
‘เอกนิติ’นำแถลงครม.อนุมัติมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 2 มาตรการสำคัญ หวังช่วยคนไทย 43 ล้านคน ‘เติมเงินบัตรสวัสดิการฯ’ เพิ่ม 700 ให้เต็ม 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน ‘60/40’ แจก 1,000 บาท 4 เดือนเช่นกัน กำหนดลิมิตใช้จ่ายวันละ 200 บาท เผยใช้ไม่หมดไม่ทบเดือนต่อไป เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ ออกสตาร์ทใช้จ่ายเดือนมิ.ย.-ก.ย.นี้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
นายเอกนิติกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเกิดจากการประเมินสถานการณ์วิกฤติพลังงานจากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องการช่วยเหลือภาวะค่าครองชีพของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางถือเป็นวิกฤติครั้งที่ 1 ส่งผลกระทบไปสู่วิกฤตพลังงานที่ 2 และวันนี้สถานการณ์ได้ลากเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 คือ วิกฤติของแพง สะท้อนได้จากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. 2569 ที่ขยับไป 2.9% และมีโอกาสที่จะสูงขึ้นอีก
“วิกฤตินี้ถ้าไม่สามารถหยุดได้จะนำไปสู่วิกฤติระลอกต่อไปคือ วิกฤติกำลังซื้อ คือค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ลดลง และธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น และผลกระทบที่จะกระทบมากๆคือ คนไทยที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินออม ธุรกิจขนาดเล็ก จะได้รับผลกระทบ คือ คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว เศรษฐกิจซึมยาว จึงเป็นที่มาที่เราต้องออกโครงการนี้ จุดประสงค์ของโครงการน้้ มีเพื่อประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อย ช่วยดูแลกำลังซื้อ” นายเอกนิติระบุ
นายเอกนิติกล่าวว่า หลักคิดของโครงการไทยช่วยไทยมี 2 หลักเกณฑ์ที่จะช่วยกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนเปราะบาง ชนชั้นกลางและธุรกิจขนาดเล็ก รวม 43 ล้านคน ใช้เงินรวม 175,700 ล้านบาท คือ
1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางในกลุ่มผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย วงเงินรวม 55,700 ล้านบาท โดยจะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)
ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง
โดยกระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เน้นที่กลุ่มชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน จำนวน 30 ล้านคน ใช้เงินรวม 120,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า
1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569
2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569
2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน
3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3) มีบัตรประจำตัวประชาชน
4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569
สำหรับการใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา