
สภากทม.เผยแพร่วาระประชุมเพื่อพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณปี 70 วาระ 2-3 วงเงิน 9.3 หมื่นล้านบาท หั่นออก 2 พันกว่าล้านบาท ‘พรรคประชาชน’ ตั้งสังเกตหลายด้าน ‘งานโยธา’ 8 ข้อ ‘ตัดงบรถขยะ EV’ เพราะรายละเอียดยังไม่พร้อม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 12 กันยายน 2569 สภากรุงเทพมหานคร (สภากทม.) กำหนดสมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปี 2569 วันที่ 15 ก.ย.นี้
วาระสำคัญคือ การพิจารณาญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อพิจารณาในวาระที่สองและวาระที่สาม โดยเป็นการรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ


นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก. เขตบางนา พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า บัดนี้การประชุมคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว โดยงบประมาณรวมกว่า 93,000 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดไปกว่า 2,600 ล้านบาท และมีการแปรญัตติกลับมาในจำนวนใกล้เคียงกันคือกว่า 2,600 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตในโครงการต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครจัดทำขึ้นเพื่อนำไปพัฒนากรุงเทพมหานคร
นายฉัตรชัยกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สภากรุงเทพมหานครมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูปของสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเปิดให้ประชาชนร่วมติดตามตลอดการพิจารณากว่า 23 ครั้ง รวมระยะเวลากว่า 250 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกที่พรรคประชาชนส่งตัวแทนบุคคลภายนอก 4 ท่าน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ได้แก่
1. นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สื่อสารมวลชน ซึ่งเข้ามาสะท้อนมุมมองของประชาชนเพื่อเป็นข้อสังเกตแก่คณะกรรมการฯ
2. นายวรภพ วิริยะโรจน์ นักนโยบายพรรคประชาชน เข้ามาวิเคราะห์นโยบายและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการฯ
3. นายอริธัชย์ ยอดไชยเกียรติ นักนโยบายพรรคประชาชน ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคและทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนาน นำมุมมองและข้อคิดเห็นมาเสนอแนะ
และ 4. ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างและแบบก่อสร้างของสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ และสำนักต่างๆ โดยนำมุมมองและแนวทางทางวิศวกรรมเข้ามาเสริม ทำให้การพิจารณามีความรอบด้านมากขึ้น
@8 ข้อสังเกตงานโยธาในกทม.
ด้านศ.ดร.อมร ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมโครงสร้างต่องบประมาณด้านโยธาของ กทม. รวม 8 ข้อ โดยระบุว่า งบประมาณด้านโยธาเป็นงบประมาณจำนวนมาก เฉพาะสำนักการโยธาอย่างเดียวมีวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท และยังมีงานโยธาที่กระจายอยู่ใน 50 สำนักงานเขตอีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน การระบายน้ำ และการสัญจรที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีข้อสังเกต 8 ประการ
ประการแรกคือเรื่องความพร้อมในการตั้งงบประมาณ ซึ่งต้องมีแบบก่อสร้างที่พร้อม ได้รับกรรมสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ และมีการสำรวจสภาพพื้นที่จริงก่อนเข้าไปดำเนินงาน
ประการที่ 2 คือความสัมพันธ์ระหว่างแผนงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากงานโยธาหลายโครงการเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ผูกพันหลายปี จึงต้องเตรียมงบประมาณให้พร้อมและบริหารการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ
ประการที่ 3 เสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางของโครงสร้างสาธารณะ โดยควรมีระบบ Scoring หรือการให้คะแนนการเสื่อมสภาพของถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ และเขื่อน รวมถึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ และคะแนนการเสื่อมสภาพ มาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ นอกเหนือจากการฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน
ประการที่ 4 คือการวางระบบงานอย่างเป็นบูรณาการ โดยการปรับปรุงถนนหรือระบบระบายน้ำต้องมองภาพรวม ไม่ทำเป็นจุดๆ เช่น ถนนพังถึงชั้นดินใต้ฐานแต่ซ่อมแค่พื้นผิว หรือการทำท่อระบายน้ำที่ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงคลองและระบบสูบน้ำ
ประการที่ 5 คือเน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยควรให้ความสำคัญกับงบเตรียมความพร้อมปั๊มน้ำและการลอกท่อระบายน้ำก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมขัง เพราะการป้องกันมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ
ประการที่ 6 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและ AI เข้ามาตรวจเช็กความผิดปกติของรายการแสดงปริมาณงานและราคาเทียบกับแบบก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนหรือปริมาณงานที่เกินจริงเมื่อเทียบกับราคากลาง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก
ประการที่ 7 คือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้เหมาะสม โดยควรเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงผลผลิต เช่น เบิกจ่ายได้กี่บาท หรือทำถนนได้กี่เมตร ไปสู่ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ เช่น ปัญหาน้ำท่วมลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เสียงร้องเรียนลดลงเท่าใด หรือจุดเสี่ยงอุบัติเหตุลดลงมากน้อยแค่ไหน
และประการสุดท้าย คือการกำหนดมาตรฐานกลางงานโยธาของทั้ง 50 เขต เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันกรณีที่บางเขตถนนเสียหายหนักแต่ไม่ได้ตั้งงบ ขณะที่บางเขตเสียหายเล็กน้อยกลับมีการเสนองบประมาณ
ขณะที่นายอริธัชย์ ได้ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานต่อจากนี้ว่า รายงานของคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ววันนี้ และสภากรุงเทพมหานครมีกำหนดเปิดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ในรายการที่มีการตัดปรับลดหรือสงวนความเห็นไว้
ทั้งนี้ นายอริธัชย์ได้เปิดเผยถึง 3 ประเด็นสำคัญเชิงนโยบายจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 โดยประเด็นแรกพบว่า งบลงทุนของสำนักงานเขตในปีนี้มีสัดส่วนลดลงจากปีก่อนๆ 15-25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การซ่อมแซมถนน ทางเท้า หรือตรอกซอกซอยที่ชำรุดเสียหายในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการตั้งงบประมาณแก้ไขเหมือนปีที่ผ่านมา
ประเด็นต่อมาคือ โครงการของฝ่ายบริหาร กทม. ที่ผ่านมาร่วม 3 เดือนนับแต่เลือกตั้ง ยังไม่พบโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายที่เคยหาเสียงไว้อย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการยังเป็นโครงการต่อเนื่องจากผู้บริหารชุดเก่า หรือเป็นนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและยังไม่มีรูปแบบโครงการที่ชัดเจนทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร
และประเด็นสุดท้ายคือ ข้อสังเกตเรื่องโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งคณะอนุกรรมการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาชนทั้ง 15 คนยืนยันจุดยืนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถพลังงานสะอาด เพื่อประหยัดงบประมาณและลดมลพิษ เช่นเดียวกับที่เคยเสนอข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตในปี 2566 อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเช่ารถขยะ EV ซึ่งเป็นโครงการผูกพันระยะยาวที่ กทม. เสนอเข้ามาในรายการแปรญัตติปีนี้ พรรคประชาชนได้ลงมติปรับตัดออกรวม 3 โครงการ เนื่องจากพบว่ารายละเอียดยังไม่มีความพร้อม ขาดผลการทดสอบที่ชัดเจนว่าจะคุ้มค่ากับเงินงบประมาณของประชาชนอย่างไร โดยจะนำรายละเอียดไปอภิปรายอย่างรอบด้านในวาระ 2 และ 3 ในการประชุมสภา กทม. วันที่ 15 กันยายนนี้
ช่วงท้าย นายฉัตรชัยได้กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการอภิปรายงบประมาณของ ส.ก. พรรคประชาชน ในวาระ 2 และ 3 วันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อติดตามการทำงานและอภิปรายในโครงการสำคัญต่างๆ ที่ได้ขอสงวนไว้ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าสูงสุดต่อชาวกรุงเทพมหานคร


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา