
“…ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดยืนยันว่า ปลาหมอสีคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงของผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) หรือบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหมอสีคางดำหลุดรอด อันเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ จึงไม่อาจสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 เป็นผู้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด และทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจรับฟังได้…”
.........................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษามในคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 หมายเลขแดงที่ ส. 9/2569 ระหว่าง นายณัฐพร หลักแหลม ที่ 1 กับพวกรวม 54 คน (ผู้ฟ้องคดีที่ 1-54) กรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-18) และมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร้องสอด
โดย ศาลฯพิพากษาให้ กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน นั้น (อ่านประกอบ : ละเลยหน้าที่! ศาลฯสั่ง‘กรมประมง’แก้ไข‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด-ตีตกข้อเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหาย)
ในตอนที่หนึ่ง สำนักข่าวอิศราได้นำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขออนุญาตนำเข้า 'ปลาหมอเทศข้างลาย (Blackchin tilapia) Sarotherodon melanotheron' หรือต่อมา ‘ปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ’ ของ ‘บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร’ หรือ CPF (อ่านประกอบ : คำพิพากษาศาลปค.(1) ข้อเท็จจริงคดี‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด ‘เงื่อนไข’อนุญาตฯ‘สิ้นผล’-ไม่ผูกพันCPF)
ส่วนตอนที่สองเป็นการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง กรณีกรมประมงกับพวก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-18) ละเลยต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ หรือไม่ (อ่านประกอบ : คำพิพากษาศาลปค.(2)‘กรมประมง’ละเลยหน้าที่ฯควบคุม‘สัตว์น้ำต่างถิ่น’ ก่อน‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด)
ในตอนสุดท้าย สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอบทสรุปของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง (ศาลชั้นต้น) ใน ‘คดีปลาหมอคางดำ’ แพร่ระบาด ดังนี้
@รัฐต้องรับผิด-แม้ไม่ปรากฏ‘ปลาหมอคางดำ’หลุดจากฟาร์มใด
ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 13 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 (คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่ 13 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ 14 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ 15 กระทรวงมหาดไทย ที่ 16 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 17) ละเลยต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550
กรณีไม่ดำเนินการประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ... ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เคยมีรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามรายงานผลการตรวจสอบที่ 171/2561 ลงวันที่ 25 เมษายน 2561 กรณีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำว่า
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบในกรณีพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามปรากฏว่า ผู้ถูกร้อง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-กรมประมง) ไม่สามารถควบคุมดูแลและตรวจสอบติดตามให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตนำสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรได้อย่างครบถ้วน ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง) กำหนด
อีกทั้งเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในข้อ 5.2 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกร...
รวมทั้งอาจกำหนดแนวทางการเยียวยาเกษตรกรที่ประสบปัญหาภาวะขาดทุนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำดังกล่าว แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่สามารถพิสูจน์หรือชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลใด แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำยังคงมีความรุนแรงขึ้นตลอดมา
ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ได้ออกประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567
ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน อธิบดีกรมบัญชีกลางได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0402.4/27662 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ตอบข้อหารือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำว่า
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของผู้ประสบภัยพิบัติกรณีเร่งด่วนตามความจำเป็นและเหมาะสมโดยมิได้มุ่งหมายที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ใด
และระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว ข้อ 5 กำหนดนิยาม “ภัยพิบัติ” หมายความว่า สาธารณภัยอันได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง ภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ภัยจากลูกเห็บ ภัยอันเกิดจากไฟป่า... ตลอดจนภัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือมีบุคคลหรือสัตว์ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกายของประชาชนหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน
กรณีที่จะถือว่าเป็นภัยพิบัติตามนัยของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว นั้น ได้มีการกำหนดไว้อย่างกว้างขวางเพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้
ดังนั้น กรณีตามข้อหารือ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัตว์น้ำของชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
จังหวัดย่อมสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติดังกล่าวตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
กรณีจึงเห็นได้ว่า กรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินขึ้นในประเทศไทย ระบบกฎหมายของประเทศไทยได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดของรัฐกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าภัยพิบัติฉุกเฉินเช่นว่านั้น จะเกิดจากการกระทำของบุคคลใดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความรับผิดอย่างอื่นของรัฐที่มิได้เกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายดังเช่นการกระทำละเมิดหรือผิดสัญญา
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) อ้างว่า รัฐจะต้องรับผิดในความรับผิดอย่างอื่น ก็ต่อเมื่อรัฐได้ใช้อำนาจตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น
โดยความเสียหายในคดีพิพาทนี้ คือ การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ซึ่งยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดยืนยันว่า ปลาหมอสีคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงของผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) หรือบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหมอสีคางดำหลุดรอด อันเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ
จึงไม่อาจสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 เป็นผู้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด และทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจรับฟังได้
@‘ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม’ละเลยหน้าที่ไม่ประกาศเขตภัยพิบัติฯ
และกรณีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) ต่างก็ทราบถึงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำอยู่แล้ว ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลางดังกล่าว
ประกอบกับภายหลังได้รับแจ้งหนังสือตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กษ 0506.4/ว 3504 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2567
รายงานความเสียหายเบี้องต้น และการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในปี พ.ศ.2567 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ขอความร่วมมือให้จังหวัดปฏิบัติให้เป็นไปตามคู่มือการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ.2565 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในปี พ.ศ.2567
นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0402.4/30298 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งผลการพิจารณาหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ตามมติคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 โดยกรมบัญชีกลางเห็นว่า หลักเกณฑ์และแนวทางดังกล่าวได้ผ่านการประชุมหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 14 (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) และกรมบัญชีกลาง
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กำหนดระดับการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำ ระดับปานกลาง มีความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำมากกว่า 10 ตัว แต่ไม่เกิน 100 ตัวต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร และระดับรุนแรงมีความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำมากกว่า 100 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร
เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาออกประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเกณฑ์ตัวเลขที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในการประกอบการพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้ต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีดังกล่าวให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2564
และประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563
หลังจากนั้น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท 0605/ว 7538 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2542
เพื่อเป็นแนวทางสำหรับประกอบการพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และขอให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดอย่างเคร่งครัด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ นั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่เกษตรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือจับสัตว์น้ำอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบด้วย อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567
การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ จึงถือเป็นภัยพิบัติที่มีความฉุกเฉินที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยพลันตามข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามจึงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการประกาศให้ท้องที่จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามข้อ 20 วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว
แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ทราบหลักเกณฑ์หรือแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 0506.4/ว 3504 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2567
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 14 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 15 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท 0605/ว 7538 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 แต่ไม่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามได้อาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินแต่อย่างใด
กรณีจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำล่าช้าเกินสมควร
แม้จะเป็นความจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ มิได้ฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ศาลชอบที่จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งเป็นคู่กรณีและในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณา สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 กำหนดให้ต้องปฏิบัติได้
สำหรับจังหวัดอื่นๆ อีก 18 จังหวัด ตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 นั้น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น
ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 ใช้อำนาจสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ อีก 18 จังหวัด ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 ได้
@‘ผู้ฟ้องคดี’ไม่ใช่‘ผู้เสียหาย’ปมขอสั่ง‘หน่วยงานรัฐ’เรียก‘CPF’ชดใช้
ประเด็นที่สาม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปดไม่ดำเนินคดีแก่ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… กรณีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีในข้อหานี้หรือไม่
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปดกำหนดมาตรการและดำเนินการเรียกร้องให้ผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐตามมูลค่าความเสียหายทั้งหมดของทรัพยากรสัตว์น้ำ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดแล้อมที่ถูกทำลายหรือเสียหาย
จากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ที่เกิดขึ้นจริง ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำเข้าปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง
และให้เรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตเป็นรายปีนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำให้หมดไป รวมถึงให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปดเรียกร้องให้ผู้ร้องสอดรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่รัฐเสียไปในการควบคุมกำจัด และป้องกันการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามจำนวนงบประมาณที่รัฐเสียไปตามความเป็นจริง
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพิจารณาดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้กระทำความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ ซึ่งการพิจารณาดำเนินการดังกล่าว เป็นดุลพินิจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นๆ จะเป็นผู้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ประกอบกับพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ประกอบกับการดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายต่อผู้ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำดังกล่าว มิได้มีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่
ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ จึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปด ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่จึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในข้อหานี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พิพากษา ดังนี้
1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในพื้นที่การแพร่ระบาด ตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2556-2570 และมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อไป
โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รมว.เกษตรและสหกรณ์) ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวบรรลุผลได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
2.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 (รมว.กระทรวงมหาดไทย) พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน
เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือปลาหมอคางดำตามหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 ต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
3.ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง)
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 16 (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 8 คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 9 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 10 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 11 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 12 คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่ 13 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ 14 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ 15 กระทรวงมหาดไทย ที่ 16) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 18 (กระทรวงการคลัง)
4.คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
เหล่านี้เป็นคำพิพากษาของ ‘ศาลปกครองกลาง’ ในคดี ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ในพื้นที่ระบาด 3 อำเภอ ของจ.สมุทรสงคราม ซึ่งศาลฯได้วินิจฉัยว่า ‘กรมประมง’ ละเลยหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 จนเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
และมีคำพิพากษาให้กรมประมงและผู้เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในพื้นที่การแพร่ระบาด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
พร้อมทั้งพิพากษาให้ ‘รมว.มหาดไทย’ สั่งการให้ ‘ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม’ ออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่ อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อไป
อ่านประกอบ :
คำพิพากษาศาลปค.(2)‘กรมประมง’ละเลยหน้าที่ฯควบคุม‘สัตว์น้ำต่างถิ่น’ ก่อน‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด
คำพิพากษาศาลปค.(1) ข้อเท็จจริงคดี‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด ‘เงื่อนไข’อนุญาตฯ‘สิ้นผล’-ไม่ผูกพันCPF
ละเลยหน้าที่! ศาลฯสั่ง‘กรมประมง’แก้ไข‘ปลาหมอคางดำ’ระบาด-ตีตกข้อเรียกร้องชดใช้ค่าเสียหาย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา