
“…สาเหตุที่ ‘สินทรัพย์หมุนเวียน’ ปี 67 ‘ลดลง’ จากปี 66 อย่างมี ‘นัยสำคัญ’ เนื่องจาก ‘ทุน’ จำนวน 30,196,833.40 บาท เมื่อหักจาก ‘ค่าใช้จ่ายสะสม’ ที่ ‘สูงกว่ารายได้’ จำนวน 22,571,465.27 บาท ส่งผลทำให้ ‘รวมหนี้สินและสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน’(หักหนี้สินแล้ว) มีจำนวน 7,625,368.13 บาท เมื่อเทียบกับปี 66 ที่มีจำนวน 30,839,375.42 บาท (ดูตารางภาพประกอบ)…”
สวัสดิการของสมาชิกรัฐสภา (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/สส. และ สมาชิกวุฒิสภา/สว.) กำลังถูก ‘สั่นคลอน’ เมื่อสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ (ก่อนหน้า-หลังการอภิปรายของนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี) ถึง ‘ค่าอาหาร-ตัวผู้ช่วย-บำนาญ’ ของ สส. และต้องการให้ ‘ทบทวน-ตัดทอน’ จนถึงการเรียกร้องให้ ‘ยกเลิก’
ผลพวงจากการกระทำของ ‘ผู้ทรงเกียรติ’ ก่อนหน้านี้ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชน อาทิ ไม่เข้าประชุมสภา-มาสภานับครั้งได้ การเล่นเกมการเมือง-ชิงไหวชิงพริบกันจน ‘สภาล่ม’ ตลอดจนมา ‘เซ็นชื่อ’ หน้าห้องประชุมกรรมาธิการ เพื่อเอา ‘เบี้ยประชุม’ แต่ไม่เข้าประชุม
จนกระทั่งมี ‘อนุกรรมาธิการ’ ชุดที่ผ่านมา มีพฤติกรรม ‘ดูหมิ่น-เหยียดหยาม’ ส่อไปในทาง ‘คุกคามนักข่าว’ ขณะปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตลอดจนใช้ตำแหน่ง ‘ผู้ช่วย-ที่ปรึกษา’ กรรมาธิการไปในมิชอบ เข้า ‘ข่ายหลอกลวง-ฉ้อโกงประชาชน’ จนเกิดเรื่องร้องเรียนตามมา
หนักข้อไปถึงการยกมือ ‘สวนมติพรรค’ ที่ต้นสังกัด ยึดถือผลประโยชน์ส่วนตน-อามิสที่ได้มาโดยมิชอบ มากกกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองสังกัด หรือที่ในวงการการเมืองเรียกกันว่า ‘งูเห่า’ สร้างตราบาปให้กับ ‘สัปปายะ’ สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘สถานที่ประกอบกรรมดี’
จากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ ‘ต้นทุน’ ของ ‘นักการเมือง’ ตกต่ำลง-ดิ่งเหว เสียงเรียกร้องให้ ‘ตัด-หั่น-โละ’ สิทธิประโยชน์ สส.จึงดังกระหึ่มขึ้นทุกวัน...และมีแนวโน้มว่าจะเกิดเป็น ‘วิกฤตศรัทธา’ ในอนาคต เฉกเช่นในอดีต ที่เกิดความวุ่นวาย-โกลาหลใน-หน้าบัลลังก์ และ ‘นอกสภา’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบรายงานการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกัน และหมายเหตุประกอบงบการเงิน รวมถึงสรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับ ‘งบแสดงฐานะการเงิน’ ในส่วนของ ‘สินทรัพย์’ รวม 7,625,368.13 บาท โฟกัสไปที่ ‘สินทรัพย์หมุนเวียน’ ที่เป็น ‘เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด’ จำนวน 7,107,504.04 บาท แบ่งออกเป็น เงินฝากสถาบันการเงิน 7,097,268.55 บาท (ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย เงินที่ได้รับจากทุนของกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิก เงินสมทบจากสมาชิกรัฐสภา เงินจากการจำหน่ายเข็มสมาชิกรัฐสภา และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร) และเงินฝากคลัง 10,235.49 บาท
หากเทียบกับ ปี 2566 จะเห็นได้ว่า ‘สินทรัพย์หมุนเวียนลดลง’ จำนวน 23,214,007.29 บาท ที่มี ‘สินทรัพย์’ รวม 30,839,375.42 บาท แบ่งออกเป็น ‘สินทรัพย์หมุนเวียน’ รวม 30,273,721.30 บาท ประกอบด้วย ‘เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด’ 30,182,521.04 บาท และ ลูกหนี้อื่นระยะสั้น 91,200.26 บาท
สาเหตุที่ ‘สินทรัพย์หมุนเวียน’ ปี 67 ‘ลดลง’ จากปี 66 อย่างมี ‘นัยสำคัญ’ เนื่องจาก ‘ทุน’ จำนวน 30,196,833.40 บาท เมื่อหักจาก ‘ค่าใช้จ่ายสะสม’ ที่ ‘สูงกว่ารายได้’ จำนวน 22,571,465.27 บาท ส่งผลทำให้ ‘รวมหนี้สินและสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน’(หักหนี้สินแล้ว) มีจำนวน 7,625,368.13 บาท เมื่อเทียบกับปี 66 ที่มีจำนวน 30,839,375.42 บาท (ดูตารางภาพประกอบ)

ทั้งนี้ ทุน จำนวน 30,196,833.40 บาท เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 บทเฉพาะกาล มาตรา 24 ให้โอนบรรดากิจการ เงิน สิทธิ และหนี้สินของกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 ไปเป็นของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตาม พ.ร.บ.นี้ ซึ่งกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา มีสินทรัพย์คงเหลือ คือ เงินฝากธนาคาร จำนวน 30,196,833.40 บาท โอนให้กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 จำนวน 14,050,000 บาท.และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 16,146,833.40 บาท
@ ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้
ขณะที่ ‘งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน’ ในปี 67 ที่เป็น ‘รายได้’ สวนทางกับ ‘ค่าใช้จ่าย’ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
‘รายได้’ รวม 211,307,543.66 บาท ประกอบด้วย 1.รายได้จากงบประมาณ 180 ล้านบาท และ 2. รายได้อื่น 31,307,543.66 บาท
‘ค่าใช้จ่าย’ รวม 234,414,364.21 บาท แบ่งออกเป็น 1. ค่าใช้จ่ายบุคลากร 5,117,559 บาท 2. ค่าบำเหน็จบำนาญ 228,933,705.21 บาท 3. ค่าใช้สอย 363,100 บาท (ค่าใช้จ่ายอื่น ไม่มี)
ดังนั้น ปี 67 ‘ค่าใช้จ่ายจึงสูงกว่ารายได้’ จำนวน 23,106,820.55 บาท เทียบกับปี 66 ที่มี ‘ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้’ จำนวน 19,204,260.87 บาท เช่นเดียว (ดูภาพประกอบ)
@ งบประมาณรายได้หลัก
สำหรับรายได้ จะเป็นว่า ‘รายได้หลัก’ มาจาก ‘งบประมาณ’ ส่วน ‘รายได้อื่น’ ปี 67 จำนวน 31,307,543.66 บาท เมื่อนำมาเทียบกับปี 66 จำนวน 27,973,281.26 บาท ประกอบรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. เงินสมทบจากสมาชิกรัฐสภาข้ามปี
-
ปี 67 จำนวน 26,983.87 บาท
-
ปี 66 ไม่มี
2. เงินสมทบจากสมาชิกรัฐสภา
-
ปี 67 จำนวน 30,880,387.18 บาท
-
ปี 66 จำนวน 27,150,581.37 บาท
3. เงินจากการจำหน่ายเข็มสมาชิกรัฐสภา
-
ปี 67 จำนวน 110,000 บาท
-
ปี 66 ไม่มี
4. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร
-
ปี 67 จำนวน 171,949.95 บาท
-
ปี 66 จำนวน 221,045.77 บาท
5. รายได้จากดอกเบี้ยผ่อนชำระที่เรียกคืนเงินทุนเลี้ยงชีพ
-
ปี 67 จำนวน 118,220.34 บาท
-
ปี 66 จำนวน 130,654.12 บาท
6. เงินสมทบจากสมาชิกรัฐสภาส่งเกิน
-
ปี 67 จำนวน 2.32 บาท
-
ปี 66 ไม่มี
7. รายได้จากการเรียกคืนเงินทุนเลี้ยงชีพ
-
ปี 67 ไม่มี
-
ปี 66 จำนวน 471,000 บาท
ทั้งนี้ เงินสมทบจากสมาชิกรัฐสภา จำนวน 30,880,378.18 บาท รับรู้ตามจำนวนเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยหักจากเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด เดือนละ 3,500 บาท ตามมติคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ครั้งที่ 1/2556
@ ค่าใช้จ่ายเทียบปี 66 สูงขึ้นเกือบทุกรายการ
ขณะที่รายละเอียด ‘ค่าใช้จ่าย’ ปี 67 รวม 234,414,364.21 บาท เทียบกับ ปี 66 จำนวน จำนวน 204,177,542.13 บาท สูงขึ้นเกือบทุกรายการ อาทิ เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เงินทุนเลี้ยงชีพ แยกเป็นรายการได้ ดังต่อไปนี้
ค่าใช้จ่ายบุคลากร
1. เงินช่วยเหลือพิเศษกรณีเสียชีวิต
-
ปี 67/ปี 66 จำนวน 4.3 ล้านบาท
2. เงินช่วยการศึกษาบุตร
-
ปี 67 จำนวน 817,559 บาท
-
ปี 66 จำนวน 389,133.50 บาท
ค่าบำเหน็จบำนาญ
1. เงินทุนเลี้ยงชีพ
-
ปี 67 จำนวน 207,289,611.31 บาท
-
ปี 66 จำนวน 184,914,098.08 บาท
ทั้งนี้ เงินทุนเลี้ยงชีพ ปี 67 เพิ่มขึ้นจากปี 66 จำนวน 22,375,513.23 บาท เนื่องจากจำนวนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในงวดปี 2567 มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภายื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพเพียงวันที่ 30 กันยายน 2566 จำนวน 1,055 คน
บวก ยื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพเพิ่ม จำนวน 334 คน
หัก ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ยื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพถึงแก่กรรม จำนวน 23 คน
ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาสิ้นสุดรับเงินทุนเลี้ยงชีพ จำนวน 64 คน
ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภากลับมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 11 คน
ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภายื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพเพียงวันที่ 30 กันยายน 2567 จำนวน 1,291 คน
เงินทุนเลี้ยงชีพ รับรู้ตามจำนวนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ยื่นขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพ โดยมีสิทธิรับเงินทนเลี้ยงชีพตั้งแต่วันที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 มีผลใช้บังคับ วันที่ 1 ตุลาคม 2556
2. ค่ารักษาพยาบาล
-
ปี 67 จำนวน 20,609,093.90 บาท
-
ปี 66 จำนวน 13,449,490.09 บาท
3. เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ
-
ปี 67 จำนวน 1,035,000 บาท
-
ปี 66 จำนวน 940,000 บาท

อ่านประกอบ : จากกองทุนสงเคราะห์ สู่ ‘บำนาญ สส.’: คุณภาพชีวิต ‘ผู้ทรงเกียรติ’ Vs ภาระงบประมาณ-เงินภาษีประชาชน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา