
คตร.ประชุมนัดแรก 4 ชม. เห็นชอบ 3 ข้อเสนอให้ ‘กระทรวงพลังงาน’ ทำต่อ ได้แก่ ลดค่าการกลั่น/หาต้นทุน War Premium/ทบทวนค่าการตลาด พร้อมสั่งโรงกลั่นทำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงส่งกลับมาภายในวันที่ 3 เม.ย.นี้ หวังทำให้จบก่อน 6 เม.ย. เพื่อเสนอที่ประชุมครม.นัดแรก
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ได้เรียกประชุมนัดแรกหลังจากใช้เวลาการประชุมเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม โดยทางคณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบันพบว่า อัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอมานั้นอาจอยู่ในระดับที่สูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง หรือ “War Premium” เข้าไปในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาหน้าสถานีบริการ
@ลดค่าการกลั่น/หาต้นทุน War Premium/ทบทวนค่าการตลาด
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติจริง โรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียวและมีการตลาดอื่นมาเสริมด้วย รวมถึงต้นทุนบางส่วน อาทิ ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย ที่ไม่ควรนำมารวมคำนวณในราคาขายแล้ว ก็ยังคงถูกนับรวมอยู่ ซึ่งส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป ทำให้ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ 3 ข้อหลัก ได้แก่
1.ปรับลดค่าการกลั่น ให้กลับไปจัดทำตัวเลขใหม่โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง
2.หาต้นทุน War Premium ที่แท้จริง โดยให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อประเมินค่า War Premium ตามความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันมีการอ้างถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ยังไม่มีความชัดเจนในตัวเลข
3.ทบทวนค่าการตลาด สั่งการให้ไปคำนวณอัตราค่าการตลาดใหม่ว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด
@เร่งโรงกลั่นส่งข้อมูลก่อน 3 เม.ย. ตั้งเป้าทำให้จบก่อน 6 เม.ย.นี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมีการนำกลไกการกำหนดเพดาน (Ceiling) และขั้นต่ำ (Floor) ของค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยกระทรวงพลังงานจะต้องนำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมากำหนดเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายนนี้ และ คตร. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก
“เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดในครั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมถึงรัฐบาลจะมีการพิจารณาใช้กลไกอื่นร่วมด้วย ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการด้านภาษี เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว
@พลังงาน ยันค่าการตลาดไม่สูง
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงเกินไป และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่กระทรวงฯ เคยศึกษาไว้ โดยมีการคิดรวมต้นทุนที่สถานีบริการต้องใช้ อาทิ ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ พบว่าค่าการตลาดควรอยู่ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการกำกับดูแลเรื่องค่าการตลาดไม่ให้เกินระดับของผลการศึกษา ส่วนประเด็นตัวเลขค่าการกลั่นนั้น ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาท แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย
นายประเสริฐ กล่าวว่า หากดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด โดยขณะนี้กระทรวงได้ขอให้โรงกลั่นชี้แจงต้นทุนในช่วงวิกฤติที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อนำมาหักล้างและค้นหาตัวเลขกำไรสุทธิ (Windfall Profit) ที่แท้จริงสำหรับใช้คำนวณเพดานและขั้นต่ำต่อไปแล้ว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา