'ปชป.' หนุนเต็มที่ 'ผู้เสียหาย' ฟ้อง 'กกต.' ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ 3 ข้อหา ทั้ง พ.ร.ป. กกต. ม. 69 - พ.ร.ป. ป.ป.ช. ม. 172 - ประมวลกฎหมายอาญา ม. 157 'อภิสิทธิ์' จี้ 7 กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว 'คดีฮั้วเลือกสว.' - ส่งสำนวนคกก.ไต่สวนฯ ชุด 26 โดยละเอียด จับตา รัฐบาล แทรกแซง 'ดีเอสไอ'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายของพรรค ร่วมแถลงข่าวกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือกสว. จำนวน 36 คน และ 3. บุคคลอื่น จำนวน 15 คน รวม 77 คน ในคดีฮั้วเลือกสว.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา 77 คน ซึ่งน้อยกว่าการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จำนวร 229 คน และเป็นจำนวนที่น้อยกว่าความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขากกต. ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาฯกกต. (แสวง บุญมี) สรุปความเห็นเสนอ กกต. ส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สว. อย่างน้อย 136 คน ยกคำร้องพรรคภูมิใจไทย 18 คน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้ วิธีการพิจารณา ข้อแรก เอาบรรทัดฐานหรือมาตรฐานในคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต. มีอำนาจคดีเลือกตั้ง จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์โดยปราจากข้อสงสัย แต่เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่ง กกต.เคยดำเนินการและศาลฎีกามีคำพิพากษาเอาไว้แล้ว ที่สำคัญ ส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ระบุว่า มี 7 ข้อกล่าวหา แต่ข้อกล่าวหาที่ 1 เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่ต้องดูข้อกล่าวหาทั้งหมดในภาพรวมด้วย
“ปรากฏชัดเจนว่า เมื่อ กกต.ลงไปพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 ถึงข้อกล่าวหาที่ 7 และตัดสินส่งศาลฎีกา 77 คน มีพฤติกรรมเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นรายบุคคล และในหมวดที่กกต.ใช้ว่า ผู้อื่นยื่นศาล หลายคนเป็นบุคลากรของพรรคเดียวกันหมด และการดำเนินการที่เป็นที่มาของการตัดสินข้อกล่าวว่าที่ 3 ถึงข้อกล่าวหาที่ 7 เป็นพฤติกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นระบบ แต่กกต.ไม่ได้เอาประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาว่า แล้วผู้วางแผนน่าจะเป็นใคร”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การให้น้ำหนักกับพยานที่กลับคำให้การ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ทำให้เกิดคำถามการทำงานของ กกต. เพราะนายณรงค์พูดว่า พยานที่กลับคำให้การเป็นปฏิปักษ์กับพรรคภูมิใจไทยที่ไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม แต่ความจริงไม่ได้ขัดแย้งกัน และพยานให้การครั้งแรกช่วงเดือนพฤษภาคม การกลับคำให้การเพราะถูกข่มขู่ เพราะอำนาจทางการเมือง ซึ่ง ภท.เป็นพรรครัฐบาลอยู่ในขณะนั้น มีเหตุที่พยานต้องเกรงกลัว ภท. ด้วยซ้ำ แต่กลับให้การพาดพิงบุคคลต่างๆ
“ถ้าพิจารณาเพียงคำให้การของพยานไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับเหตุการณ์ต่างๆ ว่าสอดรับกับคำให้การของพยานหรือไม่”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด การกลับคำให้การเป็นหนังสือไม่มีรายละเอียดว่า ชายที่ข่มขู่เป็นใคร อย่างไร เมื่อไหร่ ทำให้เกิดคำถามเชิงข้อกฎหมาย เพราะพยานเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่เมื่อให้การเป็นประโยชน์ก็ถูกกันออกมาเป็นพยาน เมื่อเจ้าตัวบอกว่าสิ่งที่เคยพูดไว้เป็นเท็จ เหตุใดกกต.ไม่มีการดำเนินคดี เพราะให้การเท็จ กล่าวหากลั่นแกล้งผู้อื่นเกี่ยวกับเลือกตั้งมีความผิด และเหตุใดสถานะไม่กลับมาเป็นถูกกล่าวหาและถูกดำเนินการ
“กลับกลายเป็นว่า กกต. หรือ คณะอนุฯชุดที่ 36 พร้อมที่จะรับอันนี้ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ผมถือว่า เป็นข้อพิรุธที่เกี่ยวข้องกับการกลับคำให้การและการทำงานของกกต.”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรียกร้องให้กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตนพร้อมเหตุผลโดยละเอียด ให้เห็นว่ากกต.แต่ละคนมีเหตุผลอะไรมารองรับ
“เราวิเคราะห์จากรายชื่อที่ถูกกกต.ดำเนินคดี จะสังเกตเห็นว่า บุคลากรที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคตามที่ กกต.แบ่งกลุ่มไว้ตอนแรกและปัจจุบันหลายคนไม่ได้มีสถานะอะไรในพรรค และบุคคลที่เป็น สส. 1 ใน 77 คน ที่กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ส่งศาลฎีกา ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ ปชป.จะดำเนินการหลังจากนี้ เมื่อ กกต. มีมติเสียงข้างมากว่าผู้ถูกกล่าวหา 77 คน กระทำผิด ดังนี้ คดีที่อยู่ในการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ฐานอั้งยี่และฟอกเงินต้องเดินต่อไป ส่งอัยการฟ้อง 8 รายและขยายผลเพิ่มเติมตามที่อัยการสูงสุดร้องขอ และ ปชป.จะจับตาการเข้าไปแทรกแซงดีเอสไอของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรียกร้องให้กกต. ส่งสำนวนการไต่สวนโดยละเอียด หรือ คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 และหากศาลไต่สวนและเกิดความปรากฎว่ามีข้อเท็จจริงที่พัวพันไปถึงคนอื่นนอกเหนือจาก 77 คน กกต.ต้องดำเนินการ ไม่อาจตัดจบ จบแล้ว มีเพียง 77 คน
“จากการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือคำวินิจฉัยที่เรามองว่า ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่กกต.และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้ เราทราบว่า มีผู้เสียหายที่ต้องการดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ปี 60 มาตรา 69 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบการทุจริต ปี 61 มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาติดต่อพรรคมาแล้ว เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมาย พร้อมที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่”นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า
“เราแปลกใจ ท่าน (ประธานกกต.) ให้เหตุผลว่า มีการโทรศัพท์ติดต่อกันจริง แต่ไม่รู้คุยกันเรื่องอะไร อยู่ที่เดียวกันจริงแต่ไม่รู้ว่าประชุมกันเรื่องอะไร คำถามคือ ผมจะรับฟังเหตุผลนี้ได้ ถ้าท่านแสวงหาคำตอบว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วไปคุยกันเรื่องอะไร ไม่มี”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะที่ช่องทางอื่น ที่ดำเนินการโดยผู้เสียหาย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เช่น การยื่นต่อศาลฏีกา ทำนองเดียวกับจังหวัดอำนาจเจริญ รวมไปจนถึงการยื่นคำร้องต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพถูกละเมิดจากการเลือดกตั้งที่ไม่ชอบ การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองเนื่องจากทำให้กระบวนการหรือระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์
“วันที่ 14 ก.ย.ไม่ใช่วันที่เรื่องนี้จบ แต่จะเป็นจุดเริ่นต้นของบทต่อไปในเรื่องนี้”นายอภิสิทธิ์กล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ :
- เปิดครบ 77 คน! 'กกต.' เผย ชื่อ 'คดีฮั้วเลือกสว.' อลงกต วรกี-พ่อโกแพ-นายกอบจ.นครศรีธรรมราช
- 'กกต.' ส่ง 'ศาลฎีกา' ฟันอาญา 'คดีฮั้วเลือกสว.' 77 คน – 21 กก.บห. 'ภูมิใจไทย' รอด
- 'ปชน.' เปิด 5 แผน โต้กลับ 'มติกกต.' เสียงข้างมาก ยกฟ้อง 21 กก.บห. ภูมิใจไทย 'คดีฮั้วเลือกสว.'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา