
"...AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว ทั้งการลดงานบางประเภท การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างอาชีพใหม่ ความท้าทายของไทยจึงไม่ใช่การหยุด AI แต่คือการทำให้คนทำงานพร้อมเปลี่ยนผ่านไปกับ AI โดยภาครัฐต้องวางระบบพัฒนาทักษะและมาตรการรองรับ ขณะที่องค์กรต้องออกแบบงานใหม่อย่างรับผิดชอบ และแรงงานต้องเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง..."
ฟ้าผ่าลงสื่อใหญ่ เมื่อเทคโนโลยี AI พร้อมทำงานแทน
กรณี Workpoint TV สะท้อนความสั่นคลอนของตลาดแรงงานในวงการสื่อ เมื่อองค์กรต้อง “ลดขนาดองค์กร” และเลย์ออฟพนักงานท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ปอเปี๊ยะ กาลเวลาเสาเรือนผู้ประกาศข่าวและบรรณาธิการข่าวบันเทิง ตัดสินใจลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้นักข่าวรุ่นน้องได้เดินต่อ
“ในโลกใบใหม่นี้มันมีอะไรหลายอย่างเข้ามาแทนที่คน... มันทำให้ทุกอย่างสั้น จบเร็ว และทุกอย่างไปต่อได้เร็ว ดังนั้นใครจะไม่เลือก เพราะโลกของธุรกิจมันรอกันไม่ได้” บทเรียนสำคัญคือ งานที่เป็นกิจวัตรและมีแบบแผน เช่น การรายงานข้อเท็จจริง งานเสียง การบรรยาย และการแต่งภาพหรือวิดีโอ มีโอกาสถูก AI เข้ามาช่วยหรือทดแทนได้มากขึ้น
สถานการณ์ AI โลก: สัญญาณเตือนภัยระดับมหภาค
รายงาน Future of Jobs Report ของ World Economic Forum ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงด้านตลาดแรงงาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจในช่วงปี 2025–2030 จะสร้างความเปลี่ยนแปลง (Job Disruption) ราว 22% ของตำแหน่งงานทั่วโลก ขณะเดียวกันจะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 170 ล้านตำแหน่ง แต่โอกาสส่วนใหญ่กระจุกตัวกับผู้ที่มีทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง

สถานการณ์ไทยสอดคล้องเทรนด์การทำงานในยุค AI ของโลก
รายงาน “วิกฤตและโอกาส:อนาคตแรงงานไทยภายใต้การเข้ามาของAI”ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่า แรงงานไทยที่ “เข้าข่าย” ได้รับผลกระทบจาก Generative AI มีสูงถึง 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงานในระบบ
• 2.2 ล้านคน (5.5%) อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการถูกทดแทนโดยตรง โดยเฉพาะงานธุรการ เสมียน คีย์ข้อมูล บัญชี บริการลูกค้า และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีลักษณะงานซ้ำและจัดการข้อมูลเป็นหลัก
• 6.5 ล้านคน (16.3%) อยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับ AI เช่น พนักงานขายและงานโลจิสติกส์ โดย AI มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าการทดแทนทันที
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า AI ไม่ใช่เพียงประเด็นของการเลิกจ้าง แต่เป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องเตรียมแรงงานให้มีทักษะและสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

ส่องเพื่อนบ้านอาเซียน: ใครปรับตัวไว ใครกำลังรอดในเกม AI
สิงคโปร์: ต้นแบบการบริหารคนและการยกระดับทักษะแห่งชาติ
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ระบุว่า บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานจากการนำ AI มาใช้มีเพียง 6.2% ขณะที่หลายองค์กร เลือกออกแบบ ตำแหน่งงานใหม่ 18.9% และสร้างตำแหน่งงานใหม่ด้าน AI 13.9% เพื่อให้พนักงานเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่
ภาครัฐสนับสนุนผ่านโครงการ SkillsFuture: Preparing Singaporean for the Future ซึ่งให้เครดิตเพื่อยกระดับทักษะด้าน AI พร้อมมาตรการช่วยเหลือทางการเงินชั่วคราวแก่ผู้ถูกเลิกจ้างระหว่างการรีสกิลเข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล
เวียดนาม: ดาวรุ่งแห่งการผลิตและการปรับตัวเร่งด่วน
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่าแรงงานเวียดนามประมาณ 11.5 ล้านคนหรือ20.8% ของการ จ้างงานทั้งหมด อยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีภารกิจงานซึ่งมี ศักยภาพได้รับผลกระทบจาก Generative AI
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญคือทัศนคติของแรงงานต่อ AI โดยผลสำรวจ Vietnam Worker Sentiment Study 2026 ระบุว่าแรงงานวัยทำงานกว่า 77%–80% มีความคุ้นเคยและสบายใจในการใช้เครื่องมือ AI ในงานประจำวัน และในฮานอยกับนครโฮจิมินห์อยู่ที่ประมาณ 80% สะท้อนความพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ บทเรียนจากสองประเทศคือ การรับมือ AI ไม่ได้มีเพียงการป้องกันการสูญเสียงาน แต่ต้องสร้างระบบให้คนเปลี่ยนผ่านไปสู่งานใหม่และเพิ่มความพร้อมในการใช้ AI
คลื่นลูกใหม่แห่งโอกาส: ตำแหน่งงานอุบัติใหม่ในยุค AI
แม้ AI จะสร้างความกังวลเรื่องการแทนที่แรงงาน แต่การเติบโตของเทคโนโลยีก็เปิดพื้นที่ให้เกิดตำแหน่งงานและสายอาชีพใหม่ ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยแบ่งได้ 4 ด้านหลัก
- สายเทคนิค (Technical Roles) — งานที่พัฒนาและดูแลระบบ AI
- สายความปลอดภัยและธรรมาภิบาล (AI Safety & Governance) — งานด้านความเสี่ยง ความปลอดภัย และการกำกับการใช้ AI
- สายมนุษย์กำกับระบบ (Human-in-the-Loop) — งานที่ใช้มนุษย์ตรวจสอบ กำกับ และตัดสินใจร่วมกับระบบ AI
- สายบริหารและกลยุทธ์ (AI Strategy & Leadership) — งานวางทิศทางและนำ AI ไปใช้ในระดับองค์กร
การคว้าโอกาสจากงานใหม่และการอยู่รอดในโลกการทำงานยุค AI จึงต้องเร่งพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะ “ความรู้เท่าทัน AI” และ “ทักษะข้อมูล” พร้อมทั้งมอง AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน ไม่ใช่เพียงคู่แข่งของแรงงาน
หัวใจของการปรับตัว
- เรียนรู้การใช้ AI ให้เหมาะกับลักษณะงานและตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้
- เสริมทักษะข้อมูลและความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจของมนุษย์
- องค์กรควรออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ควบคู่กับการพัฒนาคน เพื่อให้ AI ทำงานร่วมกับแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มุมมองและทิศทางในการรับมือยุค AI จากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำประเทศ
อ.พจน์ ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล Board Advisor in AI & Digital Transformation มองว่า AIไม่ใช่ภัยคุกคามในตัวเอง แต่เป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่กำลังพาสังคมเข้าสู่ยุค AI Agents และ Physical AI องค์กรและ คนทำงานจึงควรมอง AI เป็นเสมือน “พนักงาน หรือ Workforce” พร้อมออกแบบกระบวนการทำงานใหม่และสร้างธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ที่ชัดเจน เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้งานและลดอคติ คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ผู้บริหารจาก Tellscore เห็นว่า AI ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ และลดต้นทุนได้มาก แต่ต้องระวังการนำไปใช้ผิดทาง เช่น Deepfake และคอนเทนต์หลอกลวงประชาชน จึงควรส่งเสริมให้ครีเอเตอร์เรียนรู้จากการลงมือทำจริงบนแพลตฟอร์ม ควบคู่กับกฎหมาย และมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (World AI Conference 2026) ที่เน้นวิสัยทัศน์ว่า “อนาคตของ AI จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
บทสรุป: ทางเลือกหรือทางรอด?
AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว ทั้งการลดงานบางประเภท การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างอาชีพใหม่ ความท้าทายของไทยจึงไม่ใช่การหยุด AI แต่คือการทำให้คนทำงานพร้อมเปลี่ยนผ่านไปกับ AI โดยภาครัฐต้องวางระบบพัฒนาทักษะและมาตรการรองรับ ขณะที่องค์กรต้องออกแบบงานใหม่อย่างรับผิดชอบ และแรงงานต้องเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด การเติบโตของ AI ไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เทคโนโลยีเติบโตไปพร้อมกับคุณค่า ความปลอดภัย และความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
ผลงานโดย : ผู้เข้ารับการอบรมโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน: เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัฒน์” รุ่นที่ 3 กลุ่มที่ 5

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา