
คำวิฉัยฉัยศาลฎีกาฯ ยกคำร้องคดี‘เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์’ ขรก.การเมือง ลูกชายอดีตอธิบดี กรมการปกครอง รวยผิดปกติ 36.9 ล. ชี้ข้อกม.ทีละประเด็น พ้นตำแหน่งเกิน 5 ปี พฤติการณ์ไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นให้อำนาจ ป.ป.ช.ยกเรื่องขึ้นไต่สวน ไม่จำต้องดูข้อเท็จจริงปมทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติหรือไม่ (ตอนจบ)
สืบเนื่องกรณีสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ให้ยกคำร้องคดีนายเบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปี 2554 ผู้ถูกกล่าวหาถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอันเนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ 36,930,960.26 บาท ศาลฎีกาฯเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2555 แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 88/2562 เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2562 ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ เกินกว่า 5 ปี หลังจากผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งแล้ว หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาจำต้องแสดงให้เห็นว่าต้องปรากฏหลักฐานโดยชัดแจ้งว่าเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อขึ้นหรือมีส่วนร่วมในการกระทำและการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงตามเงื่อนไขข้อยกเว้นซึ่งตามพฤติการณ์ในคดีนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานโดยชัดแจ้งว่ามีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง อันจะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องขึ้นพิจารณาตามมาตรา 55 ได้ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ขึ้นพิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำข้อมูลทรัพย์สินของนายเบญจพลที่ถูกป.ป.ช.ชี้มูลว่าร่ำรวยผิดปกติมารายงาน ได้แก่ เงินในบัญชีเงินฝากในชื่อภรรยา 6 บัญชี แม่ 3 บัญชี และน้องชาย 1 บัญชี รวม 10 บัญชี ที่ดินในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในชื่อนายเบญจพลและน้องชาย รวม 19 แปลง ที่ดินโฉนด 2 แปลง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ชื่อมารดา ราคา 21.5 ล้านบาท และนำคำคัดค้านของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน 3 รายมารายงานแล้ว
(อ่านข่าวเกี่ยวข้องในลิงก์)
ข่าวเกี่ยวข้อง:
- ศาลฎีกาฯ ยกคำร้องคดีลูกอดีตอธิบดี ปค. ร่ำรวยผิดปกติ - ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวน
- เปิดทรัพย์สิน 36.9 ล. ลูกอดีตอธิบดี ปค. รวยผิดปกติ มีอะไรบ้าง? ก่อนศาลฎีกายกคำร้อง)
- เงินงานแต่ง-ขายรถหรู-หุ้น Forex ! คำคัดค้าน ลูกชายอดีตอธิบดี ปค. คดีรวยผิดปกติ 36.9 ล.
คดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็น ผู้ร้อง
นางกุลพิมพ์ สวัสดิ์พาณิชย์ หรือสุขสมภักตร์ หรือ นางสาวกุลพิมพ์ จุลเสนีย์ชร ผู้คัดค้านที่ 1 (ภรรยาผู้ถูกกล่าวหา)
นางวิไลพร สวัสดิ์พาณิชย์ หรือวิรัตนจันทร์ ที่ 2 (มารดาผู้ถูกกล่าวหา)
นายเบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ ที่ 3 (น้องชายผู้ถูกกล่าวหา)
นายเบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ถูกกล่าวหา
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรานำคำวินิจฉัยของศาลฎีกาฯมารายงาน
@ ขรก.การเมือง 25 ส.ค. 2554 - ยื่นบัญชีฯ 3 ครั้ง – พ้น ตน.แล้ว 1 ปี 12 ก.ย.2557
พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้ร้องแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุตรของนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ กับผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องชาย ขณะเกิดเหตุมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคู่สมรส ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 และพ้นจากตำแหน่ง ด้วยการลาออกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 (16) จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริงต่อผู้ร้อง
@ ป.ป.ช.ตั้งกก.ไต่สวนครั้งแรก ส.ค.2562
ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งวันที่ 23 กันยายน 2554 กรณีพ้นจากตำแหน่งวันที่ 1 ธันวาคม 2555 และ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปีวันที่ 12 กันยายน 2557 โดยเป็นการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 188 กำหนดให้การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้แล้วให้ถือว่าเป็นการยื่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และตามมาตรา 28 (3) กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคู่สมรส ผู้ร้องตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงรวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหากรณีพ้นจาก
ตำแหน่งเปรียบเทียบกับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งพบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติผู้ร้องมีเหตุสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ จึงมีมติและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตามคำสั่งที่ 88/2562 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2562 และที่ 304/2562 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 จากการไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติทั้งที่อยู่ในชื่อผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านทั้งสามและนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ รวมมูลค่า 63,268,424.58 บาท จึงแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเอกสารหมาย ร.23 ผู้ถูกกล่าวหายื่นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 และมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติม ต่อคณะกรรมการไต่สวนในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ตามเอกสารหมาย ร.26 และ ร.241
@มีมติชี้มูลรวยผิดปกติ 36.9 ล./อัยการสูงสุดเห็นแย้ง เรื่องเกิน 5 ปี / ป.ป.ช.ฟ้องเอง
คณะกรรมการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานและไต่สวนพยานบุคคลแล้วมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติโดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติที่อยู่ในชื่อผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านทั้งสาม รวมมูลค่า 36,930,960.26 บาท แล้วส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการ แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนการไต่สวนยังไม่สมบูรณ์พอเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจ ยกเรื่องขึ้นพิจารณาเพราะผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกินห้าปี โดยไม่ปรากฏกรณีที่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจยกเรื่องขึ้นพิจารณาตามมาตรา 55 ได้ เป็นเหตุให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องฟ้องคดีเองเป็นคดีนี้
ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่
ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้าน แก้ไขคำคัดค้านและคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน สรุปใจความว่า ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเกิน 5 ปี ทั้งในกรณีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าความร่ำรวยผิดปกตินี้เป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงอย่างไร หรือมีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดร้ายแรงที่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 55 ซึ่งให้อำนาจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งไปเกิน 5 ปี แล้วได้ และยังอยู่ในเวลา 10 ปี ที่สามารถยกเหตุแห่งความสงสัยขึ้นไต่สวนต่อไปตามมาตรา 59 ทั้งนี้ ตามคำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์ และหลักฐานที่แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหามีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่ปรากฏว่าถูกร้องเรียน ถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ทุจริตหรือประพฤติมิชอบจากหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานเอกชน หรือเอกชน หรือผู้ใดมาก่อน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยกเรื่องของผู้ถูกกล่าวหาขึ้นไต่สวน การยกเรื่องของผู้ถูกกล่าวหาขึ้นไต่สวนไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้
@ ป.ป.ช.เบิกความมีอำนาจ ผู้ถูกกล่าวหาพ้นตำแหน่งแล้วยังไม่เกิน 10 ปีกรณีความผิดร้ายแรง
ในปัญหานี้ผู้ร้องมีนางสาวสุภาภรณ์ พฤกษ์ชัยกุล กรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นพยานเบิกความว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีอำนาจยกเรื่อง กล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและยกเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏชัดแจ้งและเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ก็ตาม แต่เป็นการไต่สวนขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งมาแล้วยังไม่เกิน 10 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 และมาตรา 59 วรรคสอง สำหรับความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อันเป็นคดีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับรัฐอย่างร้ายแรง ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122 วรรคสาม ที่กำหนดให้การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่และกำหนดโทษให้ไล่ออกหรือถอดถอนจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ซึ่งแตกต่างจากคดีทุจริตทั่วไป และตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561 ข้อ 28 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถมอบหมายเรื่องกล่าวหาไปยังหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่และอำนาจป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อดำเนินการแทนได้ในกรณีที่มิใช่ความผิดร้ายแรง แต่ไม่รวมถึงกรณีร่ำรวยผิดปกติ แสดงให้เห็นว่าเรื่องกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานของรัฐร่ำรวยผิดปกติเป็นเรื่องกล่าวหาที่เป็นความผิดร้ายแรง
@ชี้ ป.ป.ช.ไต่สวนตามข้อสงสัยปมเปรียบเทียบจำนวนทรัพย์สินตอนเข้า-พ้นตำแหน่ง
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมาก เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 บัญญัติ ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องขึ้นพิจารณากรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี แสดงว่ากฎหมายห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องขึ้นพิจารณาหากผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่บัญญัติว่า เว้นแต่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้งและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แม้บทบัญญัติมาตรา 55 จะบัญญัติอยู่ในหมวด 2 การไต่สวน แต่มาตรา 115 วรรคสอง ก็บัญญัติให้นำความในหมวดนี้มาใช้บังคับแก่การดำเนินการกรณีร่ำรวยผิดปกติโดยอนุโลม
สำหรับคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 88/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ เกินกว่า 5 ปี หลังจากผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งแล้ว ดังนั้น หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาจำต้องแสดงให้เห็นว่า กรณีของผู้ถูกกล่าวหาต้องปรากฏหลักฐานโดยชัดแจ้งว่าเป็นกรณีที่เป็นการกระทำที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อขึ้นหรือมีส่วนร่วมในการกระทำและการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงตามเงื่อนไขข้อยกเว้น แต่ตามทางไต่สวนได้ความเพียงว่าที่ผู้ร้องยกคดีขึ้นไต่สวนด้วยเหตุอันควรสงสัยนั้นมาจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่งว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ไม่สัมพันธ์กับรายได้จากเงินเดือนของผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ได้ความว่าทรัพย์สินที่เป็นมูลเหตุของการร่ำรวยผิดปกติตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาเป็นคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหากระทำการใดอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเทียบเท่าข้าราชการประเภทอำนวยการระดับต้น ไม่มีข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จึงไม่มีอำนาจสั่งการ ควบคุม หรือกำกับให้ข้าราชการหรือผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการหรืองดเว้นกระทำการในลักษณะที่จะให้คุณให้โทษ
@พฤติการณ์ผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ให้ ป.ป.ช.ยกเรื่องขึ้นไต่สวน
อีกทั้ง ระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ แม้ความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ กฎหมายกำหนดให้เป็นการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่และกำหนดโทษ ให้ไล่ออกหรือถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 122 วรรคสามและวรรคท้าย ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้ถือว่ากรณีร่ำรวยผิดปกติเทียบได้กับการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติเท่านั้น ซึ่งตามพฤติการณ์ในคดีนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานโดยชัดแจ้งว่ามีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงประการใดอันจะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องขึ้นพิจารณาตามมาตรา 55 ได้
@ใช้ กม.คนละมาตรามาไต่สวน
และที่ผู้ร้องอ้างว่าการยกเรื่องขึ้นไต่สวนเป็นการยกขึ้นด้วยเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 59 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นไต่สวน ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา การดำเนินการไต่สวนตลอดจนการยื่นคำร้องคดีนี้ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น
เห็นว่า มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 55 การกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐให้กล่าวหาในขณะที่ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เกินห้าปี แต่ไม่ตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว แล้วแต่กรณี แสดงว่าบทบัญญัตินี้เป็นบทบัญญัติคนละกรณีกับมาตรา 55 กล่าวคือ
กรณีตามมาตรา 59 วรรคสอง เป็นเรื่องกรณีที่มีบุคคลอื่นนอกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร้องกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานของรัฐร่ำรวยผิดปกติ เพราะถ้อยคำในบทมาตรานี้ ระบุแต่เพียงคำว่า “ผู้ถูกร้อง” เท่านั้น มิได้กล่าวถึง “ผู้ถูกกล่าวหา” ดังเช่นที่มาตรา 55 บัญญัติไว้ด้วยแต่อย่างใด อันเป็นคนละขั้นตอนกับอำนาจการรับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 55 โดยหากบุคคลใดจะร้องว่าเจ้าพนักงานของรัฐร่ำรวยผิดปกติ ก็ต้องร้องภายในระยะเวลาที่ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เกินห้าปี เช่นเดียวกัน
แม้บทบัญญัติมาตรา 59 วรรคสอง จะให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่บุคคลอื่นได้กล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยขึ้นไต่สวนได้ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรณีต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 55 ด้วย กล่าวคือ หากมีบุคคลใดร้องกล่าวหา หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยตามมาตรา 59 วรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำต้องพิจารณาว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจรับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณาตามมาตรา 55 ได้หรือไม่ด้วย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเลือกแปลความโดยอาศัยแต่เพียงเฉพาะกรณีมีเหตุอันควรสงสัย ตามบทบัญญัติในมาตรา 59 วรรคสอง ตอนท้าย แล้วใช้อำนาจรับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณาโดยมิได้นำเงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 55 มาบังคับใช้แก่กรณีด้วยทั้งที่บทบัญญัติมาตรา 59 วรรคสอง ตอนต้น บัญญัติไว้อย่างชัดเจนหาได้ไม่ เพราะจะส่งผลให้เป็นการแปลความกฎหมายที่ขยายอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างกว้างขวางและปราศจากกฎหมายรับรอง ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหา
@ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวน/ ไม่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่น
การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกเรื่องผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติขึ้นพิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อทรัพย์สินที่อ้างว่าร่ำรวยผิดปกติตามคำร้องในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจที่จะยกขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงได้เสียแล้ว ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีกต่อไป
พิพากษายกคำร้อง.



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา