
การออกมาให้ข่าว “การันตี” จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าไม่มีปอเนาะ หรือโรงเรียนสอนศาสนาใดในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็น “แหล่งบ่มเพาะ” แนวคิดแยกดินแดนให้กับเยาวชนปลายด้ามขวาน
คำยืนยันของ รัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะ รมว.ศึกษาฯ แม้จะสวนทางกับคำสัมภาษณ์แบบแข็งกร้าวเมื่อวันที่ 13 เม.ย.69 ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 อย่างสิ้นเชิง ที่อ้างว่า “ปอเนาะบางแห่ง” คือแหล่งบ่มเพาะก็ตาม
แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ชายแดนใต้มีการ “บ่มเพาะ” เพื่อสร้าง “นักรบ” ขึ้นมาต่อสู้กับรัฐไทยอย่างแน่นอน เพราะมีงานวิจัยของทางการเองชี้ชัด
ที่สำคัญ จากการศึกษาพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก ก็มีกระบวนการ “บ่มเพาะความรุนแรง” ทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความเรื่องนี้เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับสมรภูมิแยกดินแดนที่ปลายด้ามขวาน
@@ การบ่มเพาะความรุนแรง @@
มุมมองทางวิชาการ...
คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นด้วยความรุนแรง และเป็นความรุนแรงขนาดใหญ่ในแบบที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน คือ การก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 (เหตุการณ์ 9/11)
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันนั้น ด้านหนึ่ง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความมั่นคงของโลกโดยตรง และถือเป็นเส้นแบ่งเวลาที่สำคัญของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเวทีโลกจวบจนปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ผลที่เกิดในวันดังกล่าวทำให้ “ก่อการร้ายศึกษา” (Terrorism Studies) เป็นหัวข้อสำคัญในสาขาความมั่นคง
สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงอย่างสำคัญในเรื่องของการหยุดยั้งความรุนแรงที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสของ “ลัทธิสุดโต่ง” (extremism) อย่างเห็นได้ชัด จนเป็นที่ยอมรับกันว่า การก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ อันเป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาหาแนวทางในการรับมือกับภัยคุกคามนี้
ในสถานการณ์ความรุนแรงชุดใหม่ที่เกิดขึ้นในเวทีโลกหลังเหตุการณ์ 9/11 และตามมาด้วยการกำเนิดของ “กลุ่มรัฐอิสลาม” (The Islamic State) นั้น จะเห็นได้ว่า มีสองคำที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันอย่างน่าสนใจ คือ “ความคิดแบบสุดโต่ง” (extremism) และ “กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง” (radicalization)
ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองคำนี้ปรากฏให้เราเห็นเสมอในสื่อ และในเวทีสาธารณะ โดยเฉพาะในวงวิชาการด้านความมั่นคง อันทำให้เกิดคำอธิบายพื้นฐานประการหนึ่งว่า กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การพาตัวเองเข้าเป็นสมาชิกของลัทธิสุดโต่ง
การสร้างคำอธิบายเช่นนี้ ช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงจากวาทกรรมเดิม เช่น ความเชื่อว่าผู้ก่อการร้ายเป็น “คนชั่วร้าย” (evil) หรือ ผู้ก่อการร้ายเป็น “คนบ้า” (crazy) หรือวาทกรรมเดิมในอีกแบบคือ ผู้ก่อการร้ายเป็น “อาชญากร” (criminal) เป็นต้น
หากแต่ในมุมมองของนักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความรุนแรงทางการเมืองนั้น ผู้ก่อการร้ายเป็นผลผลิตที่ถูกผลักจากการเป็นพวก “หัวรุนแรงในทางความเห็น” (radical opinion) ซึ่งในบางกรณีอาจมีความหมายถึง การเป็นผู้มี “ความเห็นสุดโต่ง” (extreme opinion) ซึ่งจะขยับไปสู่การเป็นพวก “หัวรุนแรงทางการกระทำ” (radical action) หรือในบางกรณีหมายถึง พวกที่มี “การกระทำสุดโต่ง” (extreme action)
และเมื่อมีสถานการณ์แวดล้อมผลักดันแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็พร้อมที่จะกลายเป็น “ผู้ใช้ความรุนแรงอย่างสุดโต่ง” (violent extremist) ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ การกำเนิดของความรุนแรงจากลัทธิสุดโต่ง ทำให้เกิดโครงการของภาครัฐในเรื่องของ “การต่อต้านความรุนแรงของลัทธิสุดโต่ง” (counter violent extremism หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “CVE”) และเป็นโครงการที่เกิดในหลายประเทศของโลกตะวันตก
แม้โครงการเหล่านี้จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่โครงการเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ การสลายกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง (deradicalization) และพาบุคคลเป้าหมายกลับสู่สังคม เพื่อใช้ชีวิตตามปกติ
ในการดำเนินการเช่นนี้ ฝ่ายรัฐและเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจึงต้องศึกษาและวิจัยว่า อะไรเป็นประเด็นสำคัญในสังคมที่ถูกใช้ในการเปลี่ยนบุคคลธรรมดาไปสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย
หรืออาจกล่าวได้ว่า ประเด็นเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “สายพานลำเลียง” (conveyor belt) ที่ส่งบุคคลเดินขึ้นบันไดทีละขั้นไปสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย หรือก้าวไปสู่จุดสุดยอดของพีระมิดด้วยเปลี่ยนบุคคลตามปกติเป็นผู้ก่อการร้าย
หรือกล่าวได้ว่า โครงการเช่นนี้มุ่งสลายการบ่มเพาะความรุนแรง อันจะมีผลโดยตรงต่อการลดความสามารถในการแสวงหาสมาชิกใหม่ขององค์กรก่อการร้าย
ข้อพิจารณา...
การเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องของกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง และแนวความคิดของลัทธิสุดโต่ง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ และบุคลากรขององค์กรเอกชนที่ต้องทำงานในเรื่องของการสลายการบ่มเพาะดังกล่าว หรือกลุ่มคนที่ต้องทำงานในโครงการต่อต้านความรุนแรงของลัทธิสุดโต่ง
หากรัฐและสังคม (ในความหมายของภาครัฐและภาคประชาสังคม) สามารถร่วมมือในการสลายกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงได้ด้วยโครงการต่อต้านความรุนแรงของลัทธิสุดโต่งได้จริงแล้ว ก็อาจจะเป็นช่องทางสำคัญของ “ปิดสวิตซ์” สายพานลำเลียงที่จะไม่พาบุคคลไปสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย หรือการเป็นผู้นิยมความรุนแรงแบบสุดโต่ง
ฉะนั้น การปิดสวิตซ์จะเป็นการลดทอนขีดความสามารถในการสร้างสมาชิกใหม่ขององค์กรก่อการร้าย หรือโดยนัยคือ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเป็นการพาคนลงจากยอดพีระมิดของลัทธิที่นิยมความรุนแรงสุดโต่ง เพื่อพาพวกเขากลับคืนสู่การเป็นสมาชิกของชุมชน และใช้ชีวิตได้ตามปกติในสังคม เช่นคนทั่วไป
ดังนั้น การทำความเข้าใจในเรื่องการบ่มเพาะความรุนแรง เพื่อที่จะแสวงหาแนวทางในการต่อต้านลัทธิสุดโต่ง จะเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง เพื่อที่จะได้เห็นถึงมิติของมุมมองทางจิตวิทยาการเมือง ที่บุคคลปกติสามารถเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย และกลายเป็นผู้ที่นิยมลัทธิสุดโต่งได้
