
'ศุภโชติ ไชยสัจ' สส. 'ปชน.' จี้ รัฐบาลยกเลิก-รีเซ็ตใหม่ 'โซลาร์ภาคประชาชน' หลังพบปัญหา-ข้อกังขาราคากลาง หักหัวคิว-กินส่วนต่าง 3-4 หมื่นบาทต่อหลัง ปูด Vendor List 'กฟภ.' ที่อยู่ซ้ำกัน 60 บริษัท - กรรมการ/ผู้ถือหุ้น ไขว้กันไปมา 120 บริษัท ชี้ รัฐวิสาหกิจลงมาแข่งเอกชนเสียเอง ส่อ ขัดรัฐธรรมนูญ เปิดตัวเลขนำเข้าโซลาร์ 9 เดือนแรกปี 69 เทียบปีที่แล้ว พุ่ง 70% - 'วีระยุทธ' วิพากษ์ โครงการสไตล์รัฐบาลภูมิใจไทย ใช้งบเยอะ-จัดซื้อจัดจ้างกังขา ซ้ำรอย 'TH-Ai Passport'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา กรณีการขึ้นบัญชีผู้ประกอบการ (Vendor List) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านครัวเรือน ว่า รัฐบาลประกาศว่า ประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างอิสระ ไม่มีการล็อกโคต้าให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ฟังดูอาจจะเป็นคำพูดสวยหรู แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น
“ถ้าตัวเลือกมีอยู่อย่างจำกัด หรือถูกบังคับให้มีอยู่อย่างจำกัด มีความหมายว่า ประชาชนไม่มีทางเลือก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลเปิดให้บริษัทที่ประสงค์เป็นผู้ติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนลงทะเบียนก่อนถึงจะรับงานได้ ซึ่งตัวเลขของผู้สนใจลงทะเบียนอยู่จำนวนหนึ่ง เฉพาะตัวเลขที่ได้จาก Vendor List ของ กฟภ. พบว่า 600 รายชื่อ แต่หลังจากนั้นรัฐบาลมีการออกเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้ง หรือ บริษัทต่างๆ ถ้าจะทำงานต้องวางเงินประกันรวมๆ กันกว่า 60,000 บาทต่อหลัง เงื่อนไขนี้ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายถอนตัว ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางด้านการเงินที่อาจจจะเกิดขึ้นได้”นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติกล่าวว่า ปชน. ได้นำรายชื่อทุกบริษัทที่อยู่ใน Vendor List ของ กฟภ. มาตรวจสอบพบว่า กว่า 60 บริษัท มีที่อยู่ซ้ำกัน คาดว่าบริษัทหลายรายแยกร่างออกมาเป็นบริษัทย่อยๆ เพื่อที่จะรับงานหรือทำให้จำนวนผู้ประกอบการลงทะเบียนจำมากตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้างว่ามีผู้ประกอบการลงทะเบียนเกือบ 1,000 บริษัท นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นกว่า 120 บริษัท พบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นมีชื่อ นามสกุล เดียวกันซ้ำๆ มีการถือหุ้นไขว้กันไปมา หมายความว่า ต่อให้บริษัทนี้ไม่ได้ บริษัทตัวเองอีกบริษัทหนึ่งก็ยังมีโอกาสที่ประชาชนจะจิ้มเลือกทำงานได้
“กรรมการที่มีชื่อไขว้กันอย่างมีนัยสำคัญ คือ 1 คน เป็นกรรมการ 4-5 บริษัท ซึ่งมีทั้ง 2 รูปแบบ คือ บริษัทแม่ไปตั้งบริษัทลูก ๆ ๆ ๆ กับบริษัทที่มีชื่อไม่ใกล้เคียงกัน ซึ่งข้อมูลมีมากกว่านี้ เดี๋ยวมาเรื่อยๆ แน่นอน มีลึกถึงขนาดว่า ใครถือหุ้นบริษัทไหนบ้าง เกี่ยวพันกับใครบ้าง”นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติกล่าวว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขกีดกันรายย่อย หลายบริษัทมีที่อยู่ซ้ำกัน การถือหุ้นไขว้กันไปมา รวมไปถึงข่าวการหักหัวคิว กินส่วนต่างรายละกว่า 3-4 หมื่นบาท จากราคากลางที่ตั้งไว้ 1.4 แสนบาท ส่วนต่างไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่ที่ใคร (ราคาตลาด 1 แสนบาทบวกลบ) ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า เงินกู้ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งควรจะเป็นเงินของพี่น้องประชาชนถูกผันไปอยู่ในมือใครบ้าง
นายศุภโชติกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่สามารถคลายข้อสงสัยให้กับสังคม ไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า เงินกู้ 50,000 ล้านบาท เป็นของประชาชนจริงๆ ไม่หายไประหว่างทางได้ ปชน. เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการ และเรียกร้องไปถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง โดยตรง ซึ่งเป็นผู้ดูแลและกำกับการใช้เงินกู้ ต้องหยุดช่วยเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยในการหากินกับเงินกู้ เงินกู้ของประชาชน ไม่ใช่เงินกู้ของใครที่ใครจะเอาไปก็ได้

“เลิกเอาประชาชนมาบังหน้า ถ้าไม่มีการล็อกสเปค ไม่มีการล็อกให้กับนายทุน ประชาชนอาจจะได้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 2 ล้านหลัง อาจจะมากกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้เท่าตัว และอาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อรัฐวิสาหกิจ (กฟภ.,กฟน.) ลงมาทำธุรกิจแข่ง ใครจะสู้บริษัทที่มาจากรัฐได้ และยังตั้งราคาแพง ยิ่งทำให้โครงการนี้มีปัญหา”นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติกล่าวถึงข้อเรียกร้องที่ให้ยกเลิกโครงการโซลาร์ภาคประชาชนแล้ว ปชน.มีตัวเลือกอะไรให้ประชาชนหรือไม่ว่า ยกเลิกและรีเซ็ตใหม่ ปชน. เห็นด้วยกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งได้ใส่ไว้ในนโยบายหาเสียงของพรรคด้วยซ้ำ โดยต้องการขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ไม่ได้ให้เงินกู้ เงินดาวน์ แต่ออกนโยบายให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนได้ ผ่อนผ่านบิลค่าไฟได้โดยตรง โดยการแก้ไขกฎหมาย ทำอย่างไรให้ การไฟฟ้าฯ จ่ายเงินไปที่ธนาคารได้
“ประชาชนที่มีความพร้อมก็จะไปก่อน แต่จะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นลักษณะขั้นบันได และสิ่งที่จะไม่เกิดปัญหาตามมา คือ ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมรับมือได้ทัน เช่น ลงทุน อัปเกรดคน สร้างทีมงานเพิ่ม ไม่ใช่การทุ่มทุกอย่างภายในปีเดียว คำถามคือ ปีหน้า เมื่อหมดระยะเวลาโครงการ ไม่มีดีมานด์ต่อ ผู้ประกอบการก็ไปต่อไม่ได้”นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติกล่าวว่า รัฐต้องออกแบบกลไกให้ทุกอย่างไปพร้อมกัน การพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า หากใช้โอกาสนี้สร้างอุตสาหกรรมในประเทศจะดีกว่า เงินอาจจะมากกว่า 5 หมื่นล้าน แต่ไม่ใช่เงินกู้ที่ภาครัฐต้องมาแบก ถ้าออกแบบการลงทุนที่เหมาะสม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีงบลงทุนเรื่องนี้ประมาณปีละ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งออกมา 25% หรือ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ ทำติดต่อกัน 10 ปี หรือ 1 แสนล้านบาท สามารถรองรับภาคประชาชนได้ถึง 26 ล้านครัวเรือน
@ 9 เดือนแรก นำเข้าแผงโซลาร์พุ่ง 70%
นายศุภโชติกล่าวว่า ขณะนี้มีข้อมูลการนำเข้าแผงโซลาร์จากจีน 9 เดือนแรกของปี 69 (ม.ค.-ส.ค.69) เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว คือ ปี 68 พบว่า ตัวเลขก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ มูลค่าประมาณหมื่นล้าน หรือ เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้วราว 70%

ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า ปชน. กล่าวว่า รัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปาก เรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย เรื่องพัฒนาเทคโนโลยีไทย ถึงเวลาก็กู้เงินมาช่วยทุนจีนกับนายหน้าไทยกินหัวคิว
“การทำโครงการสไตล์รัฐบาลภูมิใจไทย คือ ใช้งบประมาณเยอะ ๆ จัดซื้อจัดจ้างแบบมีข้อกังขาเรื่อง ราคากลาง กลายกับโครงการ TH-Ai Passport แล้วอ้างว่า ทำเพื่อประชาชน มีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความมีประสิทธิภาพ เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องการคลังมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน มีปัญหาตั้งแต่วิธีคิด คิดไม่ครบ ใช้การกู้เงินเป็นแสนล้าน แต่ไม่สร้างเศรษฐกิจภายใน หรือ สร้างอุตสาหกรรมของเราเอง ปล่อยให้เกิดข้อวิจารณ์เรื่องการกินหัวคิว”นายวีระยุทธกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา