงมีความหมายอีกแบบเมื่อมาถึงชีวิตจริงของแรงงาน “สำหรับผม ผมคิดว่าไม่มีพื้นที่ตรงไหน ที่ปลอดภัย” คุณเอ กล่าวและว่า ตนไม่ปฏิเสธว่ารายได้จากอิสราเอลดี งานหนัก แต่คุ้มกับค่าแรง และหากมีโอทีก็ ยิ่งคุ้ม หากไม่มีสงคราม อิสราเอลยังเป็นประเทศที่เขามองว่าน่าไปทำงาน แต่สิ่งที่เปลี่ยนความคิดของตนไม่ใช่เรื่อง ค่าแรง แต่คือ “ระเบิด” และเมื่อถามว่าหากย้อนกลับไปได้ จะยังไปหรือไม่ คุณเอ กล่าวเพียงว่า หากรู้ว่าจะเกิด สงคราม ตนจะไม่ไปอิสราเอล แต่หากเป็นประเทศอื่นที่ให้รายได้ใกล้เคียงกันและปลอดภัยกว่า ก็พร้อมไปทำงาน ต่างประเทศ
นี่จึงทำให้เห็นว่า สำหรับแรงงานกลุ่มนี้ ปัญหาอาจไม่ใช่การ “ไปต่างประเทศ” หากแต่เป็นการไม่มี ทางเลือกที่ให้ทั้ง รายได้ดีและความปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
ด้านมืดของแรงงานไทยในต่างแดนที่น้อยคนจะรู้
สงครามไม่ใช่ความเสี่ยงเดียวที่ซ่อนอยู่ในชีวิตแรงงานไทยในอิสราเอล จากประสบการณ์ของคุณเอ ปัญหา ยังรวมถึงสภาพการจ้างงานที่แรงงานต้องพึ่งพานายจ้างเป็นหลัก โดยตลอดช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ที่อิสราเอล ตนไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายแรงงานไทยลงพื้นที่ติดตามสภาพการทำงานหรือเข้าไปเยี่ยมแรงงาน เมื่อเกิดปัญหา จึงไม่ง่ายที่จะหาคนกลางเข้าไปช่วยเหลือ ทำให้การทำงานจริงที่มีทั้งนายจ้างไม่ให้ทำโอที ทั้งที่แรงงานต้องการทำ เพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเมื่อจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น ภายใต้การนำเข้าแรงงานจากประเทศไทย นายจ้างก็ไม่จำเป็น ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตราที่สูงขึ้น ขณะที่แรงงานเองก็มีข้อจำกัดในการต่อรอง เนื่องจากต้องพึ่งพานายจ้าง ทั้งเรื่องงานและการดำรงชีวิต แม้เกิดเสียงไซเรนหรือมีระเบิด นายจ้างยังบังคับให้ทำงานต่อ และขู่เรื่องการ ไม่จ่ายเงินหากไม่ทำงาน
คุณเอเล่าว่า มีแรงงานไทยบางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ใช่เพียงกัญชา แต่เป็นเฮโรอีนหรือยาไอซ์ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกันก็มีแรงงานที่เกิดความเครียดและมีปัญหาด้านสภาพจิตใจ จนมีกรณีการ ฆ่าตัวตาย ในกลุ่มแรงงานไทยที่รับรู้จากเครือข่ายแรงงานด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตามข้อมูลในส่วนนี้เป็นสิ่งที่คุณเอพบเห็นและรับรู้จากประสบการณ์การทำงานและเครือข่ายแรงงานที่อยู่ในอิสราเอล ไม่ใช่ข้อมูลสถิติทางการ สำหรับคุณเอ เรื่องเหล่านี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตแรงงานไทยที่คนภายนอก อาจไม่ค่อยได้เห็น เพราะเมื่อพูดถึงการไปทำงานอิสราเอล สิ่งที่มักถูกพูดถึงคือเรื่องค่าแรง และรายได้ ขณะที่ ชีวิตจริงของแรงงานยังมีอีกหลายด้านที่ต้องเผชิญระหว่างการอยู่ต่างประเทศ
ไม่ได้มีหนี้ แต่รายได้ในไทยไม่พอสร้างอนาคต
หากเรื่องของคุณเอคือแรงงานที่ถูกหนี้สินผลักให้ต้องทำงานต่อ เรื่องของ “คุณอ้อย” ภรรยาของอดีต แรงงานไทยจาก จ.ชัยภูมิ ที่เสียชีวิตในอิสราเอล กลับสะท้อนอีกด้านของการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ครอบครัวของตนไม่ได้อยู่ในภาวะที่ไม่มีทรัพย์สิน เพราะมีทั้งรถยนต์ ที่ดินของตัวเอง และเงินที่ใช้สำหรับเดินทาง ไปทำงานต่างประเทศก็เป็นเงินของครอบครัว ไม่ได้กู้หรือยืม แต่สามียังคงเลือกไป เหตุผลคือ ต้องการหาเงินเป็น ทุนการศึกษาให้ลูกสาว และต้องการให้ลูกมีโอกาสในชีวิตมากกว่าที่ครอบครัวเคยมี
นี่คืออีกด้านของคำว่า “ความจน” เพราะบางครั้งความจนไม่ได้หมายถึงการไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดิน หรือไม่มีเงินกินข้าว หากเป็น ความจนของโอกาส เมื่อรายได้จากการทำงานในบ้านเกิดไม่มากพอที่จะพา ครอบครัวไปถึงอนาคตที่ต้องการ “ถ้าทำงานในประเทศ ผลตอบแทนลำบากมาก ทำงานตั้งแต่อายุ 18 เป็นสาวโรงงาน หนุ่มโรงงาน กว่าเราจะเก็บ มาได้สักหมื่นหนึ่งมันลำบาก แต่ถ้าไปประเทศอิสราเอล เราเห็นรายได้ แล้วคำนวณแล้วว่าเดือนหนึ่งได้ค่อนข้างเยอะ ศึกษาถึงขั้นว่าต้องหนี ต้องทำอะไร บางทีไปอยู่กับหัวหน้างานไม่ดี อาจจะได้น้อยแต่มันก็ยังเยอะกว่าประเทศไทย” คุณอ้อย ระบุ
โดยเงินที่สามีส่งกลับบ้านจากอิสราเอลจึงไม่ได้เป็นเพียง “เงินเดือน” ของคนที่เดินทางไปทำงาน แต่กลายเป็นเงิน ค่าเล่าเรียนของลูก ค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ เงินสร้างบ้าน และเงินสำหรับสร้างความมั่นคง ของทั้งครอบครัว หากทำงานในประเทศไทย การเก็บเงิน 10,000 บาทไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่รายได้จากอิสราเอล สามารถส่งกลับมา ได้มากกว่าแสนบาทต่อเดือน แต่เมื่อสามีเสียชีวิต ครอบครัวจึงไม่ได้สูญเสียเพียงคนหนึ่งคน แต่สูญเสียรายได้หลักไปพร้อมกัน และสิ่งที่สะเทือนใจยิ่งกว่าคือ แม้ครอบครัวของเธอจะเคยสูญเสียคนในสงคราม แต่คนในชุมชนเดียวกันยังต้องการไปทำงานอิสราเอล ลูกของญาติบางคนกลับไปทำงานหลังเกิดเหตุ และหลายครอบครัวยังอยากส่งลูกไป เหตุผลยังคงเป็นคำเดิม คือ “รายได้”
สงครามจึงไม่ได้ลบแรงผลักที่ทำให้คนเดินทางออกจากบ้านเพราะต้นเหตุของการเดินทางยังอยู่ที่เดิมเหมือนเดิม
อุดรธานี เมืองที่การไปทำงานต่างประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่ยังเห็นได้ในระดับจังหวัด “อุดรธานี” เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากที่สุดต่อเนื่องหลายปี โดยปี 2567 มีคนเดินทาง ไปทำงานต่างประเทศ 7,285 คน ปี 2568 เพิ่มเป็น 8,567 คน และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีแล้ว 4,127 คน จากการสอบถาม นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้ มีรากมาจาก ประวัติศาสตร์ของจังหวัด โดยเฉพาะการเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในอดีต ทำให้คนในพื้นที่ บางส่วนมีพื้นฐาน ภาษาและความรู้เรื่องการไปทำงานต่างประเทศถูกส่งต่อกันในครอบครัวและชุมชนมานาน
“อุดรฯ เคยเป็นฐานทัพของอเมริกาฯ จึงมีการเริ่มใช้ภาษาต่างประเทศสืบทอดกันมา คนอุดรฯ เก่งเรื่องภาษา ส่วนที่ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศก็น่าจะเป็นเรื่องรายได้ บางคนเป็น 10 ปีแล้วก็กลับมาอยู่บ้าน ประเทศที่คนอุดรฯ ไปทำงานเยอะก็มีไต้หวัน เกาหลี แล้วก็อิสราเอล” นายราชันย์ กล่าว
เมื่อการไปทำงานต่างประเทศเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การย้ายถิ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจของ คนคนหนึ่ง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจครัวเรือน เงินที่คนหนึ่งคนไปหาในไต้หวัน อิสราเอล หรือเกาหลีใต้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายทาง หากไหลย้อนกลับมายังบ้านเกิด ผ่านค่าเล่าเรียนของลูก การใช้หนี้ การสร้างบ้าน การซื้อที่ดิน และการดูแลพ่อแม่ ตัวเลขจึงไม่ได้บอกเพียงว่า “คนไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวนเท่าไร” แต่กำลังสะท้อนว่า
รายได้จากต่างประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของครอบครัวจำนวนไม่น้อย
สองปีหลังเสียงระเบิด อิสราเอลกลับขึ้นอันดับ 1
เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลขกรมการจัดหางานอีกครั้ง ความย้อนแย้งยิ่งชัดเจนขึ้น ปี 2567 อิสราเอลมีคนไทย เดินทางไปทำงาน 3,966 คน อยู่ในอันดับ 4 ของประเทศปลายทาง ขณะที่ไต้หวันยังครองอันดับ 1 ด้วย 23,481 คน แต่ปี 2568 อิสราเอลกลับพุ่งขึ้นเป็น 20,619 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 5.2 เท่า และแซงไต้หวันที่มี 18,108 คนขึ้นเป็นอันดับ 1 ต่อมาครึ่งแรกของปี 2569 อิสราเอลยังคงนำที่ 9,585 คน มากกว่าไต้หวันที่มี 9,388 คน ญี่ปุ่น 2,689 คน เกาหลีใต้ 2,461 คน และสวีเดน 1,649 คน
ขณะเดียวกัน จังหวัดต้นทางก็ยังมีการส่งแรงงานออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุดรธานี นครราชสีมา เชียงราย ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียง สถิติการเดินทางไปทำงานแต่กำลังสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งยังต้องมองออกไปนอกประเทศ เพื่อหาค่าจ้างที่สูงกว่า และนี่เองคือจุดที่ “สงคราม” กับ “เศรษฐกิจ” มาอยู่บนสมการเดียวกัน
เมื่อค่าจ้างต่างกันหลายเท่า ความเสี่ยงก็ถูกนำมาคำนวณใหม่
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองภาพนี้ผ่านโครงสร้างตลาด แรงงานไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งค่อนข้าง “ตรงกลาง” ของบันไดค่าจ้างในภูมิภาค ค่าจ้างไทยสูงพอที่จะดึงแรงงาน จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานแต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศที่แรงงานไทยสามารถเดินทางไปทำงานได้ อิสราเอล เกาหลีใต้ ไต้หวัน และประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ จึงกลายเป็นตลาดที่แรงงานไทย สามารถนำทักษะและแรงงานของตัวเองไปขายในราคาที่สูงกว่าเดิม
“ปัจจัยพื้นฐานที่สุดคือส่วนต่างค่าจ้าง (wage differential) งานประเภทเดียวกัน ทักษะเท่ากัน แต่ค่าตอบแทนต่างกันหลายเท่า แรงงานภาคเกษตรในอิสราเอลมีรายได้เฉลี่ยราว 55,000 บาทต่อเดือน เทียบกับรายได้แรงงานลักษณะเดียวกันในไทยที่ราว 10,000-15,000 บาท ส่วนในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สัญญาจ้างขั้นต่ำเริ่มที่ 1,800 ดีแรห์ม หรือไม่น้อยกว่า 15,000 บาท สำหรับงานฝีมือและภาคบริการ ซึ่งสูงกว่านี้มากในกลุ่มช่างเชื่อม ช่างไม้ พ่อครัว และพนักงานนวด ตามทฤษฎีการย้ายถิ่นของ Harris-Todaro คนตัดสินใจจาก “รายได้ที่คาดหวัง” เมื่อส่วนต่างกว้างขนาด 3-5 เท่า แม้ต้องเผชิญอากาศร้อนจัด งานหนัก ความเป็นอยู่ลำบาก หรือกระทั่งความเสี่ยงจากสงคราม แรงงานจำนวนมากก็ยังประเมินแล้วว่า “คุ้ม” ค่าจ้างส่วนที่สูงกว่านั้นโดยแท้จริงแล้วมีส่วนของ “ค่าชดเชยความเสี่ยงและความยากลำบาก” (compensating differential) รวมอยู่ด้วย” รศ.ดร.กิริยา กล่าว
ในทางเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจเลือกงานจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ปลอดภัยหรือไม่” แต่ยังมีรายได้ หนี้สิน ค่าใช้จ่าย โอกาสของลูก และอนาคตของครอบครัวเข้ามาอยู่ในสมการ สำหรับแรงงานบางคน ความเสี่ยงจากสงครามอาจเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่เมื่อรายได้จากการทำงานในต่างประเทศสูงกว่าการทำงาน ในประเทศไทยหลายเท่า ความเสี่ยงนั้นจึงถูกนำมาชั่งน้ำหนักใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ดึงเขาออกจากบ้านไม่ใช่ ความต้องการจะอยู่ในพื้นที่สงคราม แต่คือ รายได้ที่เขายังหาไม่ได้จากที่บ้าน
คำถามจึงไม่ใช่แค่คนอยากไป แต่รัฐประเมินความเสี่ยงทันหรือไม่
อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของรัฐ เพราะเมื่อแรงงานยังต้องการไปทำงานต่างประเทศ การห้ามทั้งหมดอาจ ไม่ใช่คำตอบ แต่สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ความเสี่ยงที่แท้จริงของพื้นที่ปลายทางอยู่ตรงไหน และข้อมูลที่ใช้ ตัดสินใจนั้นทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า บทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอยู่ที่ระบบประเมินสถานการณ์ของรัฐ โดยเฉพาะการส่งแรงงานไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง
“หนึ่งคือความปลอดภัยของคนไทยในอิหร่าน ในอิสราเอล และในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะในกลุ่ม ประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เขาจะอยู่กันอย่างไร จะปลอดภัยไหม อันนี้คือเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ มันก็จะมีทั้งนักศึกษา แรงงานที่ไปทำงานที่นั่น อาจจะต้องมาทบทวนเรื่องการส่งคนไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่สงคราม และไม่ใช่พื้นที่สงครามอย่างเดียว ยังต้องดูไปถึงการทำงานในประเทศที่ก่อสงคราม ดังนั้น ในแง่ของความปลอดภัย ในแง่ของความถูกต้อง ในแง่ของมนุษยธรรม คิดว่ากระทรวงแรงงานก็อาจจะต้อง มาทบทวนนโยบายเรื่องพวกนี้ เพราะอย่างที่ผ่านมา ไม่กี่วันก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น ยังมีการกระตุ้นให้คนไทยมา ลงทะเบียนแล้วรีบส่งไปที่อิสราเอล มันแปลว่าเราไม่สามารถประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ ซึ่งคงเป็นปัญหาที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าว
ฉะนั้น เรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าแรงงาน “อยากไป” หรือ “ไม่อยากไป” แต่อยู่ที่ว่า ข้อมูลที่แรงงานได้รับ ก่อนตัดสินใจเดินทางนั้นเพียงพอหรือไม่ และคำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในมุมของรัฐกับในชีวิตจริงของคนทำงาน เป็นความหมายเดียวกันหรือไม่ เพราะสำหรับแรงงานที่ทำงานอยู่กลางไร่นา การมีพื้นที่สีเขียวในแผนที่ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อออกไปทำงานแล้วจะไม่มีระเบิดตกลงมา และนี่คือช่องว่างระหว่างความปลอดภัย ในระดับนโยบาย กับ ความปลอดภัยในระดับชีวิตจริง
ทูตอิสราเอลชี้แรงงานยังเลือกไป ค่าจ้างสูง-เชื่อมั่นมาตรการคุ้มครอง
ท่ามกลางสงครามและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แรงงานไทยยังคงเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ขณะที่ภาคเกษตรของอิสราเอลยังพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ในการขับเคลื่อนการผลิตอาหาร
ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานไทยไม่ได้เป็นเพียงคนที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอล แต่เป็น “หุ้นส่วนสำคัญ” ของภาคเกษตรกรรม ขณะที่แรงงานไทยเลือกอิสราเอล เพราะค่าจ้างที่สูงและการได้รับการปฏิบัติที่ดี โดยปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในอิสราเอลหลายหมื่นคน ทั้งในภาคเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆ
ขณะที่ในช่วงความขัดแย้ง อิสราเอลระบุว่ามีมาตรการดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย ทั้งการอบรมเป็นภาษาไทย พื้นที่หลบภัย ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการรักษาและฟื้นฟูร่างกายและสุขภาพจิต โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับประชาชนอิสราเอล
“ในช่วงเวลาของความขัดแย้ง เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแรงงานเองเลือกที่จะอยู่ในอิสราเอล มากกว่ากลับประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อิสราเอลจัดให้” ดร.อโลนา กล่าว
“ปัจจัยเลือกหลักก็คือเรื่องของเม็ดเงิน” ช่องว่างรายได้ยังดึงคนออกจากบ้าน
ในมุมของกระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยอมรับตรงไป ตรงมาว่า เหตุผลสำคัญที่สุดที่แรงงานเลือกประเทศปลายทางคือเรื่องรายได้ แรงงานไทยที่ไปทำงาน ต่างประเทศมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้น ขณะเดียวกันเงินที่ส่งกลับมายังประเทศไทยก็ช่วยจุนเจือครอบครัว และการทำงานในต่างประเทศยังทำให้แรงงานได้เรียนรู้ทักษะ ภาษา เทคโนโลยี และระบบการทำงานใหม่ๆ แต่เมื่อถามว่าอะไรเป็นปัจจัยแรกในการตัดสินใจ คำตอบคือ “เงิน”
“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสำหรับแรงงาน ปัจจัยเลือกหลักก็คือเรื่องของเม็ดเงิน ส่วนต่างในเรื่องของรายได้ เป็นปัจจัยหลัก ซึ่งอิสราเอลมีส่วนต่างของรายได้ที่มากกว่าประเทศไทย ค่าแรงเฉลี่ยประมาณ 50,000-60,000 บาทต่อเดือน ส่วนถ้าค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยก็หมื่นกว่าบาท ซึ่งมีช่องว่างทางรายได้จริงๆ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นอกจากนั้น นายจุลพันธ์ ยังย้ำถึงมาตรการดูแลแรงงานไทยในพื้นที่ความขัดแย้งว่า กระทรวงแรงงาน มีแอพพลิเคชัน “Smart TOEA” สำหรับติดตามว่าแรงงานอยู่ที่ใด ปลอดภัยหรือไม่ และยังอยู่กับนายจ้างเดิม หรือมีปัญหาถูกละเมิดหรือไม่ ขณะเดียวกันกำลังพัฒนาระบบ Smart Traffy Fondue ผ่านแอพพลิเคชันไลน์ เพื่อให้แรงงานไทยทั่วโลกสามารถแจ้งปัญหาและขอความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงานได้โดยตรง
นอกจากการดูแลแรงงานที่ออกไปทำงานต่างประเทศแล้ว นายจุลพันธ์มองว่า รัฐต้องสร้างทางเลือก ให้แรงงาน สามารถมีรายได้ที่ดีขึ้นจากการทำงานในประเทศด้วย โดยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่รองรับแรงงาน ทักษะสูง และยกระดับทักษะแรงงานให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อให้ค่าตอบแทนในประเทศขยับเข้าใกล้รายได้ ที่แรงงานได้รับจากต่างประเทศ แนวทางหนึ่งคือการพัฒนาทักษะให้ “จบได้งาน” คือฝึกแล้วต้องมีงานรองรับจริง ไม่ใช่เรียนจบแล้วกลับมาตกงาน พร้อมยกระดับใบรับรองวิชาชีพให้ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยืนยันมาตรฐานฝีมือและช่วยเพิ่มรายได้ให้แรงงาน โดยโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนที่ผ่านการฝึก มีรายได้มากขึ้น มีมูลค่ามากขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น
ในมุมของรัฐ จึงไม่ได้มองการส่งแรงงานออกไปต่างประเทศเป็นเพียงการ “พาคนออกนอกประเทศ” แต่ยังมองถึงเงินที่ส่งกลับมา ทักษะที่แรงงานได้รับ และโอกาสที่จะนำประสบการณ์กลับมาพัฒนาตลาดแรงงานไทย อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า หากต้องการให้แรงงานกลับมาทำงานในประเทศ รัฐจะสร้างงานที่มีรายได้สูง พอให้เขาเลือกอยู่บ้านได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่รายได้ยังห่างกันหลายเท่า การเดินทางออกไปทำงาน ก็ยังมีแรงดึงดูด
เพราะเป้าหมายจึงไม่ใช่การปิดประตูไม่ให้คนไทยออกไปทำงานต่างประเทศ แต่คือการทำให้คนไทย มีทางเลือกมากพอที่จะอยู่บ้านเกิดได้ โดยไม่ต้องแลกความปลอดภัยกับรายได้ที่สูงขึ้น
เมื่อ “ความปลอดภัย” กับ “รายได้” ยังสวนทางกัน
ท้ายที่สุด เรื่องของแรงงานไทยในอิสราเอลอาจไม่ได้มีคำตอบเดียว ข้อมูลจากภาครัฐสะท้อนว่า พื้นที่ทำงานบางส่วนยังสามารถเดินทางไปทำงานได้ภายใต้มาตรการความปลอดภัย ขณะที่ประสบการณ์ของแรงงานที่เคยอยู่ในพื้นที่และมุมมองของนักวิชาการกลับสะท้อนว่า ความเสี่ยงยังมีอยู่ และไม่มีพื้นที่ใดรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด
เมื่อข้อมูลจากรัฐบอกว่า “ยังไปได้” แต่ประสบการณ์ของคนทำงานและมุมมองทางวิชาการบอกว่า “ยังเสี่ยง” การตัดสินใจจึงอาจอยู่ที่แรงงานและครอบครัวว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้อง เผชิญหรือไม่ และเมื่อโอกาสในการทำงานที่บ้านยังให้ทั้งรายได้และความมั่นคงไม่ได้พร้อมกัน การออกไปทำงาน ไกลบ้านจึงยังเป็นทางเลือกของแรงงานจำนวนหนึ่ง
เพราะบางครั้ง ความจนไม่ได้พาคนไปแค่ไกลจากบ้าน แต่มันพาไปไกลถึงสงคราม.

ผลงานโดย : ผู้เข้ารับการอบรมโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน: เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัฒน์” รุ่นที่ 3 กลุ่มที่ 2

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา