
สหภาพการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยื่นหนังสือถึง ‘พิพัฒน์’ ย้ำจุดยืนค้านสร้างทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน - พราะราม 9 ยก 5 เหตุผลสำคัญ ด้านเจ้ากระทรวงฯ จ่อตั้งทีมเคลียร์ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบ เจรจาผู้ประกอบการใหม่ คาด 2-3 เดือนจบ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) นำโดยนายบัณฑิต พรึงลำภู ในฐานะประธานสหภาพฯ ยื่นหนังสือถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสเดินทางมามอบนโยบายที่กทพ.
สาระสำคัญที่มีการยื่นหนังสือคือ ขอให้ทบทวนการขยายสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช) เนื้อหาดังนี้
ตามหนังสือที่อ้างถึงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ได้เคยมีหนังสือขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาทบทวนการขยายสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช) ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางพิเศษศรีรัชนั้น
สหภาพฯ ขอเรียนว่า ภายหลังที่ได้มีการติดตามข้อมูลศึกษารายละเอียด ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าวเพิ่มเติมโดยเฉพาะข้อมูลและวิเคราะห์ที่ปรากฏในสื่อมวลชนตามช่องทางต่างๆ พบว่า มีประเด็นข้อกังวลสำคัญหลายประการซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ การบริหารกิจการของกทพ. ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการในระยะยาว จึงเห็นสมควรอย่างยิ่งที่กระทรวงคมนาคมจะต้องพิจารณาทบทวนโครงการดังกล่าวจากรอบคอบโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
ทั้งนี้สร.กทพ.มีข้อสังเกตและข้อกังวลที่สำคัญดังต่อไปนี้
1.ความคุ้มค่าของโครงการและผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐ จากข้อมูลที่ปรากฏพบข้อสังเกตว่าการขยายระยะเวลาสัมปทานออกไปเป็นระยะเวลายาวนานอาจส่งผลให้รับสูญเสียโอกาสในการบริหารและจัดเก็บรายได้จากโครงการภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเดิม อีกครั้งอาจทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่โตแก่เอกชนมากเกินสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับภาระและผลกระทบที่รัฐและประชาชนต้องแบกรับในอนาคต
2.ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว จึงควรมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการศึกษา ความคุ้มค่า รายละเอียดเงื่อนไขการเจรจา ผลกระทบทางการเงิน ตลอดจนสาระสำคัญของสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนสามารถตรวจสอบได้อย่างครบถ้วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันข้อความเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการ
3.ผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้ทางพิเศษ การดำเนินโครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่และอาจต้องมีการปิดช่องจราจรในหลายพื้นที่เป็นระยะเวลานาน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพการจราจรการเดินทางของประชาชน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุคานหรือเครนถล่มทับผู้สัญจร รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะทางเสียง และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
4.ความเสี่ยงด้านภาระทางการเงินของภาครัฐ สร.กทพ.มีความกังวลว่าเงื่อนไขการเงินของโครงการอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของ กทพ. ได้ระยะยาวทั้งในด้านสภาพคล่องการนำส่งรายได้ให้รัฐตลอดจนความเสี่ยงจากภาระผูกพันหรือเงื่อนไขพิเศษต่างๆที่อาจกลายเป็นภาระต่อภาครัฐและประชาชนในอนาคต
5.ความจำเป็นในการศึกษาทางเลือกอย่างรอบด้าน ก่อนการตัดสินใจดำเนินโครงการขนาดใหญ่และมีผลผูกพันระยะยาวดังกล่าวเห็นควรให้มีการศึกษาทางเลือกอื่นอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงวิศวกรรมการบริหารจัดการจราจรความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อประชาชนเพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางที่ระลึกดำเนินการเป็นแนวทางที่เหมาะสม คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติอย่างแท้จริงซึ่งโครงข่ายตามแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาจราจรในส่วนนี้คือทางพิเศษ N1 N2 และ N3
ดังนั้นสหภาพฯ จึงค่อยขอความกรุณาจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโปรดพิจารณาสั่งการให้มีการทบทวนองค์การขยายสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 2 และโครงการทางด่วน 2 ชั้นอีกครั้งอย่างรอบคอบ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคประชาชนผู้เชี่ยวชาญอิสระและผู้แทนพนักงาน ได้มีส่วนในการพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยแท้จริง


@ตั้งทีมหารือผู้ได้รับผลกระทบ ให้ได้ข้อสรุป 2-3 เดือน
ด้านนายพิพัฒน์กล่าวภายหลังที่สหภาพฯยื่นหนังสือว่า ได้รับข้อเสนอไว้แล้ว และจะนำไปหารือต่อไป โดยทั้งตนในฐานะรัฐมนตรี, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการกทพ. เห็นตรงกันว่า ควรเชิญผู้ประกอบการคือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และสหภาพฯมาหารือว่า ในการทำทางด่วนขั้นที่ 2 นี้มีประโยชน์หรือไม่? คุ้มค่ากับลการลงทุนหรือเปล่า? และหากมีการลงทุนก่อสร้าง ข้อเสนอในการขอขยายเวลาสัมปทานโครงการจะสามารถให้ได้เท่าไหร่หรืออย่างไร? ซึ่งในรายละเอียดยังไม่ได้คุยกัน แต่ขอแจ้งกับสื่อมวลชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยจะหารือกับสหภาพฯให้เรียบร้อย แล้วดูความคุ้มค่า เช่น การแก้ปัญหาถติดทำได้จริงหรือไม่ สุดท้ายคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการประมาณ 200-300 คน ก็จะหารือเช่นกันว่า ผู้ที่เดือดร้อนตรงนี้ จะหาที่ทางให้ได้หรือไม่? เดือดร้อนในประเด็นอะไร โดยจะลงพื้นที่เองเพื่อคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาว่าคุ้มไม่คุ้ม จะบอกว่าทำแน่นอนคงพูดไม่ได้ เพราะขณะนี้บอกกับทางผู้ว่าฯกทพ.ไปแล้วว่า ขอให้เอาลักษณะของพรีเซนเทชั่นต่างๆ ถ่ายภาพออกมา แล้วผลการศึกษาว่า Double Deck ได้ประโยชน์เท่าไหร่กับการกระจายความแออัดของการจราจรทั้งขาไปและขากลับของช่วงถนนงามวงศ์วาน - พระราม 9 ซึ่งคงจะมีการหารือกันเร็วๆนี้ ก่อนเอาเข้าครม.ต้องได้รับความกระจ่าย และผู้เกี่ยข้องต้องหารือกับทั้ง กทพ.และสหภาพฯ ส่วนผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 300 คน ก็ต้องหาวิธีแ้ปัญหาความเดือดร้อนกัน่อไป แต่เน้นย้ำว่า บริษัทก่อสร้างต้องานำเสนอถึงมาตรการและแผนงานบรรเทาอุบัตเหตุ วิธีการก่อสร้าง คาดว่าจะได้ข้อยุติใน 2-3 เดือน โดยเดือนหน้าต้องรีบหารือกันแล้ว” นายพิพัฒน์ระบุ
นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายค่าผ่านทาง 50 บาท ยืนยันว่า ถ้านโยบาย Double Deck ได้ดำเนินการ ก็ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ได้มีการเจรจากันไว้ ส่วนการเจรจากับผู้ประกอบการยืนยันว่าต้องทำด้วย เพราะถ้าศึกษาออกมาแล้วคุ้มค่า แต่ผู้ประกอบการเอาเปรียบกันมากไป เราในฐานะรัฐเองก็ไม่ทำ และทุกสิ่งทุกอย่างต้องคุยกันบนสิ่งที่สมดุลที่สุด ส่วนจะสามารถเจรจาจนปรับลดระยะเวลาสัมปทานใหม่ที่ 22 ปี 5 เดือน ลงมาได้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้เจรจากัน แต่เป็นเงื่อนไขที่กระทรวงจะเจรจากับผู้ประกอบการ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา